โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

"เทคนิคบริหารเงินทุนสำหรับนักเทรด Futures มือใหม่"

Thairath Money

อัพเดต 13 ต.ค. 2567 เวลา 04.00 น. • เผยแพร่ 13 ต.ค. 2567 เวลา 04.00 น.
ภาพไฮไลต์

กุญแจสำคัญที่จะช่วยให้เราอยู่รอดในตลาดนี้ได้ ไม่ใช่แค่การวิเคราะห์กราฟเก่งๆ แต่กลับอยู่ที่การบริหารเงินทุนอย่างเป็นระบบ หรือ Money Management แต่นักเทรดส่วนใหญ่มักจะมองข้าม ทำให้ไม่ประสบความสำเร็จ ลองนึกภาพว่าเงินทุนอยู่ในรถไฟเหาะตีลังกา ถ้าปล่อยให้เงินทุนเหวี่ยงแบบนี้เรื่อยๆ ในที่สุดจะจบลงที่จุดต่ำสุด การเทรดก็เช่นกัน หากเราปล่อยให้พอร์ตขาดทุนไปเรื่อยๆ โดยไม่มีการควบคุม สุดท้ายเราก็อาจจะเสียเงินทุนทั้งหมดไปได้

ถ้าท่านผู้อ่านลองพิจารณาจากตารางด้านล่าง จะเห็นว่าถ้าปล่อยให้ผลขาดทุนของพอร์ตดำเนินไปเรื่อยๆ โดยที่ไม่แก้ไข หรือจำกัดความเสียหาย จะทำให้เงินทุนของท่านเสียไปโดยเปล่าประโยชน์ และแก้เกมส์กลับคืนมาได้ยากขึ้น

ตัวอย่างเช่น หากพอร์ตขาดทุนไป 50% จะต้องทำกำไรเพิ่มขึ้นถึง 100% เพื่อให้เงินทุนกลับมาเท่าเดิม และจะเห็นได้ว่ายิ่งขาดทุนมากเท่าไหร่ การจะกลับมาเท่าทุนก็ยิ่งยากขึ้นกว่ามาก

เพื่อให้เข้าใจยิ่งขึ้นไปดูตัวอย่างการเทรด Futures ที่อ้างอิงทองคำโลก

ตัวอย่างเช่น นักเทรดเห็นเพื่อนเทรดทองคำผ่าน Gold Online Futures แล้ว เห็นว่าได้ผลตอบแทนดี ประกอบกับมีข่าวสภาวะสงครามในตะวันออกกลางที่ทวีความรุนแรงขึ้น จึงเข้าไปเปิดสถานะ Long GOH25 จำนวน 10 สัญญาที่ราคา 2,725 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ และวางเงินหลักประกันเท่ากับ IM ที่ 32,305 x 10 = 323,050 บาท ในเวลาต่อมาพบว่าราคาทองคำเกิดการผันผวนสูง หลังการประกาศตัวเลขเศรษฐกิจสำคัญของสหรัฐฯ และ Fed มีทีท่าที่จะไม่ลดอัตราดอกเบี้ย ส่งผลให้ราคาร่วงลงต่อเนื่องจนถึงระดับ 2,650 ดอลลาร์ แต่นักเทรดไม่ Stop Loss เนื่องจากถือคติที่ว่าไม่ Stop Loss เท่ากับไม่ขาดทุน ปล่อยให้พอร์ตติดลบ ดังนี้

ขาดทุน = (2,650-2,725) x 10 x 300 = -225,000 บาท

มูลค่าพอร์ตเหลือ = 323,050 – 225,000

= 98,050 บาท

จะเห็นได้ว่ามูลค่าพอร์ตเหลือน้อยกว่าระดับ Maintenance Margin (MM) ที่ 227,058 บาท บริษัทหลักทรัพย์จึงเรียกให้วางเงินหลักประกันเพิ่มให้เท่ากับระดับ MM หรือต้องวางเงินเพิ่มเท่ากับ 227,058 – 98,050 = 129,008 บาท แต่นักลงทุนไม่ต้องการที่จะวางเงินเพิ่ม จึงปิดสถานะที่ราคา 2,650 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์

ผลขาดทุน (%) = 225,000 / 323,050

= 69.65%

ผลขาดทุนเกิดขึ้นกับพอร์ตถึง 69.65% ในครั้งเดียว การที่จะทำให้พอร์ตกลับขึ้นไปเท่าเดิมจากเงินที่เหลืออยู่ 98,050 บาท

เท่ากับว่าพอร์ตต้องสร้างกำไรถึง (225,000 / 98,050) x 100% = 229.48%

เมื่อเห็นผลลัพธ์แล้วปฏิเสธได้ยากว่า สิ่งที่ต้องใส่ใจในการเทรด คือ การทำ Money Management เพื่อจำกัดความเสี่ยงของพอร์ตลงทุน ดังนั้น วันนี้จะพาไปเรียนรู้เทคนิคการบริหารเงินทุนในการเทรด Futures กัน

1. เริ่มต้นที่จำนวนสัญญาน้อยๆ

เพื่อลดความเสี่ยงในการขาดทุน การเริ่มต้นเทรด Futures ด้วยปริมาณที่น้อย เช่น 1-2 สัญญา เพื่อให้เข้าใจวิธีการ อีกทั้งสามารถปรับตัว และเรียนรู้จากความผิดพลาดได้อย่างรวดเร็ว จากนั้นถึงค่อยๆ เพิ่มขนาดการสัญญาเทรด เมื่อมีความชำนาญแล้ว

2. วางเงินมากกว่าหลักประกันขั้นต้น (IM)

ในการเทรดสินค้า Futures จะต้องมีวางหลักประกันก่อน โดยแต่ละสินค้าจะมีอัตราหลักประกันขั้นต้น (Initial Margin) ที่แตกต่างกัน การวางหลักประกันมากกว่าระดับ IM จะเหมือนเป็นการนำเบาะนุ่มๆ มารองรับ ทำให้พอร์ตมีความยืดหยุ่นมากขึ้น และยังช่วยให้จัดกลยุทธ์เทรดได้มีประสิทธิภาพมากขึ้นด้วย

ยกตัวอย่างเช่น นักเทรดเห็นว่าค่าเงินบาทอ่อนค่าอย่างต่อเนื่อง จึงมองว่ามีโอกาสในการเข้าเทรดค่าเงิน USDTHB ผ่าน USD Futures และได้เปิดสถานะ Long USD Futures ที่ 33.20 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ จำนวน 1 สัญญา วางเงินหลักประกัน 1,600 บาท (IM = 910 บาทต่อสัญญา, MM = 640 บาทต่อสัญญา)

พอร์ตจะทนการเหวี่ยงของค่าเงินได้ (1600 – 640) / 1000 = 0.96 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ก่อนถูกเรียกเก็บหลักประกันเพิ่มแต่ถ้าวางเงินเท่ากับ IM ที่ 910 บาทต่อสัญญาพอร์ตจะทนได้เพียง (910 – 640) / 1000 = 0.27 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ดังนั้น จึงควรวางหลักประกันให้เกินกว่าระดับ IM เพื่อรองรับความผันผวนที่ไม่มีแนวโน้มแน่ชัดในระยะสั้น

3. ตั้ง Stop Loss ทุกครั้งที่เทรด

สำหรับการเทรดสินค้า Futures นักเทรดต้องกำหนดช่วงในการทำกำไร และจุด Stop Loss (ตัดขาดทุน) ให้ชัดเจน เพื่อจำกัดความเสี่ยงของพอร์ตเอาไว้ เพื่อไม่ให้เหตุการณ์เกิดขึ้นดังตัวอย่างการเทรดทองคำ นักเทรดที่ไม่ประสบความสำเร็จในการเทรด Futures มักเกิดจากการละเลย และไม่เห็นความสำคัญของการตั้งจุด Stop Loss ปล่อยให้พอร์ตเกิดผลขาดทุนจำนวนมาก และหวังว่าพอร์ตจะกลับมาที่จุดเดิม

นอกจากนี้สิ่งที่ไม่ควรทำเมื่อพอร์ตขาดทุน คือ การเปิดสถานะสัญญาตรงกันข้ามในอีก Series หนึ่งหรือการทำSpread Trading เพื่อที่จะจำกัดผลขาดทุนเอาไว้ เพราะนักเทรดจะเสียค่าธรรมเนียมเพิ่มโดยไม่จำเป็น และยังยากต่อการปิดสถานะทั้ง 2 ฝั่งด้วย เนื่องจากเมื่อปิดสถานะฝั่งหนึ่งออกไปแล้ว อีกฝั่งจะกลายเป็น Outright ซึ่งมีโอกาสทำให้ถูก Call Margin ทันที ดังนั้น นักเทรดควร Stop Loss เพื่อรอจังหวะลงทุนใหม่แทน

นักเทรดสามารถเลือกใช้เทคนิคการ Stop Loss ได้ดังนี้

1. Percentage Stop เมื่อเกิดผลขาดทุน เช่น 3%, 5% เป็นต้น

2. Chart Stop กำหนดจุดตัดขาดทุนโดยพิจารณาจากกราฟของราคา เช่น หุ้นอ้างอิงราคา 39 บาท ตั้ง Stop Loss เมื่อราคาผิดทางไป 2 บาท เป็นต้น

3. Trailing Stop เลื่อนจุดตัดขาดทุนตามราคาปัจจุบัน เพื่อ Lock กำไรในการเทรด

ทั้งนี้นักเทรดสามารถปรับจุด Stop Loss ได้ตามความเหมาะสม และสถานการณ์ในแต่ละครั้ง

4. วางกลยุทธ์ให้มี Reward to Risk Ratio ≥ 2 ในการเทรดทุกครั้ง

การวางแผนกลยุทธ์ก่อนการเทรดมีความสำคัญอย่างมาก เนื่องจากนักเทรดจะมีเป้าหมายที่ชัดเจนว่าจุดทำกำไร และ Stop Loss ที่จุดไหน โดยในการเทรดแต่ละครั้งต้องคำนึงถึงผลตอบแทน ว่ามีความคุ้มค่ากับความเสี่ยงที่พอร์ตจะเผชิญหรือไม่ ไม่เช่นนั้น อาจจะเกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้นได้ เทรด10 ครั้ง ได้กำไร 7 ครั้ง ขาดทุน 3 ครั้ง แต่เมื่อรวมกันแล้วพอร์ตกลับขาดทุน ดังเช่นนักเทรด B ในตารางด้านล่าง

จากพอร์ตของนักเทรด A จะเห็นได้ว่าการกำหนด Reward to Risk Ratio มีผลต่อกำไร(ขาดทุน) ของพอร์ตอย่างมาก ถึงแม้จะเทรดแพ้ชนะครึ่งต่อครึ่ง ก็สามารถสร้างผลตอบแทนให้พอร์ตได้อย่างดี

ที่น่าสนใจคือ นักเทรด C ที่เทรดเข้าเป้าเพียงแค่ 3 ครั้ง จาก 10 ครั้ง แต่มีเป้า Reward to Risk ที่สูง 3:1 เท่า ทำให้โดยรวมแล้วพอร์ตยังสามารถทำกำไรได้

5. ไม่ Overtrade เพื่อแก้มือ

อีกหนึ่งปัญหาสำคัญที่ทำให้นักเทรดมีโอกาสเกิดความเสียหายจำนวนมาก คือ การ Overtrade โดยการเพิ่มสัญญา Futures แบบทวีคูณไปเรื่อยๆ หลังจากทุกครั้งที่เทรดผิดทาง เพื่อที่จะแก้มือให้กลับไปเท่าทุนเดิมได้อย่างรวดเร็ว โดยมีความคิดตามสถิติที่ว่าไม่มีใครที่จะแพ้ไปทุกครั้งในการเทรด ซึ่งการกระทำในรูปแบบนี้เป็นไปตามระบบ Martingale ซึ่งมีแนวคิดดังตัวอย่างนี้

นักเทรด D ปกติเทรด SET50 Index Futures จำนวน 1 สัญญา เมื่อเทรดผิดทางจึงเริ่มเพิ่มจำนวนเป็น 2 สัญญา แต่ปรากฎว่าผิดทางครั้งถัดไปจึงเพิ่มจำนวนสัญญาเป็น 4 สัญญา ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงของพอร์ตต่อการขาดทุนจำนวนมากด้วยหากโชคดีเทรดเข้าทาง อาจจะทำให้พอร์ตกลับมาเท่าทุน แต่ระยะยาวอาจจะเกิดการผิดพลาดต่อเนื่องหลายครั้งซึ่งมีโอกาสทำให้เสียเงินทั้งหมดที่มีอยู่ในพอร์ตได้

ดังนั้น ในการเทรดควรวางกลยุทธ์ Reward to Risk Ratio ≥ 2 ไม่ต้องเพิ่มจำนวนสัญญา เพียงเท่านี้ ในระยะยาวพอร์ตก็สามารถสร้างผลตอบแทนได้อย่างต่อเนื่อง

การเทรด Futures เปรียบเสมือนการเล่นรถไฟเหาะที่ตื่นเต้นเร้าใจ แต่ก็มีความเสี่ยงสูง หากไม่มีการบริหารจัดการเงินทุนที่ดี การขาดทุนเพียงเล็กน้อยและไม่ Stop Loss อาจนำไปสู่การขาดทุนครั้งใหญ่ได้อย่างรวดเร็ว กุญแจสำคัญสู่ความสำเร็จในการเทรด Futures ไม่ได้อยู่ที่การทำนายทิศทางของตลาดอย่างแม่นยำ แต่กลับอยู่ที่การบริหารเงินทุนอย่างมีระบบ การเริ่มต้นด้วยจำนวนสัญญาน้อย ๆ การวางหลักประกันที่เพียงพอ การตั้ง Stop Loss และการวางแผนกลยุทธ์ที่เหมาะสม จะช่วยให้นักเทรดลดความเสี่ยงและเพิ่มโอกาสในการสร้างผลตอบแทนได้อย่างมั่นคง นอกเหนือจากการบริหารเงินทุนแล้ว สิ่งที่สำคัญ คือความรู้ความเข้าใจในสินค้า Futures ที่กำลังจะเทรด รวมถึงการติดตามข้อมูลข่าวสารที่ส่งผลต่อการเทรดอย่างสม่ำเสมอ จะทำให้คุณเป็นนักเทรดที่เก่งขึ้นได้อย่างแน่นอน

ทั้งนี้ นักเทรดสามารถศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับการเทรดสินค้า Futures ใน TFEX ได้ที่ https://wconnex.bualuang.co.th/s/ \

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : "เทคนิคบริหารเงินทุนสำหรับนักเทรด Futures มือใหม่"

ข่าวอื่นที่เกี่ยวข้อง

ตามข่าวก่อนใครได้ที่
- Website : Thairath Money
- LINE Official : Thairath

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...