พระชายาวาณิช
ข้อมูลเบื้องต้น
*** หากพบปักหาซื้อแล้วอ่านไม่ได้หรือเกิดปัญหาใดทีไม่ใช่ในส่วนของเนื้อหา กรุณาติดต่อแอดมินเด็กดีตามนี้ค่ะ
https://web.facebook.com/NiyayDekD
คำเตือน!
1. นิยายเรื่องนี้ไม่เหมาะกับผู้อ่านที่ต้องการความสมเหตุสมผล เพราะไรท์แต่งขึ้นจากจินตนาการ ความไม่มีเหตุผลและความเป็นไปไม่ได้ ไม่อิงจากประวัติศาสตร์ใดๆทั้งสิ้น
2. กรุณาคอมเม้นด้วยความสุภาพ ห้ามใช้คำหยาบไรท์ยอมรับการติ-ชม ที่มีเหตุผลได้
3. นิยายเรื่องนี้อัพฟรีจนจบแต่มีระยะเวลาอ่านฟรีตามที่กำหนดในแต่ละตอนและไม่ฟรีตอนพิเศษ
4. นิยายเรื่องนี้ผู้แต่งยังไม่ได้ตรวจคำผิด ยังไม่ได้รีไรท์ แจ้งก่อนเพื่อให้ทำใจและงดดราม่า
5. นิยายเรื่องนี้ไม่เน้นโลกสวย อาจมีฉากรุนแรงบ้างโปรดทำใจยอมรับนะคะ
6. นิยายเรื่องนี้จะมีการขายทั้งแบบอ่านล่วงหน้าและรายตอนซื้อถาวร แต่ถ้าวางขายแบบอ่านล่วงหน้าแล้วจะไม่ขายรายตอนอีก ดังนั้นไม่เสียเงินซ้ำซ้อนแน่นอนค่ะ
****โปรดอ่านคำเตือนให้เข้าใจก่อนการบริโภค****
แนะนำตัวละคร
เสิ่นฟางซิ่น
คุณหนูรองแห่งตระกูลเสิ่นซึ่งเป็นหนึ่งในสี่ตระกูลวานิชใหญ่แห่งแดนใต้ที่ขึ้นชื่อเรื่องผ้าไหมเหมันต์ ด้วยสูญเสียมารดาไปตั้งแต่ยังเล็กทำให้ถูกเลี้ยงมาโดยผู้เฒ่าเสิ่น ทำให้มีความเชี่ยวชาญทางด้านการค้าและการอ่านสีหน้าของคน แต่เพราะยังไม่เคยได้ลงสนามการค้าจริงๆทำให้ไม่เท่าทันเล่ห์เหลี่ยนคนนอกอยู่บ้าง
จ้าวเหลียงเช่อ
ไหวหยางอ๋องผู้เป้นอนุชาร่วมอุทรของฮ่องเต้องค์บัจจุบัน มีที่ดินศักดินาคือแดนใต้เกือบทั้งหมด เพราะการศึกทำให้ต้องขอความช่วยเหลือตระกูลกู้ จึงได้รับเสิ่นฟางซิ่นเข้าจวนมาเป็นพระชายาเป้นการแลกเปลี่ยน เบื้องหลังการมาอาศัยที่แดนใต้ของท่านอ๋องยังคงเป็นที่น่าสงสัย อีกทั้งการตายของชายาองค์แรกของท่านอ๋อง
1 1/4
ม้าเร็วจากหน่วยสอดแนมควบตรงมายังค่ายหนานเจียงในเขตชายแดนใต้ของแคว้นหลี่ซึ่งอยู่ใต้การกำกับดูแลของไหวหยางชินอ๋องผู้เป็นแม่ทัพใหญ่ และเป็นผู้ดูแลที่ดินศักดินาในเขตแดนใต้แห่งนี้ อีกทั้งยังเป็นพระอนุชาร่วมอุทรของฮ่องเต้องค์ปัจจุบันด้วย
ความเคลื่อนไหวของม้าเร็วครั้งนี้สืบเนื่องมาจากเหตุเมื่อหกเดือนก่อนที่ไม่รู้ว่าแคว้นฉู่ไปได้ข่าวสารอะไรมาถึงยกทัพมาตั้งค่ายอยู่ห่างจากชายแดนแคว้นหลี่เพียงแค่หนึ่งร้อยลี้
บ่งบอกถึงเจตนาชัดเจนว่ามาเพื่อรอเวลาเปิดศึกระหว่างแคว้น
ไหวหยางชินอ๋องที่ได้ข่าวการตั้งค่ายของทัพแคว้นฉู่ออกคำสั่งให้ทหารเตรียมพร้อมรบทุกเมื่อ แล้วก็เร่งเดินทางมาพำนักอยู่ในค่ายหนานเจียงเพื่อจะได้วิเคราะห์ความเคลื่อนไหวของทัพข้าศึกได้ทันท่วงที โดยไม่ลืมรายงานไปยังราชสำนักเพื่อขอกำลังทหารมาเสริมด้วย
แต่คำตอบที่ได้รับกลับเป็นข่าวร้าย เมื่อราชสำนักแจ้งว่าชายแดนเหนือที่ติดกับเขตชนเผ่าซ่งหนูก็กำลังเกิดศึกแล้วเช่นกัน
ครึ่งปีที่ผ่านมาจึงกล่าวได้ว่าชายแดนเหนือและชายแดนใต้ของแคว้นหลี่เกิดศึกสงครามพร้อมกันแล้ว และหลังจากหน่วยสอดแนมสืบความเคลื่อนไหวและประสานข้อมูลกันครบทุกฝ่ายก็สรุปได้ความว่า สงครามรอบด้านครั้งนี้เกิดจากการลอบตกลงร่วมกันของเเคว้นฉู่กับพวกซ่งหนู
นั่นคือนัดเปิดศึกตีกระหนาบชายแดนแคว้นหลี่ทั้งบนและล่างพร้อมกันเพื่อไม่ให้กองทหารแบ่งกำลังพลไปช่วยฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดได้ทัน เพราะทุกฝั่งชายแดนจำต้องตรึงกำลังเพื่อรอรับศึกที่อาจจะบุกเข้ามา
รวมถึงกองทหารส่วนกลางก็ต้องผนึกกำลังป้องกันเมืองหลวง จึงย่อมจะไม่สามารถเคลื่อนทัพไปช่วยฝ่ายใดได้เต็มสิบส่วน เพราะหากทัพชายแดนแตกพ่าย หมายความว่าเมืองหลวงย่อมเป็นอันตราย ดังนั้นทหารจึงต้องควบคุมพื้นที่ในทุกจุดให้แน่นหนาที่สุด
เหตุนี้จึงทำให้ความน่าเกรงขามของกองทัพแคว้นหลี่ในเขตชายแดนลดลงตามจำนวนกำลังทหาร จนกระทั่งข่าวศึกสงครามแพร่กระจายออก ชาวเมืองหนานเจียงที่ใกล้เขตชายแดนที่สุดหวาดกลัวภัยสงครามจนพากันอพยพหนีตายเป็นแถว
ชาวแคว้นหลี่แดนใต้ที่มีเงินมีทองยกโขยงปิดบ้านเรือนขนย้ายทรัพย์สินไปหลบภัยถึงในเมืองหลวงบ้าง บางส่วนที่ยากจนข้นแค้นก็อาศัยแรงเท้าเร่งเดินทางไปหลบภัยอยู่ตามเขตเมืองกลางแผ่นดิน ในตัวเมืองหนานเจียงและเมืองรอบเขตชายแดนจึงเหลือเพียงคนของทางการที่โยกย้ายไปไหนไม่ได้เพราะมีหน้าที่การงานแผ่นดินให้ต้องดูแลรักษา กับเหลือชาวบ้านแค่ไม่กี่ครัวเรือนที่ไม่คิดทิ้งถิ่นฐานบ้านเกิดจนกล่าวได้ว่าชายแดนใต้แทบเป็นเมืองร้างแล้ว
กองทหารแคว้นฉู่ที่ยกทัพมารอดูท่าทีของแคว้นหลี่อยู่ในค่ายติดชายแดน เมื่อได้รับข่าวจากพวกซ่งหนูที่เปิดศึกอยู่ทางทิศเหนือว่าสามารถกำชัยชนะเหนือทหารแคว้นหลี่ได้ในศึกแรกแล้ว แม่ทัพแคว้นฉู่ก็ไม่รอช้าสั่งกองกำลังทั้งหมดข้ามเขตแดนบุกเข้าตีเมืองหนานเจียงทันที
นั่นเพราะแม่ทัพแคว้นฉู่คิดการใหญ่ว่าจะสามารถช่วงชิงชัยชนะได้ในศึกเดียว เนื่องจากทหารแคว้นหลี่กำลังตื่นตระหนกตกใจต่อข่าวปราชัยทางแดนเหนือ ดังนั้นหากทัพแคว้นฉู่จู่โจมเข้ามาโดยที่แคว้นหลี่ไม่ทันตั้งตัว แคว้นฉู่ก็จะสามารถเอาชนะเบ็ดเสร็จได้ในศึกเดียว
แต่แม่ทัพแคว้นฉู่นับว่าดูเบาไหวหยางชินอ๋องห้าส่วน เพราะไหวหยางชินอ๋องอ่านทิศทางลมได้ขาดว่า แคว้นฉู่จะต้องอาศัยจังหวะที่พวกซ่งหนูชนะศึกในแดนเหนือ ยกทัพโจมตีแดนใต้ทันทีแน่นอน ชินอ๋องซึ่งวางแผนเตรียมการตั้งรับไว้ล่วงหน้าแล้วจึงป้องกันแนวชายแดนได้ทันท่วงที ทำให้ทหารแคว้นฉู่ต้องล่าถอยไปในศึกแรก
นับจากนั้นมา สงครามทั้งในแดนเหนือและแดนใต้ก็ยืดเยื้อต่อมาอีกหลายเดือน ต่างผลัดกันแพ้ผลัดกันชนะจนกระทั่งเกิดปัญหาใหญ่ขึ้นในค่ายทหารแดนใต้
นั่นคือเสบียงอาหารและยารักษาผู้บาดเจ็บขาดแคลนอย่างมากแล้ว
แม้ที่ผ่านมาแม่ทัพอย่างชินอ๋องจะเร่งขอความช่วยเหลือไปยังคลังหลวงให้ส่งมาเพิ่มหลายครั้งหลายหนแล้วก็ยังได้มาไม่เพียงพอ เนื่องจากคลังหลวงในราชสำนักยามนี้จำนวนเสบียงและหยูกยาลดลงอย่างฮวบฮาบเพราะมีสงครามทั้งสองฝั่ง ดังนั้นทหารบาดเจ็บทั้งฝั่งแดนเหนือและใต้จึงเพิ่มจำนวนขึ้นทุกวัน
หากก็ไม่สำคัญเท่าทหารขาดเสบียงอย่างหนัก เมื่อต้องออกรบจึงเริ่มไร้แรงกำลัง ทำให้ศึกรบในช่วงหลัง คล้ายกองทัพแดนใต้จะเพลี่ยงพล้ำถี่ขึ้นทุกที จนมาถึงวันที่คลังหลวงกัดฟันรวบรวมเสบียงได้จำนวนหนึ่งและจัดแบ่งส่งไปยังกองทัพเหนือและใต้ที่กรำศึกอยู่ทั้งสองด้าน พร้อมแจ้งข่าวเด็ดขาดว่า ขบวนเสบียงและหยูกยาที่กำลังส่งมารอบนี้ คือเสบียงรอบสุดท้ายที่จะส่งมาให้ได้แล้ว
นั่นหมายความว่ากองทัพในเมืองหลวงก็กำลังตกอยู่ในภาวะเสบียงและหยูกยาสำรองเหลือไม่เพียงพอแล้วเช่นกัน
เสียงม้าเร็วควบมาหยุดหน้ากระโจมพักของแม่ทัพใหญ่ก่อนที่ทหารหน่วยข่าวกรองจะตวัดตัวลงจากหลังม้า วิ่งเข้าไปรายงานข่าวด่วนล่าสุด
“ถวายบังคมชินอ๋อง ขบวนเสบียงและยาจากเมืองหลวงถูกปล้นกลางทางพ่ะย่ะค่ะ”
“หา! อะไรนะ …เสียหายเท่าไหร่” รองแม่ทัพเหวินแห่งค่ายหนานเจียงอุทานด้วยความตกใจก่อนจะรีบถามด้วยความวิตกกังวลแทนทุกเสียงที่นั่งประชุมกันอยู่
“ไม่เหลือเลยขอรับท่านรองแม่ทัพ”
ปัง!
“บัดซบ!” รองแม่ทัพเหวินสบถ แล้วตบโต๊ะด้วยความเจ็บใจอย่างถึงที่สุด
เสบียงและยาชุดนี้คือความหวังสุดท้ายของกองทัพแดนใต้ หากไร้ซึ่งเสบียงเช่นนี้ทหารจะมีแรงกำลังออกรบได้อย่างไร และยาที่หายไปก็หมายถึงลมหายใจของทหารบาดเจ็บนับร้อยคนอาจจะต้องสูญสิ้นตามไปด้วย
โจรชั่วพวกนี้หากเป็นข้าศึกก็แล้วไป แต่ถ้าเป็นคนแคว้นหลี่ด้วยกัน ย่อมต้องตราหน้าว่าเป็นพวกขายชาติไปจนถึงรุ่นบรรพบุรุษแล้ว
“กุนซือโจว เสบียงที่เหลือตอนนี้ยังพอใช้ไปได้อีกกี่วัน” ชินอ๋องจ้าวเหลียงเช่อรับสั่งถามกุนซือกองทัพที่นั่งอยู่ข้างกาย
“ไม่เกินสิบวันพ่ะย่ะค่ะ แต่หากประหยัดอาจดึงได้ถึงสิบห้าวัน”
ผู้เป็นชินอ๋องนิ่งคิดครู่เดียวก็คว้าพู่กันมาเขียนเป็นจดหมายสองฉบับ แล้วพับกระดาษใส่ซองปิดผนึกก่อนจะประทับตราส่วนพระองค์ ยื่นให้กับทหารม้าเร็ว
ฉบับหนึ่งกำชับให้ส่งถึงผู้เฒ่ากู้แห่งเมืองกุ้ยติง ผู้เป็นคหบดีรายใหญ่ ควบคุมการจัดจำหน่ายธัญพืช ข้าวสารและอาหารแห้งทั่วเขตแดนใต้
อีกฉบับต้องเร่งส่งให้ถึงมือผู้เฒ่าเจิ้งแห่งเมืองเหลียงเฉิงที่อยู่ไม่ไกล ตระกูลเจิ้งเป็นหมอยาเลื่องชื่อทั้งในการรักษาคนเจ็บป่วยและเปิดร้านซื้อขายสมุนไพรทั่วทุกเมืองในเขตแดนใต้
หลังจากนั้นเพียงเจ็ดวัน ค่ายหนานเจียงก็ได้เปิดประตูค่ายออกรับขบวนเสบียงจากตระกูลกู้และขบวนยารักษาโรคจากตระกูลเจิ้งที่เร่งขนมาจนถึงค่ายหนานเจียงอย่างปลอดภัย สร้างขวัญกำลังใจให้เหล่าทหารที่ต้องกินอยู่อย่างประหยัดมานานหลายวันได้ในทันที
ชินอ๋องกวาดสายตามองออกไปทั่วค่าย ขณะทรงคิดว่าหากสงครามยืดเยื้อเช่นนี้ต่อไป มีแต่จะสิ้นเปลืองทุกอย่าง
โดยเฉพาะเลือดเนื้อของทหารแคว้นหลี่
ที่สุดไหวหยางชินอ๋องก็ตัดสินใจที่จะจบศึกขั้นเด็ดขาด
หลังจากวางแผนร่วมกับกุนซือแล้ว ชินอ๋องผู้เป็นแม่ทัพใหญ่ก็ประกาศให้ทหารทุกคนกินให้อิ่มท้อง นอนหลับให้เต็มตื่น แล้วจากนั้นเพียงสามวัน ชินอ๋องก็นำทัพออกไปสังหารแม่ทัพใหญ่ของแคว้นฉู่ได้ถึงในค่ายศัตรูทันที
และเพื่อไม่ให้ความได้เปรียบนี้เสียไปโดยเปล่าประโยชน์ ไหวหยางชินอ๋องจึงใช้แผนบุกรังโจร นั่นคือยกทัพลอบเข้าบุกตีเมืองชายแดนสำคัญ ๆ ของแคว้นฉู่ จนแตกพ่ายทั้งหมดในเวลาไม่ถึงหนึ่งเดือน
ความสูญเสียทั้งทรัพย์สินและชีวิตผู้คนอย่างใหญ่หลวงรวดเดียวครั้งนี้ ทำให้ฮ่องเต้แคว้นฉู่ถูกเหล่าขุนนางและชาวเมืองกดดัน จนต้องยอมเขียนสาส์นเจรจาขอหย่าศึกส่งมาถึงค่ายเมืองหนานเจียงอย่างไม่รอช้า
จากนั้นไม่นาน คณะทูตแคว้นฉู่ก็เร่งเดินทางเพื่อมาเจรจาหาข้อตกลงอันเป็นสันติระหว่างแคว้นถึงในเมืองหนานเจียง
ชัยชนะของทหารแดนใต้ ส่งผลให้กองทัพทางเหนือฮึกเหิม กระทั่งบุกเอาชนะพวกซ่งหนูศัตรูร้ายที่ชอบลอบกัดได้อย่างเด็ดขาดในเวลาไล่เลี่ยกัน
เป็นผลให้ความสงบสุขคืนสู่แคว้นหลี่ได้ในที่สุด
หลังประกาศชัยชนะและมั่นใจว่าสงครามยุติแล้วจริง ๆ ชาวบ้านชาวเมืองที่พากันอพยพหนีภัยสงครามก็ยกขบวนกลับบ้านเกิดเมืองนอนเพื่อเริ่มต้นใช้ชีวิตกันอย่างปกติสุขอีกครั้ง
ทว่าค่ายหนานเจียงที่แม้สงครามจะจบลงแล้ว ทหารทุกนายในค่ายก็ยังคงต้องซ้อมรบอย่างเข้มงวด เพื่อเฝ้าระวังเขตชายแดนใต้ให้สุดกำลัง
นั่นเป็นเพราะไหวหยางชินอ๋องที่นำทัพออกรบติดต่อกันจนคว้าชัยชนะมาได้ มีอาการบาดเจ็บสาหัสจากการกรำศึกหนักนานนับครึ่งปี คณะที่ปรึกษาของกองทัพจึงตกลงให้จัดขบวนส่งตัวชินอ๋องกลับไปพักรักษาพระอาการที่ตำหนักชินอ๋องในเมืองเหลียงเฉิงอย่างไม่รอช้า
1 2/4
“คุณหนูเจ้าคะ นั่นเจ้าค่ะ นั่น…ธงขบวนเสด็จของชินอ๋องเจ้าค่ะ”
สาวใช้ตัวน้อยนามว่าเสี่ยวจู ยืนกระตุกแขนเสื้อคุณหนูของตนที่กำลังตั้งหน้าตั้งตาต่อราคาพัดกลมเล่มหนึ่งจนไม่สนใจบรรยากาศรอบข้างใด ๆ เพื่อให้เจ้านายหันไปทันเห็นขบวนเสด็จของชินอ๋องที่กำลังเคลื่อนเข้าสู่เขตใจกลางเมืองเหลียงเฉิง
“ขบวนเสด็จอะไรเล่า ไม่เห็นจะน่าสนใจ แค่คนขี่ม้าไม่กี่ตัวเท่านั้นน่า …นี่พ่อค้า ตกลงอย่างไรกัน สามตำลึง ขายก็เอา ไม่ขายข้าก็ไม่ซื้อแล้วนะ”
เสิ่นฟางซิ่นไม่คิดจะสนใจขบวนเสด็จ ที่ผู้คนแถวนั้นกำลังตื่นตาตื่นใจ ด้วยไม่คิดว่าเกี่ยวข้องอันใดกับตน สิ่งที่นางสนใจมีอย่างเดียว
ต้องต่อราคาพัดกลมเล่มนี้ให้ได้
หากต่อราคาได้ ถุงเงินของนางจะได้ลดจำนวนลงไปไม่มาก
“คุณหนูขอรับ พัดกลมเล่มนี้สิบตำลึง ท่านต่อเหลือแค่สามตำลึงเช่นนี้ ข้าน้อยจะขายได้อย่างไรกันขอรับ”
“เหอะ! ข้าไม่ได้ขอให้เจ้าวาดลวดลายด้วยซ้ำ แล้วดูอย่างไรพัดกลมนี่ต้นทุนก็แค่หนึ่งตำลึงเท่านั้นแหละ ยืนยันว่าไม่เกินนี้แน่ แต่ข้าเห็นแก่ที่เจ้านำมาไกลจึงให้ค่าเดินทางสองตำลึง รวมเป็นสามตำลึงแล้วอย่างไรเล่า เจ้าเป็นพ่อค้า กำไรมากน้อยก็คือกำไร อย่าหาว่าข้าสอนเลย กำขี้ดีกว่ากำตดแน่นอน เจ้าขายให้ข้าสามตำลึงไม่ใช่เจ้าจะไม่ได้กำไรเลยสักหน่อย ตัวข้าไม่เอาเปรียบใครแต่รังเกียจคนที่คิดจะเอาเปรียบข้า เอ้า…ว่าอย่างไร สามตำลึงจะขายหรือไม่”
“เฮ้อ เอา เอา ขายก็ได้”
พ่อค้าร้านชื่อดังบนถนนสายหลักถูกเสิ่นฟางซิ่นทำให้โกรธจนเจ็บฟันนานแล้ว จึงตัดสินใจยอมขายเพื่อให้ลูกค้ารายนี้ออกไปให้พ้น ๆ หน้าร้านของเขาเสียทีก็เท่านั้น
เสิ่นฟางซิ่นเมื่อได้ของในราคาที่ใจต้องการแล้วก็ไม่คิดรีรอ รีบจ่ายเงินแล้วคว้าพัดกลมเล่มนั้นมาก่อนที่พ่อค้าผู้นี้จะเปลี่ยนใจไม่ขายให้กับนางในทันที
บ่ายวันนั้นหลังเดินออกจากร้านขายพัดแล้ว หญิงสาวก็เข้าร้านนี้ออกร้านนั้นเพื่อดูสินค้าต่าง ๆ นานาอย่างไม่คิดจะรีบกลับจวนตระกูลเสิ่น เพราะนางอยากจะเดินเที่ยวให้สมกับที่นาน ๆ จะได้ออกนอกบ้านสักครั้ง
ดังนั้น อะไรที่อยากกินก็กิน อะไรที่อยากซื้อก็ซื้อ แน่นอนว่าต้องต่อรองราคากันสักเล็กน้อยก่อนหากเห็นว่าขายราคาไม่สมเหตุสมผลในสายตาของนาง แต่ส่วนใหญ่ถ้าเป็นสินค้าที่ชาวบ้านนำมาขายเองแล้ว เสิ่นฟางซิ่นจะซื้อโดยไม่ต่อราคาเลยสักอีแปะเดียว แต่แปลว่าคนขายต้องไม่บอกราคาแพงเกินจริงด้วย
หลังจากซื้อของได้อีกสองสามชิ้น หญิงสาวก็ไปซื้อถังหูลู่แล้วเดินถือกัดกินจนมาหยุดอยู่หน้าสำนักศึกษาของน้องชายในที่สุด
รอไม่นาน ร่างเล็ก ๆ ของเด็กชายอย่างเสิ่นซิ่นจื่อก็ก้าวพ้นเขตกำแพงสำนักศึกษามาให้เห็นแล้ว
“ซิ่นจื่อ”
“พี่สาว ทำไมท่านมาอยู่ที่นี่เล่า” เสิ่นซิ่นจื่อถามขณะเหลียวมองซ้ายมองขวาแล้วขมวดคิ้วเมื่อไม่เห็นรถม้าของพี่สาว ทั้งยังไม่มีแม้แต่ผู้คุ้มกันของตระกูลเสิ่นอยู่แถวนั้นด้วยเลยสักคนเดียว
“พี่สาวขอท่านปู่มาเดินเที่ยวเล่น พอจะกลับก็เห็นว่าเจ้าน่าจะใกล้เวลาเลิกเรียนพอดี เลยเดินมารอเจ้าเพื่อจะได้กลับเรือนพร้อมกัน เอ้า เอานี่ไปสิ…พี่สาวซื้อมาฝาก”
“ขอบคุณพี่สาวขอรับ”
สองพี่น้องเดินเคียงคู่กันไปขึ้นรถม้าของน้องชายเพื่อกลับจวนตระกูลเสิ่น โดยไม่สนใจสายตาของเสิ่นอี้กัวผู้พี่ที่ยืนมองตรงมาเลยสักนิด
เสิ่นฟางซิ่นเป็นคุณหนูรองของจวนตระกูลเสิ่นซึ่งมีชื่อเสียงในเรื่องการค้าผ้าทุกชนิดโดยเฉพาะผ้าไหม แต่ที่ทำให้มีชื่อเสียงที่สุดคือเป็นโรงทอที่ผลิตผ้าไหมเหมันต์จากตัวไหมน้ำแข็ง ซึ่งในหนึ่งปีจะทอออกได้แค่ไม่กี่พับ ทำให้ราคาผ้าไหมเหมันต์ของตระกูลเสิ่นเป็นที่ต้องการของราชสำนักในหลายแคว้นจนเป็นที่รู้จักในหมู่ชนชั้นสูง
มารดาของเสิ่นฟางซิ่นนามว่ากู้เหมี่ยว เป็นบุตรสาวตระกูลกู้ที่เลื่องชื่อเรื่องการค้าธัญพืช ข้าวสารและอาหารแห้ง ถึงกับเป็นพ่อค้าอาหารแห้งรายสำคัญที่สุดของเขตแดนใต้ แต่น่าเสียดายที่ฐานะทัดเทียมกัน ภรรยาอย่างกู้เหมี่ยวก็ยังไม่อาจมัดใจคุณชายเสิ่นผู้เป็นสามีไว้ได้
นั่นเพราะบิดาของเสิ่นฟางซิ่นผูกใจรักใคร่อยู่กับเว่ยไฉหง ผู้เป็นหลานสาวของฮูหยินผู้เฒ่าเสิ่น ถึงกับดึงดันแต่งนางเข้ามาเป็นฮูหยินรองหลังจากที่เพิ่งแต่งภรรยาเอกแซ่กู้ได้ไม่กี่วันเท่านั้น
ที่น่าเจ็บใจยิ่งกว่าคือ กู้ซื่อเป็นภรรยาเอกแต่เสิ่นฟางซิ่นที่เกิดจากกู้ซื่อ กลับไม่ได้ครองตำแหน่งคุณหนูใหญ่ตระกูลเสิ่น กลายเป็นเสิ่นอี้เฟยที่เกิดจากเว่ยซื่อซึ่งหากไม่ใช่คลอดก่อนกำหนด ก็หมายความว่าเว่ยซื่อตั้งครรภ์ก่อนมารดาของเสิ่นฟางซิ่น
เพราะท่านหมอยืนยันว่า ฮูหยินเอกอย่างกู้ซื่อตั้งครรภ์หลังจากคืนแรกที่เข้าหอกับสามีตนเองด้วยซ้ำ แต่เสิ่นฟางซิ่นเพิ่งรู้ในหลายปีต่อมาว่า เว่ยซื่อผู้นี้อำมหิตต่อตนเองมากไม่น้อย นางถึงขนาดกินยาเร่งคลอดเพื่อให้ครรภ์ของฮูหยินรองอย่างตนคลอดก่อนครรภ์ฮูหยินเอก
เพียงเพราะหวังให้ลูกที่นางคลอดออกมาได้เป็นคุณชายใหญ่ ซึ่งเท่ากับเป็นหลานชายคนโตของตระกูลเสิ่น แต่น่าเสียดายที่นางคลอดลูกสาว ทว่าเสิ่นอี้เฟยก็ยังได้เป็นคุณหนูใหญ่อยู่ดี
เว่ยซื่อผู้นี้ยังมากไปด้วยมารยา เพียงไม่ถึงปีจากท้องแรกนางก็ตั้งครรภ์ที่สองขึ้นแล้ว
และครั้งนี้นางสมหวังดังใจ คลอดบุตรชายอย่างเสิ่นอี้กัวให้ได้เป็นหลานชายคนโตของตระกูลเสิ่น
กู้ซื่อก็ใช่จะแพ้พ่ายเสียทีเดียว นางตั้งครรภ์ที่สองเช่นกัน แต่เหมือนสวรรค์แกล้ง ตอนกู้ซื่อมีอายุครรภ์เจ็ดเดือน ฮูหยินผู้เฒ่ากู้ผู้เป็นมารดาของกู้ซื่อหมดลมหายใจอย่างสงบ ทำให้กู้ซื่อเร่งเดินทางไปเมืองกุ้ยติงเพื่อร่วมพิธีศพมารดา
ไม่รู้เป็นเพราะเร่งเดินทางหรือเพราะความเศร้าโศกเสียใจ ทำให้กู้ซื่อคลอดก่อนกำหนด
แม้สุดท้ายจะรักษาชีวิตเด็กชายอย่างเสิ่นซิ่นจื่อไว้ได้ แต่ตระกูลกู้ก็ต้องสูญเสียอีกครั้งในเวลาติด ๆ กัน
เสิ่นเต๋อ บิดาของเสิ่นฟางซิ่นใช้ข้ออ้างเรื่องที่ต้องมีคนดูแลจวนหลังของตระกูลเสิ่นและเด็ก ๆ เขาไม่ยอมฟังเสียงคัดค้านของนายท่านผู้เฒ่าเสิ่น ประกาศยกเว่ยซื่อขึ้นเป็นฮูหยินเอกทั้งที่ดินฮวงซุ้ยของกู้ซื่อยังไม่ทันอุ่น
เรื่องนี้แม้จะทำให้ตระกูลกู้โกรธเกรี้ยวมากเพียงใดก็ไม่อาจจะทำอันใดได้ เพราะเสิ่นเต๋อลั่นวาจากล่าวโทษเรื่องที่กู้ซื่อต้องจากไปว่าทั้งหมดเป็นความผิดของตระกูลกู้
นับแต่นั้นเสิ่นฟางซิ่นและเสิ่นซิ่นจื่อจึงต้องอยู่ในความดูแลของเว่ยซื่ออย่างเลี่ยงไม่ได้
แน่นอนว่า เว่ยซื่อย่อมเป็นคนฉลาดแกมโกง นางไม่ได้รังแกสองพี่น้องของอดีตฮูหยินเอกผู้ล่วงลับอย่างโจ่งแจ้ง แต่ย่อมจะต้องทำให้สองพี่น้องไม่ได้อยู่อย่างสุขสบายแน่ โดยเฉพาะเรื่องการศึกษาของเสิ่นซิ่นจื่อที่เข้าเรียนช้ากว่าเด็กวัยเดียวกันถึงสองปี หรือค่าใช้จ่ายรายเดือนของสองพี่น้องที่ได้รับน้อยกว่าที่ควรจะเป็นอยู่เสมอ
เสิ่นฟางซิ่นและเสิ่นซิ่นจื่อรู้ดีว่า เหตุที่เว่ยซื่อยังไม่ทำอะไรพวกตนมากนัก นั่นเป็นเพราะท่านปู่ยังมีชีวิตอยู่ ด้วยนายท่านผู้เฒ่าเสิ่นให้ความสำคัญกับหลานชายและหลานสาวที่เกิดจากกู้ซื่อเป็นอย่างมาก
เพราะทั้งสองคน นอกจากเป็นหลานปู่ตระกูลเสิ่นแล้วยังเป็นหลานตาตระกูลกู้ด้วย
เพียงแต่เรื่องในบ้านนับเป็นเรื่องของสตรี ทำให้นายท่านผู้เฒ่าเสิ่นไม่อาจก้าวเข้าไปยุ่งเกี่ยวได้ทุกเรื่อง และเสิ่นฟางซิ่นกับเสิ่นซิ่นจื่อก็ไม่อยากให้ท่านปู่ลำบากใจ เรื่องไหนที่ทนได้ พวกเขาก็จะทน อย่างไรพวกเขาก็ไม่ใช่จะเป็นเด็กเช่นนี้ตลอดไป และเว่ยซื่อก็ไม่ใช่จะมีอำนาจอยู่เหนือพวกเขาได้ตลอดไปเช่นกัน
ดังนั้นเรื่องไหนที่มองผ่านได้ก็สมควรต้องมองผ่านไปก่อน อย่างไรทุกเรื่องที่เกิดขึ้นก็ถูกพวกเขาจดไว้ในบัญชีแค้นอย่างไม่ตกหล่นแล้ว
1 3/4
“พี่สาว ท่านดูนั่น…”
สองพี่น้องชายหญิงเมื่อกลับถึงจวนตระกูลเสิ่นคิดจะไปทักทายผู้เป็นปู่เช่นทุกวัน
ไม่คาดคิดว่าตอนเดินผ่านสวนข้างเรือนรอง พวกเขาจะได้เห็นหนุ่มสาวคู่หนึ่งคล้ายกำลังพลอดรักกันอยู่อย่าง…
ไม่อายฟ้าอายดิน
“ข้าไม่อยากให้ท่านต้องทำผิดต่อน้องสาวข้า ดังนั้นเรื่องของเราย่อมจะเป็นไปไม่ได้”
“เจ้าไม่ต้องห่วง ข้าจะไปพูดกับท่านปู่ด้วยตัวเอง ทั้งเจ้าและนางล้วนเป็นหลานสาวตระกูลเสิ่น ข้าแค่ขอเปลี่ยนตัวเจ้าสาวมิใช่จะยกเลิกสัญญาหมั้นหมายแต่อย่างใด ดังนั้นท่านปู่ต้องยินยอมแน่นอน”
“หากทำเช่นนั้น แล้วชื่อเสียงของน้องรองล่ะเจ้าคะ ท่านต้องไม่ลืมว่าท่านปู่ของข้า รักน้องรองมากนะเจ้าคะ …ถึงตอนนั้นทุกคนจะต้องโกรธมาก”
“เชื่อใจข้าเถิด เรื่องนี้ข้าจะเป็นผู้รับผิดทุกอย่าง ส่วนเรื่องของน้องสาวเจ้า หากนางต้องการแต่ง ข้ายังมีสหายและลูกพี่ลูกน้องอีกหลายคน พวกเขาล้วนเป็นคนดีทั้งสิ้น ข้าช่วยแนะนำพวกเขาให้กับนางได้”
เสิ่นซิ่นจื่อกำหมัดด้วยความโกรธเมื่อเห็นใบหน้าชายหญิงทั้งสองชัดเจน
ผู้หญิงคือเสิ่นอี้เฟย ผู้ชายคืออู๋หมิงเทียนผู้เป็นคู่หมั้นของพี่สาวของเขาเอง
เสิ่นฟางซิ่นมองชายหญิงหน้าไม่อายสองคน ก่อนจะรีบจับไหล่น้องชายเอาไว้ไม่ให้พุ่งออกไปขัดขวางคู่ยวนยาง
อู๋หมิงเทียนคือหลานชายนายท่านผู้เฒ่าอู๋ หนึ่งในสี่คหบดีใหญ่ของแคว้นหลี่ทางใต้
ด้วยความที่เป็นเพื่อนค้าขายกันมานานของสองตระกูลเสิ่นและอู๋ นายท่านผู้เฒ่าอู๋จึงขอหมั้นหมายเสิ่นฟางซิ่นให้กับหลานชายคนโตตระกูลอู๋ พ่อค้าเช่นนายท่านผู้เฒ่าอู๋ อย่างไรก็ต้องมองการณ์ไกล ดังนั้นเหตุผลที่นายท่านผู้เฒ่าอู๋เลือกเสิ่นฟางซิ่นไม่ใช่เสิ่นอี้เฟย ก็เป็นเพราะเบื้องหลังของเสิ่นฟางซิ่นนั้นนอกจากตระกูลเสิ่นแล้ว นางยังมีตระกูลกู้อีกด้วย
แต่งงานหลานชายครั้งเดียว ได้ดองถึงสองตระกูลใหญ่ ย่อมทำให้ชายชราแซ่อู๋ระบุตัวของหลานสะใภ้ได้ในทันที
เสิ่นฟางซิ่นนับแต่นางรู้ความ ก็รับรู้ตลอดมาว่าหลังพิธีปักปิ่นแล้ว นางจะต้องแต่งเข้าไปเป็นสะใภ้ของตระกูลอู๋ ดังนั้นในหัวของนางจึงไม่เคยคิดมองชายอื่น และไม่เคยทำตัวเหลวไหลสักนิด โดยเฉพาะการเตรียมตัวเป็นสะใภ้ที่ดีนั้น นางนับว่าเป็นสตรีที่สมบูรณ์แบบมากคนหนึ่ง
เพราะแม้เว่ยซื่อจะขัดขวางพวกนางสองคนพี่น้องในด้านวิชาความรู้ นางก็ยังสามารถไปขอให้ท่านปู่ช่วยเหลือสอนสั่งด้วยตัวท่านเอง แล้วบางช่วงเวลานางก็ส่งจดหมายไปหาท่านตาในเมืองกุ้ยติง เพื่อให้ท่านตาช่วยส่งเสริมเรื่องการหาความรู้ต่าง ๆ
โดยเฉพาะงานบัญชี การจัดการในครัวเรือน หรือแม้แต่การค้าขาย กล่าวได้ว่าเสิ่นฟางซิ่นไม่ยอมให้ตนเองมีจุดอ่อนให้เสียชื่อลูกหลานวาณิชตระกูลเสิ่นและตระกูลกู้จนใครต้องขายหน้าแน่
กับตัวคู่หมั้นอย่างอู๋หมิงเทียนที่มักจะมาหานางถึงจวนตระกูลเสิ่นอยู่บ่อย ๆ นั้น แม้ว่าหลังจากนางผ่านพิธีปักปิ่นแล้ว จะยังไม่มีวี่แววว่าชายหนุ่มจะพูดคุยเรื่องแต่งงาน นางก็ยังไม่คิดอะไรมาก
ทว่าไม่นึกว่าเขาจะใจกล้า ถึงขั้นลอบพบกับเสิ่นอี้เฟยในสายตาคนทั้งจวนตระกูลเสิ่นเช่นนี้
“เรื่องของข้าเสิ่นฟางซิ่นไม่จำเป็นต้องรบกวนให้คุณชายตระกูลอู๋มาเดือดเนื้อร้อนใจแทนเลย”
เสิ่นฟางซิ่นเดินออกไปปรากฏตัวให้ชายโฉดหญิงชั่วได้รู้ว่า ณ ขณะนี้พวกเขาไม่ได้อยู่เพียงลำพังต่อไปแล้ว
“น้องรอง เจ้าอย่าเพิ่งเข้าใจผิด ข้ากับพี่หมิงเทียน เอ่อ เอ่อ เรา เรา…แค่บังเอิญผ่านมาพบกันเท่านั้น” เสิ่นอี้เฟยแม้ปากจะพูดแก้ตัวเช่นนั้นแต่มือของนางก็ไม่ได้ปล่อยจากการเกาะกุมมือใหญ่ของอู๋หมิงเทียนเลย
“น้องฟางซิ่น เจ้าเข้าใจถูกต้องแล้ว ข้ากับพี่ใหญ่ของเจ้า พวกเรารักกันมาก ข้าหวังว่าเจ้าจะเข้าใจและช่วยส่งเสริมเราด้วย”
อู๋หมิงเทียนเห็นว่าเรื่องนี้อย่างไรก็ปิดบังต่อไปไม่ได้อีก จึงเอ่ยความในใจต่อหน้าเสิ่นฟางซิ่นออกมาทั้งหมด ในเมื่อมาถึงจุดนี้แล้วก็ไม่ควรจะปิดบังซ่อนเร้นอีกต่อไป
อีกอย่างเขาเองก็เบื่อเช่นกัน ที่ไม่อาจมาหาเสิ่นอี้เฟยอย่างเปิดเผยได้ ต้องใช้เสิ่นฟางซิ่นเป็นข้ออ้างทุกครั้งที่จะมาพบเจอหญิงสาวผู้เป็นที่รัก
“ส่งเสริมงั้นหรือ นี่ท่านกำลังหวังอะไรจากข้าอยู่รึ พวกท่านลักลอบพบกันลับหลังข้าแล้วยังหวังให้ข้าส่งเสริมอีกหรือ คุณชายอู๋…หากไม่รู้ข้าคงคิดว่าหน้าท่านหนากว่าประตูจวนตระกูลเสิ่นเสียอีกนะเนี่ย คนหนึ่งคือพี่ใหญ่ข้า อีกคนคือคู่หมั้นข้า เรื่องทั้งหมดหากแพร่งพรายออกไป คนข้างนอกคงหัวเราะกันฟันหักแล้ว แล้วท่านยังกล้าบอกให้ข้าช่วยส่งเสริมอีก บนหน้าท่านยังมียางอายอยู่หรือไม่อู๋หมิงเทียน การหมั้นหมายของท่านกับข้า เป็นท่านปู่ของข้าและท่านปู่ของท่านตกลงกัน ในเมื่อพวกท่านสร้างปัญหาก็จงคลี่คลายเองเถอะ ข้าไม่อยากเอาเท้าของข้าลงไปเปื้อนโคลนตมให้สกปรกไปกับพวกท่านด้วย”
“ได้ เช่นนั้นข้าจะไปพูดกับท่านปู่ของข้า ตัวข้าไม่อยากปิดบังเรื่องนี้อีกแล้ว ข้ามีใจให้อี้เฟยพี่สาวของเจ้า ไม่ใช่เจ้า เรื่องของหัวใจไม่อาจฝืน หวังว่าน้องฟางซิ่นจะไม่โกรธเกลียดกันเพราะเรื่องนี้ และอีกอย่าง พี่สาวของเจ้าไม่ผิด ดังนั้นเจ้าอย่าได้หาเรื่องให้นางถูกลงโทษเด็ดขาด”
เสิ่นฟางซิ่นได้ยินคำพูดของคู่หมั้นหนุ่มแล้วอยากข่วนหน้าเขาสักที
อะไรคือนางหาเรื่องให้เสิ่นอี้เฟยถูกลงโทษ ไม่ใช่พวกเจ้าสองคนหาเรื่องให้ถูกประณามเองหรอกหรือ จะมาโทษนางได้อย่างไรกัน
ผัวะ!
“ซิ่นจื่อ!”
“ไอ้ชาติหมา เจ้ามันไม่ใช่ลูกผู้ชาย”
เสิ่นซิ่นจื่อต่อยเข้าที่ใบหน้าของอู๋หมิงเทียนด้วยความโกรธอย่างไม่อาจระงับไว้ได้
ตัวเสิ่นซิ่นจื่อด้วยเกิดมาก่อนกำหนดทำให้ร่างกายอ่อนแอมาก อาศัยฝึกวรยุทธ์กับท่านอาจารย์ที่ท่านตาหามาสอนสั่ง ทำให้หมัดเสิ่นซิ่นจื่อหนักกว่าคนทั่วไปอยู่ไม่น้อย ดังนั้นมุมปากของอู๋หมิงเทียนยามนี้จึงมีเลือดซึมออกมาแล้ว
“พี่หมิงเทียน!” เสิ่นอี้เฟยรีบไปดูบาดแผลที่มุมปากของอู๋หมิงเทียน ก่อนจะหันมาบริภาษน้องชายคำโต “น้องสี่เหตุใดเจ้าจึงใช้กำลังเช่นนี้ ป่าเถื่อนสิ้นดี”
“ข้ายอมเป็นคนป่าเถื่อนดีกว่าเป็นคนไม่อายฟ้าดิน รอให้สวรรค์ลงโทษ เป็นพวกท่านต่างหากที่ควรถามตัวเองว่ายังสะกดคำว่ายางอายเป็นอยู่อีกหรือไม่”
“เกิดอะไรขึ้น ว้าย! ตายแล้วคุณชายอู๋…หน้าของท่าน”
เว่ยซื่อที่ไม่รู้โผล่มาจากไหน ผลุนผลันเข้าไปดูอู๋หมิงเทียนที่ล้มอยู่บนพื้น ข้าง ๆ มีบุตรสาวของนางคุกเข่าประคองอยู่
“ซิ่นจื่อ เราไปกันเถอะ”
เสิ่นฟางซิ่นไม่คิดจะอยู่ดูความวุ่นวายต่อไป ฉวยมือน้องชายคิดจะเดินไปให้ไกลจากคนเหล่านี้
“ยังไปไม่ได้ ทำร้ายคนแล้วคิดจะหลบหนีหรือ พวกเจ้าต้องขอโทษคุณชายอู๋”
เสิ่นฟางซิ่นไม่คิดจะสนใจ ยังคงเดินหน้าราวกับไม่ได้ยินคำสั่งของเว่ยซื่อ
“หยุดพวกเขาเอาไว้”
“ใครกล้าแตะตัวข้า ข้าจะให้ท่านปู่ไล่ออกไปซะ”
บ่าวไพร่ที่คิดจะเข้ามาจับตัวสองพี่น้องตามคำสั่งฮูหยินถึงกับหยุดมือ เพราะอำนาจที่แท้จริงในจวนนี้ย่อมเป็นนายท่านผู้เฒ่าที่คุณหนูรองอ้างชื่อ
ทวยเทพตีกันชาวบ้านเดือดร้อน ถึงตอนนั้นต่อให้ฮูหยินออกหน้าช่วยเหลือก็คงไม่สามารถฝืนคำสั่งของนายท่านผู้เฒ่าได้แน่
เว่ยซื่อเพ่งมองสองพี่น้องเดินจากไปด้วยความเจ็บใจ แต่เพราะต้องดูแลอู๋หมิงเทียนเสียก่อน นางจึงไม่สามารถตามไปเอาเรื่องสองคนนั้นต่อได้
เสิ่นฟางซิ่นและเสิ่นซิ่นจื่อที่เดินออกจากความวุ่นวาย ยามนี้มีเพียงเสียงก่นด่าของเสิ่นซิ่นจื่อดังตลอดทาง
“ซิ่นจื่อ วันหลังอย่าได้ชกต่อยผู้อื่นเช่นนั้นอีก”
“พี่สาว ท่านยังเป็นห่วงชายผู้นั้นอีกหรือ นี่ท่านไม่รู้สึกอะไรเลยรึกับคำพูดของเขา ท่านไม่รู้สึกอะไรกับการกระทำที่น่ารังเกียจนั่นเลยหรือ”
“ผิดแล้ว พี่สาวกล่าวเช่นนี้เพราะเป็นห่วงเจ้าต่างหาก กลับเรือนแล้วเอาน้ำอุ่นล้างมือให้มากหน่อย จะได้ไม่ติดสิ่งสกปรกจากคนผู้นั้น”
“ได้เลย ว่าแต่พี่สาวคิดจะบอกเรื่องนี้กับท่านปู่หรือไม่”
“ช้าเร็ว ท่านปู่ก็ต้องรู้อยู่ดี”
“ใช่แล้ว ความชั่วไม่อาจปิดได้มิด แต่เรื่องนี้อย่างไรก็ต้องเล่าให้ท่านปู่ฟัง”
เสิ่นฟางซิ่นมองน้องชายอย่างอ่อนใจ คนภายนอกไหนเลยจะรู้ว่าคุณชายสี่ตระกูลเสิ่นมีนิสัยซุกซน พวกเขารู้เพียงว่าคุณชายสี่ผู้นี้น่าสงสาร ร่างกายอ่อนแอเพราะคลอดก่อนกำหนด แถมลืมตาก็ไร้มารดาโอบอุ้มแล้ว แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังมีหลายคนอิจฉาสติปัญญาฉลาดหลักแหลมของคุณชายสี่
และหนึ่งในนั้นก็คือเสิ่นอี้กัวที่มองน้องชายต่างมารดาผู้นี้เป็นคู่แข่งเสมอมา
ขณะที่เสิ่นซิ่นจื่อไม่เคยเห็นพี่ชายต่างมารดาอย่างเสิ่นอี้กัวอยู่ในสายตาเลย
เด็กชายคิดเพียงว่า สิ่งที่เขามี คือสิ่งที่เขามี สิ่งที่เขาทำได้ คือสิ่งที่เขาทำได้ แต่อย่างไรบนโลกใบนี้ก็ยังมีอีกหลายสิ่งที่เขาทำไม่ได้ ดังนั้นเขาไม่อาจจะเสียเวลากับคนขี้อิจฉา หรือเอาเวลาที่มีค่าของตัวเองไปนึกอิจฉาผู้อื่น
มีแต่คนโง่เท่านั้นที่ใช้เวลาอันมีค่าไปกับเรื่องไร้สาระ