โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เมืองใหม่คณะราษฎร ในย่านเก่ากรุงเทพฯ (5)/พื้นที่ระหว่างบรรทัด ชาตรี ประกิตนนทการ

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 22 ธ.ค. 2566 เวลา 07.51 น. • เผยแพร่ 21 ก.ค. 2565 เวลา 03.00 น.

พื้นที่ระหว่างบรรทัด

ชาตรี ประกิตนนทการ

เมืองใหม่คณะราษฎร

ในย่านเก่ากรุงเทพฯ (5)

การกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่นเพื่อให้ประชาชนมีส่วนร่วมในปกครองตนเอง คือตัวชี้วัดสำคัญอย่างหนึ่งของระบอบประชาธิปไตย

ซึ่งหากว่าตามประวัติศาสตร์กระแสหลักของไทย การจัดตั้งสุขาภิบาลขึ้นมาเมื่อ พ.ศ.2440 คือจุดเริ่มต้นของการปกครองท้องถิ่นไทย

โดยเริ่มต้นแห่งแรกในกรุงเทพฯ และแห่งที่สองคือ สุขาภิบาลท่าฉลอม เมื่อ พ.ศ.2448 ซึ่งถือกันว่า เป็นสุขาภิบาลหัวเมืองแห่งแรกของไทย

อย่างไรก็ตาม งานศึกษามากมายในปัจจุบันกลับชี้ให้เห็นว่า หน้าที่และรูปแบบการบริหารจัดการสุขาภิบาล ไม่อาจเรียกได้ว่าเป็นการปกครองตนเองของประชาชนแต่อย่างใด

เนื่องจากภาระงานหลักเป็นเพียงการดูแลด้านความสะอาดเมืองเท่านั้น ไม่ว่าจะเป็นทำลายขยะมูลฝอย ทำส้วม ควบคุมสิ่งปลูกสร้าง และการขนย้ายสิ่งโสโครกก่อความรำคาญแก่ประชาชน

ที่สำคัญคือ ผู้มีอำนาจบริหารล้วนแต่เป็นข้าราชการที่รับนโยบายจากส่วนกลางตามรูปแบบที่จัดการอยู่ในประเทศอาณานิคม มากกว่าจะเป็นการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น

จุดเปลี่ยนสำคัญที่แท้จริงในประเด็นนี้ เกิดขึ้นหลังการปฏิวัติ 2475 โดยคณะราษฎรได้วางรูปแบบระเบียบการบริหารราชการของประเทศใหม่ ด้วยการประกาศใช้พระราชบัญญัติว่าด้วยระเบียบราชการบริหารแห่งราชอาณาจักรสยาม พ.ศ.2476

และมีการออกกฎหมายการปกครองท้องถิ่น เรียกว่า พระราชบัญญัติจัดระเบียบเทศบาล พ.ศ.2476

ส่งผลให้เกิดหน่วยการปกครองท้องถิ่นรูปแบบใหม่ที่เรียกชื่อว่า “เทศบาล” ขึ้น โดยฝ่ายบริหารมาจากการแต่งตั้ง ส่วนสมาชิกสภาเทศบาลมาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชนในพื้นที่ ซึ่งถือว่าเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่แท้จริงในประเด็นว่าด้วยการกระจายอำนาจ

โครงสร้างของเทศบาล แบ่งได้เป็น 3 ระดับ คือ เทศบาลตำบล เทศบาลเมือง และเทศบาลนคร โดยจะเป็นระดับไหนนั้นขึ้นอยู่กับจำนวนประชากร ซึ่งกรุงเทพฯ ณ ขณะนั้น เป็นเมืองขนาดใหญ่ที่มีพลเมืองมากกว่า 30,000 คนขึ้นไป และอยู่กันอย่างหนาแน่น เฉลี่ยไม่น้อยกว่า 1,000 คนต่อ ตร.ก.ม. จึงถูกจัดให้เป็นระดับเทศบาลนคร

พ.ศ.2479 ได้มีการตราพระราชบัญญัติจัดตั้งเทศบาลนครกรุงเทพฯ และมีการจัดตั้งเทศบาลนครกรุงเทพฯ สำเร็จเมื่อ 1 เมษายน พ.ศ.2480 ซึ่งทำให้รูปแบบการบริหารพื้นที่เมืองหลวงแห่งนี้เปลี่ยนไปอย่างมีนัยยะสำคัญ เป็นจุดเริ่มต้นของการปกครองตนเองที่แท้จริง ความเปลี่ยนแปลงดังกล่าว เราสามารถมองเห็นได้อย่างชัดเจนผ่าน แผนที่ 2475 และแผนที่ 2490

ในแผนที่ 2490 เราจะเห็นการเกิดขึ้นของพื้นที่เทศบาลนครกรุงเทพฯ (อันเป็นสัญลักษณ์ของอำนาจในการปกครองส่วนท้องถิ่นของตนเอง) ขนาดใหญ่ใจกลางพระนคร บริเวณที่เคยเป็นตลาดเสาชิงช้าในอดีต

บริเวณตลาดเสาชิงช้า คือพื้นที่กลางเมืองมาแต่โบราณ รัชกาลที่ 1 โปรดเกล้าฯ ให้สร้างโบสถ์พราหมณ์ เสาชิงช้า และวัดสุทัศน์ ขึ้นในบริเวณนี้ ซึ่งถือเป็นพื้นที่ใจกลางเมืองอันศักดิ์สิทธิ์

โดยบริเวณตลาดเสาชิงช้าในแผนที่ 2475 นั้น เมื่อแรกสร้างกรุงเทพฯ คงเป็นพื้นที่ลานศักดิ์สิทธิ์เพื่อใช้สำหรับประกอบพิธีโล้ชิงช้า และเป็นพื้นที่ตลาดใหญ่ของกรุงเทพฯ มาตั้งแต่เมื่อต้นรัตนโกสินทร์

ความเปลี่ยนแปลงในพื้นที่เกิดขึ้นเมื่อได้มีการสร้างโรงแก๊สขึ้นในบริเวณดังกล่าวในสมัยรัชกาลที่ 5 อันเนื่องมาจากโรงก๊าซภายในพระบรมมหาราชวัง (ที่สร้างขึ้นตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 4) ได้เกิดระเบิดขึ้น จึงได้มีการย้ายโรงก๊าซมาสร้างใหม่ในบริเวณนี้ พร้อมๆ กับมีการขยายพื้นที่ตลาดให้ใหญ่ขึ้น จนกระทั่งในเวลาต่อมา เมื่อมีการนำเข้าระบบไฟฟ้าสมัยใหม่เข้ามาในสยาม จึงได้รื้อโรงก๊าซออกในปี พ.ศ.2444 แล้วเปลี่ยนมาสร้างเป็นตลาดขนาดใหญ่แทนในปีเดียวกัน

โดยลักษณะทางกายภาพของตลาดใหม่ เป็นไปตามที่ปรากฏในแผนที่ 2475

จนเมื่อเกิดการเปลี่ยนแปลงการปกครองและเกิดแนวคิดในการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น (ตามที่อธิบายมาตอนต้น) รัฐบาลคณะราษฎรจึงได้ทำการรื้อตลาดเสาชิงช้า และเปลี่ยนมาเป็นที่ทำการเทศบาลนครกรุงเทพฯ แทน

อย่างไรก็ตาม ที่ทำการแรกของเทศบาลนครกรุงเทพฯ เมื่อแรกตั้งในปี 2480 นั้น ตัวสำนักงานยังเป็นเพียงการเช่าบ้านของคุณหญิงลิ้นจี่ สุริยานุวัติ ที่ถนนกรุงเกษม เป็นสำนักงานไปก่อน แต่ต่อมา ด้วยภารกิจที่มากขึ้น ทำให้สถานที่เดิมคับแคบ พระยาประชากิจกรจักร ซึ่งดำรงตำแหน่งนายกเทศมนตรีในขณะนั้น จึงได้เสนอต่อรัฐบาลคณะราษฎรว่า ต้องการสำนักงานถาวรที่เหมาะสมสำหรับการเป็นที่ทำการเทศบาล

รัฐบาลได้พิจารณาเห็นว่า บริเวณตลาดเสาชิงช้าเป็นสถานที่เหมาะสม จึงได้ทำการขอใช้จากสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ซึ่งเป็นเจ้าของที่ โดยได้ทำการรื้ออาคารตลาดโดยส่วนใหญ่ออก เหลือตึกแถวเพียงรอบนอกสุดเพียงสามด้านเอาไว้ เพื่อใช้เป็นสำนักงาน พร้อมทั้งสร้างอาคารสำนักงานขึ้นในบริเวณทิศเหนือ

ตัวอาคารมีแผนผังเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า หันหน้าอาคารเข้าหาเสาชิงช้าและวัดสุทัศน์ ตัวอาคารสูงสองชั้น เรียบเกลี้ยงไร้ลวดลายประดับตกแต่ง อันเป็นรูปแบบสถาปัตยกรรมคณะราษฎร ที่นิยมสร้างเป็นสถานที่ราชการในสมัยนั้น ตัวอาคารแล้วเสร็จและเปิดใช้งานเป็นทางการเมื่อเดือนมกราคม พ.ศ.2484

น่าสังเกตว่า ในส่วนของปลายตึก (ที่เคยเป็นตลาดเสาชิงช้าเดิม) ทั้งสองข้างที่หันหน้าเข้าหาเสาชิงช้า อันเป็นด้านหน้าหลักของอาคารนั้น มีการก่อผนังสี่เหลี่ยมปิดทับหน้าตาตึกแถวศิลปะแบบตะวันตกเดิมในส่วนนี้ เพื่อเปลี่ยนรูปแบบกลุ่มอาคารนี้ให้เป็นแบบทันสมัยตามสถาปัตยกรรมคณะราษฎร ซึ่งทำให้ผู้มาใช้สอยอาคาร เมื่อยื่นอยู่ด้านหน้าของกลุ่มอาคารเทศบาลนครกรุงเทพฯ จะมองเห็นเพียงรูปแบบศิลปะและสถาปัตยกรรมแบบคณะราษฎร

นอกจากนี้ การออกแบบที่ทำการ ตามที่ปรากฏในแผนที่ 2490 ยังได้มีการเปิดพื้นที่ลานโล่งขนาดใหญ่เอาไว้ทางด้านหน้าอาคาร แม้เราจะไม่ทราบวัตถุประสงค์การใช้งานของลานนี้เมื่อแรกสร้างว่ามีเป้าหมายอย่างไร แต่ก็มีความเป็นไปได้มากที่พื้นที่ลานนี้จะถูกใช้ในลักษณะเป็นที่สาธารณะสำหรับจัดกิจกรรมของทางราชการ และกิจกรรมของประชาชน (ในลักษณะคล้ายกับลานคนเมืองในปัจจุบัน) ซึ่งอาจถือได้ว่า โครงการก่อสร้างนี้ เป็นอีกหนึ่งโครงการหลัง 2475 ที่ช่วยเพิ่มพื้นที่สาธารณะสำหรับประชาชน

กลุ่มอาคารนี้ ที่ผ่านมา ไม่ค่อยมีการพูดถึงมากนัก แม้ว่าจะมีความสำคัญมาก อาจเป็นเพราะด้วยตัวอาคารมีการใช้งานอยู่เพียงระยะเวลาไม่นาน (ราว พ.ศ.2484-2499) ก็ถูกรื้อลง โดยในราวปี พ.ศ.2498 พล.อ.มังกร พรหมโยธี นายกเทศมนตรี ณ ขณะนั้น เห็นว่าที่ทำการของเทศบาลแออัดเกินไป จึงได้มอบหมายให้ ม.จ.สมัยเฉลิม กฤดากร ทำการออกแบบศาลาว่าการเทศบาลนครกรุงเทพฯ แห่งใหม่ โดยมีการวางศิลาฤกษ์อาคารใหม่ (ต่อมาจะกลายเป็น ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร ในปัจจุบัน) เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ.2499 โดยจอมพล ป.พิบูลสงคราม

อาคารที่สร้างขึ้นใหม่ ถูกออกแบบขึ้นด้วยรูปแบบสถาปัตยกรรมไทยประยุกต์ อันเป็นรูปแบบทางสถาปัตยกรรมที่สะท้อนแนวคิดอนุรักษนิยมและชุดอุดมการณ์ทางการเมืองที่แตกต่างออกไปจากคณะราษฎร แผนผังอาคารออกแบบเป็นสี่เหลี่ยม มีลานโล่งตรงกลางขนาดใหญ่ การวางผังเน้นเรื่องความสมมาตรเป็นสำคัญ มีการออกแบบหลังคาจั่วขนาดใหญ่คลุมพื้นที่บางส่วนของตัวอาคาร เพื่อแสดงถึงถึงเอกลักษณ์ไทย พร้อมทั้งมีการออกแบบหอนาฬิกาสูง 10 ชั้น

ต่อมาในสมัยจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ได้มีการตัดลดงบประมาณการก่อสร้างลง ทำให้รูปแบบที่ได้สร้างจริงแตกต่างออกไปหลายส่วน ที่สำคัญคือ ไม่มีการสร้างหลังคาจั่ว และหอนาฬิกา อย่างไรก็ตาม องค์ประกอบตกแต่งตามเอกลักษณ์ไทยอีกหลายส่วนก็ยังได้รับการก่อสร้างต่อมา จนกลายเป็นศาลาว่าการกรุงเทพมหานครในแบบที่ปรากฏอยู่ในปัจจุบัน

จากหลักฐานที่ปรากฏในแผนที่ 2475 และแผนที่ 2490 ช่วยทำให้เรามองเห็นพื้นที่สาธารณะใหม่กลางเมืองอีกแห่งที่เกิดขึ้นหลังการปฏิวัติ 2475 ที่อาจไม่ค่อยได้รับความสนใจมากนัก นั่นก็คือ พื้นที่ที่ทำการเทศบาลนครกรุงเทพฯ พื้นที่ดังกล่าวเกิดขึ้นจากจากความเปลี่ยนแปลงหลายยุคหลายสมัย จากพื้นที่ลานศักดิ์สิทธิ์ยุคต้นรัตนโกสินทร์ โรงก๊าซและตลาดในสมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์ จนกลายมาเป็นศูนย์กลางการบริหารราชการและปกครองตนเองของกรุงเทพฯ ในยุคประชาธิปไตย

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...