โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เรื่องสั้น

สาวนาผู้เป็นมารดาของครอบครัวตัวร้าย

นิยาย Dek-D

อัพเดต 17 พ.ค. 2567 เวลา 07.15 น. • เผยแพร่ 17 พ.ค. 2567 เวลา 07.15 น. • enjoybook
ใครกล้าทำร้ายวายร้ายตัวน้อยทั้งสอง ภรรยาตัวร้ายอย่างข้าไม่ปล่อยไว้แน่

ข้อมูลเบื้องต้น

ใครกล้าทำร้ายวายร้ายตัวน้อยทั้งสอง ภรรยาตัวร้ายอย่างข้าไม่ปล่อยไว้แน่

สาวนาผู้เป็นมารดาของครอบครัวตัวร้าย [农门福妻全家是反派]
*** ลิขสิทธิ์ถูกต้องภายใต้หจก. EnJoyBook ***
ได้รับลิขสิทธิ์ออนไลน์ (Digital license) สำหรับแปลขายลงบนเว็บไซต์ได้อย่างถูกลิขสิทธิ์ 100%
สงวนลิขสิทธิ์
เผยแพร่ครั้งแรกใน SHANGHAI SEVENCAT CULTURE MEDIA CO., LTD.
การแปลนี้จัดร่วมกับ SHANGHAI SEVENCAT CULTURE MEDIA CO., LTD.
ลิขสิทธิ์แปลไทย ⓒ ห้างหุ้นส่วนจำกัด เอ็นจอยบุ๊ค
---------------------------------------
นิยายแปลเรื่อง สาวนาผู้เป็นมารดาของครอบครัวตัวร้าย [农门福妻全家是反派]
ผู้แต่ง : 上官楠儿 ผู้แปล : ทีมงาน Enjoybook
อ่านตอนล่วงหน้าก่อนใคร คลิก >> https://bit.ly/3xMKopP

เรื่องย่อ: 'มู่ซืออวี่ทะลุมิติมาเลี้ยงลูกตัวร้ายแบบนี้ เห็นทีจะต้องร้ายตามบทถึงจะมีชีวิตรอด แต่ลูกชายคนโตของนางกลับจับผิดได้ตั้งแต่วันแรก หากไม่อยู่ในบทเดิม เกรงว่าผู้คนจะคิดว่าวิญญาณสิงสู่ ชีวิตน้อยๆ ก็อาจจะรักษาเอาไว้ไม่ได้ มู่ซืออวี่จึงต้องเริ่มภารกิจแกล้งร้ายให้ครอบครัวตัวร้ายตายใจ จะว่าไป ลูกน้อยของนางก็ช่างน่ารักเสียนี่กระไร ใครจะไปใจร้ายใส่เด็กสองคนนี้ลง มู่ซืออวี่ตัดสินใจแล้วว่า ใครที่กล้าแกล้งวายร้ายตัวน้อยของนาง จะต้องโดนสั่งสอนเสียให้เข็ด!

คุณอาจจะชอบเรื่องนี้

บทที่ 1 ทะลุมิติกลายมาเป็นภรรยา

บทที่ 1 ทะลุมิติกลายมาเป็นภรรยา

ในห้องที่เต็มไปคราบกระดำกระด่าง ปรากฏร่างผู้หญิงผมเผ้ารุงรังใบหน้ามอมแมมคนหนึ่งนั่งอยู่บนเก้าอี้ที่ขาถูกซ่อมแซมแล้ว เสื้อผ้าบนร่างกายเต็มไปด้วยรอยปะซ่อม ทั่วทั้งร่างย้อมไปด้วยความโศกเศร้า แลดูเข้ากับบ้านไม้ที่ชำรุดทรุดโทรมเป็นอย่างยิ่ง

แมงมุมตัวหนึ่งไต่ลงมาจากใยแมงมุมไปที่ศีรษะของหญิงผู้นั้น สัมผัสยุกยิกบนหัว ทำให้นางต้องปัดป่ายศีรษะตนเอง แมงมุมตัวนั้นจึงปลิวออกไป

"เฮ้อ!" มือข้างหนึ่งลูบแก้ม อีกข้างหนึ่งลูบเอวอวบอ้วน เพียงเท่านั้นสีหน้าเศร้าหมองก็ฉายขึ้นบนใบหน้าที่แน่นหนัดไปด้วยเนื้อ

"ทะลุมิติก็ทะลุมิติสิ แต่ทําไมถึงต้องทะลุมาอยู่ในร่างนี้ด้วย?"

ไม่ผิดหรอก มู่ซืออวี่ทะลุมิติมาแล้ว!

ในฐานะนักออกแบบเฟอร์นิเจอร์ในศตวรรษที่ยี่สิบเอ็ด เพิ่งจะสมัครงานในบริษัทที่ติดอันดับห้าร้อยของโลก อดหลับอดนอนตั้งหน้าตั้งตาเพื่อรีบออกแบบในช่วงฝึกงาน แต่พอตื่นขึ้นมาก็กลายมาเป็นส่วนหนึ่งของแพะรับบาปแล้ว

มู่ซืออวี่ ตัวประกอบพลีชีพที่มีชื่อมีแซ่เดียวกันกับตัวเองนี้ก็คือภรรยาของตัวร้ายอายุสั้นในนิยายต้นฉบับ

"นังอ้วน เจ้าไสหัวออกมานะ!"

เสียงที่ตะโกนด่าอย่างดุเดือดจากด้านนอกสะท้อนเข้ามาขัดจังหวะความคิดของมู่ซืออวี่

เพิ่งจะทะลุมิติมารับช่วงต่อจากร่างนี้ยังไม่เสร็จเรียบร้อยดี สักพักถึงเพิ่งจะตอบสนองขึ้นมาได้ว่า ‘นังอ้วน’ นี้หมายถึงตน

หญิงเจ้าของชื่อลากร่างใหญ่เทอะทะออกไปข้างนอก เพิ่งเดินมาถึงประตู เท้าก็เสียหลักชนเข้ากับประตูแล้ว

ประตูส่งเสียงดังเอี๊ยด ๆ ก่อนจะดัง 'ปัง' แล้วล้มกระแทกพื้น

“…”

มู่ซืออวี่ถึงกับมุมปากกระตุก อดไม่ได้ที่จะสบถคำหยาบ จากนั้นก็เดินออกไปดูว่าผู้หญิงที่ทักทายบรรพบุรุษของตนสิบแปดชั่วโคตรในช่วงเวลาสั้น ๆ นั้นเป็นใคร

แต่ก็เห็นเพียงหญิงสาวคนหนึ่งที่สวมผ้าป่านเนื้อหยาบยืนอยู่นอกรั้ว

หญิงสาวคนนั้นจับเด็กสองคนเอาไว้ เด็กสองคนดิ้นเร่าอยู่ในมือของนางพลางร้องว่า “ปล่อยข้า!”

"นังหมูอ้วน! เด็กต่ำช้าสองคนนี้ถอนต้นกล้าที่ครอบครัวข้าเพิ่งปลูกไปมากิน เจ้าว่ามาซิ จะทำอย่างไร?!“

ขณะที่พูด มือก็หยิกลงที่เนื้อบนร่างกายของพวกเด็ก ๆ ไปด้วย

"ให้กำเนิดเด็กต่ำช้าแต่ไม่สั่งสอน ถึงได้ปล่อยให้มาขโมยของบ้านข้า"

"เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับน้องสาวข้า! ข้าเป็นคนทําเอง มาลงที่ข้าสิ อย่าตีน้องข้า!"

เด็กชายพูดจบก็ผลักหญิงสาวแล้วออกไปขวางอยู่หน้าน้องสาวที่ตัวเตี้ยกว่าด้วยดวงตาแดงก่ำ

ครั้นเห็นว่าผู้หญิงคนนั้นยังไม่ยอมปล่อยมือ เด็กชายจึงบอกให้นางมาลงที่ตนเอง พอเห็นว่านางอยากจะหยิกเด็กหญิงตัวน้อยที่กำลังร้องไห้แทบขาดใจ เด็กชายก็รีบพุ่งไปกัดหญิงสาวอย่างแรง

"อ๊ะ!" หญิงสาวร้องลั่น ก่อนจะฟาดมือลงบนใบหน้าของเด็กชาย และเตะเด็กหญิงตัวน้อยในเวลาเดียวกัน

เด็กหญิงตัวน้อยล้มโครมลงบนพื้นก่อนจะหมดสติไป

"หยุดนะ!" เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเร็วมาก มู่ซืออวี่ห้ามไว้ไม่ทัน ได้แต่ตะลึงงันมองดูผู้หญิงคนนั้นรังแกเด็กทั้งสองคน "มีอะไรก็พูดดี ๆ ไม่ได้หรือ? พวกเขายังเด็กอยู่เลย ลงมือกับเด็กต้องโหดร้ายขนาดนี้เลยหรือ?"

เมื่อได้ยินเช่นนี้ ไม่เพียงแต่หญิงสาวจะใช้สายตามองมาอย่างเย้ยหยันเท่านั้น ทว่าเด็กชายตัวน้อยก็เผยท่าทีเย็นชาเช่นกัน

"นังอ้วน! เจ้าพูดเช่นนี้ไม่รู้สึกว่าน่าขันไปหน่อยรึ? พูดถึงความโหดร้ายแล้ว ใครก็สู้เจ้าไม่ได้หรอกกระมัง? ครั้งก่อนเด็กคนนี้ถูกเจ้าตีจนเหลือแต่ลมหายใจ หากไม่โชคดีก็คงตายไปนานแล้ว พวกเรายังสงสัยว่าเขาไม่ใช่คนที่เจ้าคลอดออกมา แต่เป็นศัตรูของเจ้ามากกว่า ตอนนี้เจ้ากลับเสแสร้งเป็นแม่รักลูกอะไรกัน น่าขันจริง ๆ”

มู่ซืออวี่หยุดชะงักไปชั่วครู่ สายตาหยุดอยู่ที่ร่างของเด็กชายตัวน้อยตรงหน้า ในหัวก้องไปด้วยคำว่า ‘เจ้าคลอดออกมา’ ‘เจ้าคลอดออกมา’ ทันใดนั้นก็รีบพินิจมองสองพี่น้องคู่นี้ทันที

ฝาแฝดที่เกิดจากเจ้าของร่างเดิม คนหนึ่งชื่อลู่ฉาวอวี่ อีกคนหนึ่งชื่อลู่จื่ออวิ๋น

นางได้แต่ปวดเศียรเวียนเหล้าขึ้นมาทันที

เอาเถอะ ก่อนอื่นต้องรีบไล่ผู้หญิงตรงหน้านี้ออกไปก่อนแล้วค่อยมาสนใจ

มู่ซืออวี่เปิดประตูรั้วเดินเข้าไปหาผู้หญิงคนนั้นทันที

“…”

"เจ้าจะทําอะไร?" หญิงสาวมองมู่ซืออวี่ที่ตรงปรี่เข้ามา ร่างกายใหญ่โตนั้นทำให้นางรู้สึกกดดัน โดยเฉพาะสีหน้าท่าทางที่แสดงออกมาอย่างเย็นชาของมู่ซืออวี่ในยามนี้ ราวกับว่าเจ้าตัวอยากจะลงมือกับนางเต็มที "ถ้าเจ้ากล้าแตะต้องข้า ข้าจะ…"

มู่ซืออวี่จับข้อมือของอีกฝ่ายด้วยท่าทางข่มขู่

"เจ็บ! เจ็บ!…" หญิงสาวตะโกน มืออีกข้างหนึ่งพยายามง้างนิ้วหนา ๆ ของมู่ซืออวี่ออก "ปล่อยนะ! เจ้าทำให้ข้าเจ็บ"

มู่ซืออวี่ออกแรงเหวี่ยงหญิงสาวคนนั้นออกไป แล้วคว้าตัวลู่ฉาวอวี่มาจากอีกฝ่าย

“เจ้าเป็นผู้ใหญ่ยังรู้ว่าการบีบแบบนี้เจ็บ แล้วเด็กน้อยสองคนนี้เล่า”

มู่ซืออวี่พูดจบก็ปล่อยมือจากลู่ฉาวอวี่แล้วพูดกับเขาว่า "เจ้าไปดูน้องสาวก่อนว่าเป็นอย่างไรบ้าง"

ลู่ฉาวอวี่ใช้สายตามองนางราวกับเห็นคนแปลกหน้า

ไม่ได้ดุด่าเขา ไม่ได้ทุบตีเขา แต่กลับช่วยเหลือเขาจากเงื้อมมือของหวังซื่อ คิดจะเล่นลูกไม้อะไรอีก?

ลู่ฉาวอวี่ไม่มีเวลาคิดอะไรมาก เขานั่งยอง ๆ ลงแล้วเขย่าร่างกายของลู่จื่ออวิ๋น "น้องสาว เจ้าตื่นสิ…."

หวังซื่อคลึงข้อมือตัวเองพลางชำเลืองมองมู่ซืออวี่อย่างระแวดระวัง "นังอ้วน! ข้าจะบอกเจ้าให้นะ หากเจ้ากล้าทําอะไรวุ่นวายขึ้นมา สามีของข้าไม่ปล่อยเจ้าไปแน่"

"เมื่อครู่นี้เจ้าบอกว่าเด็กสองคนนี้ถอนต้นกล้าที่เจ้าปลูกใหม่ใช่หรือไม่? แล้วถอนไปเท่าไหร่?” มู่ซืออวี่ไม่ได้สนใจคำพูดที่ไม่รื่นหูเหล่านั้น นางเจรจากับอีกฝ่ายด้วยสีหน้าเย็นชา

“ประมาณสามสิบสี่สิบต้น” หวังซื่อพูดพลางเอามือเท้าเอว “ข้าปลูกอย่างยากลำบาก แต่กลับถูกเด็กต่ำช้าที่เจ้าคลอดออกมาสองคนนี้ถอนจนหมดเกลี้ยงไปแล้ว เจ้าจะชดใช้อย่างไร?”

“พวกเจ้าถอนต้นกล้าของนางหรือ?” มู่ซืออวี่หันไปถามลู่ฉาวอวี่ที่นั่งอยู่ข้าง ๆ น้องสาว

เด็กชายตัวน้อยจ้องมองนางอย่างขุ่นข้องใจ สายตาเต็มไปด้วยความระแวดระวัง “อยากลงก็มาลงที่ข้า เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับน้องสาวข้า”

ยังคงเป็นประโยคเดิม เห็นได้ชัดว่าเขาเองก็ไม่ไว้ใจมู่ซืออวี่เช่นกัน

มู่ซืออวี่พอจะเข้าใจได้ว่าเหตุใดลู่ฉาวอวี่จึงไม่ไว้ใจ ‘แม่’ คนนี้ นั่นเป็นเพราะเจ้าของร่างเดิมทำร้ายพวกเขาไว้ไม่น้อย หากยังเชื่อใจสิถึงจะแปลก เพียงแต่ตอนนี้ได้ตนใช้ร่างมู่ซืออวี่คนเดิมอยู่ เมื่อได้ยินเช่นนี้ย่อมอัดอั้นใจยิ่งนัก

"ได้ยินหรือไม่ พวกเขาทํา" หญิงสาวยืดอกอย่างลำพองใจ "มีแม่ให้กำเนิดแต่ไม่มีพ่อ…"

"เจ้าลองด่าอีกสักคำสิ!" มู่ซืออวี่เอ่ยพร้อมสีหน้าครึ้มทะมึน สายตาเหลือบมองนางอย่างเย็นชา "หากข้าได้ยินคําด่าทอพวกเขาจากปากของเจ้าอีก ข้าจะทําให้ปากเหม็น ๆ ของเจ้าเหม็นสาบกว่านี้ จะลองดูก็ได้"

"พวกเขาขโมยของของข้าไป ยังจะไม่ยอมให้ข้าด่าอีกรึ? ไม่อยากโดนด่าก็อย่าทําเรื่องหน้าไม่อายสิ" หญิงสาวถูกมู่ซืออวี่ทำให้ตกใจ แต่เมื่อคิดได้ว่าเมื่อครู่นี้ตัวเองมีเหตุผล จึงพูดออกไปอย่างไม่เกรงใจ

"พวกเขาถอนต้นกล้าผักของครอบครัวพวกเจ้า นี่เป็นความผิดของเขา ข้าขอโทษแทนพวกเขา ถอนของเจ้าสี่สิบต้น ข้าคืนให้เจ้าสี่สิบต้นก็พอแล้ว แต่เจ้าทําร้ายพวกเขา โดยเฉพาะอวิ๋นเอ๋อร์ จนถึงตอนนี้ก็ยังไม่ได้สติ ไม่รู้ว่าบาดเจ็บไปถึงไหน เจ้าต้องไปเชิญหมอมาตรวจให้นาง ไม่อย่างนั้น…” มู่ซืออวี่คว้าข้อมือหวังซื่ออีกครั้งแล้วกำไว้แน่นไม่ยอมปล่อย

"อ๊ะ!" สีหน้าของหวังซื่อเปลี่ยนไปทันที “เจ็บ…”

ครั้งนี้มู่ซืออวี่ใช้แรงมากกว่าก่อนหน้านี้ หวังซื่อจึงได้รู้ว่าก่อนหน้านี้หญิงอ้วนคนนี้ได้เบาแรงไว้แล้ว

"เห็นอยู่ชัด ๆ ว่าพวกเขาเป็นขโมย สมควรแล้วที่จะโดนตีโดนด่า แล้วยังคิดอยากให้ข้าเชิญหมอมาอีก อย่า!… อ๊าก! เจ็บ! นังอ้วน ปล่อยข้านะ"

"จะเชิญหรือไม่เชิญหมอ?" มู่ซืออวี่ออกแรงอีกครั้ง

"ข้าเชิญ ข้าเชิญแล้ว!" หวังซื่อเจ็บจนมีสีหน้าย่ำแย่ "เจ้าปล่อยข้าเถอะ"

มู่ซืออวี่จึงปล่อยมืออีกฝ่าย

ครั้นปล่อยมือออก หวังซื่อก็วิ่งหนีไปไกลอย่างรวดเร็ว พลางด่าทอมู่ซืออวี่ว่า "อยากให้ข้าเชิญหมอรึ? ฝันกลางวันเถอะ! เด็กต่ำช้าที่เกิดมาเป็นขโมย ไม่หักมือเขาก็นับว่าเกรงใจแล้ว ถุย! หน้าไม่อาย!”

มู่ซืออวี่โกรธจัด คิดจะไล่ตามไปเถียง แต่กลับได้ยินเสียงเรียกของลู่ฉาวอวี่เอ่ยออกมาพร้อมเสียงร้องไห้เสียก่อน “น้องสาว เจ้าเป็นอะไรไป? อย่าทำให้ข้ากลัวสิ เจ้ารีบตื่นเร็วเข้า น้องสาว…”

ภาพของเด็กหญิงตัวน้อยที่กระอักเลือดนั้นน่ากลัวอย่างยิ่ง ไม่ต้องพูดถึงลู่ฉาวอวี่ที่อายุเพียงแค่ห้าหนาวว่าจะกลัวมากแค่ไหน เพราะแม้แต่มู่ซืออวี่ก็ยังตกใจกลัว

"ถอยออกไปก่อน" ว่าแล้วมู่ซืออวี่ก็นั่งยอง ๆ ลง หมายจะอุ้มเด็กน้อยขึ้นมา

ลู่ฉาวอวี่กอดลู่จื่ออวิ๋นไว้แน่น จ้องมองหญิงตรงหน้าเหมือนหมาป่าตัวน้อยที่กำลังโกรธแค้น "จะทำอะไรน้องสาวข้า?"

บทที่ 2 แทบจะล้มทั้งยืน

บทที่ 2 แทบจะล้มทั้งยืน

เมื่อหวังซื่อเห็นฉากนี้ก็รีบวิ่งหนีไปทันที แต่เลือดสีแดงสดของเด็กหญิงทำให้นางตกใจกลัวจนเท้าอ่อนเปลี้ย วิ่งไปได้ไม่กี่ก้าวก็ล้มลง

“อย่ามายุ่งกับข้า! ใครสั่งให้มันขโมยกันเล่า ข้าเพียงแค่สั่งสอนเล็กน้อยเท่านั้นเอง อย่าตามข้ามานะ! อย่าตำหนิข้า…”

มู่ซืออวี่เบิกตากว้าง จ้องเขม็งไปที่หวังซื่อซึ่งกำลังวิ่งหนีไปจนตามไม่ทัน แต่ถึงอย่างไรก็ต้องรีบช่วยคนก่อน จากความทรงจำเจ้าของร่างเดิมนี้ นางจำได้ว่าในชนบทมีหมอเท้าเปล่า*[1] อยู่บ้าง คิดได้ดังนั้นนางก็ตัดสินใจอุ้มลู่จื่ออวิ๋นไปหาหมอ

“อย่ามาแตะต้องตัวน้องข้า!” ลู่ฉาวอวี่เอ่ยขึ้นพร้อมผลักฝ่ามือของมู่ซืออวี่ออกไป เด็กชายเข้าไปอุ้มลู่จื่ออวิ๋นแทนแล้วเอ่ยว่า “ท่านพ่อกลับมาเมื่อไหร่จะต้องรู้เรื่องที่ท่านรังควานพวกเรา เขาไม่มีวันอภัยให้ท่านแน่!”

เด็กน้อยเรียนรู้ที่จะใช้น้ำเสียงโหดเหี้ยมคุกคามผู้อื่น ทว่ากลับสั่นเทาไปทั้งร่าง แค่นี้ก็เปิดเผยความกลัวของเขาออกมาแล้ว

มู่ซืออวี่มีความทรงจำของเจ้าของร่างเดิม รับรู้ได้ว่าในสายตาของเด็กทั้งสองคนนี้มองว่าตนเปรียบดั่งนังผีดุร้ายก็ไม่ปาน หากนางเอ่ยขึ้นว่าอยากช่วยชีวิตคน ลู่ฉาวอวี่ เด็กชายที่โตกว่าวัยคนนี้จะต้องไม่เชื่อแน่นอน

“จะขวางกันไปเพื่ออะไร? น้องเจ้าจะตายอยู่แล้ว ยังจะทำให้ยุ่งยากอีก ข้าขอดูสักนิดเถิดว่านางเป็นอย่างไรบ้าง” นางแสร้งทำเป็นใจร้อน ทว่าในแววตาก็แฝงไปด้วยความเจ็บปวดใจ

เด็กชายที่สติไม่อยู่กับเนื้อกับตัวทำได้เพียงแค่ถอยออกไป ตอนที่มู่ซืออวี่เข้าไปอุ้มลู่จื่ออวิ๋น สายตาของเขาหยุดมองที่ร่างของนางอยู่พักใหญ่

“น้องข้า…”

ถึงแม้ว่าลู่ฉาวอวี่จะโตก่อนวัย แต่เขาก็เป็นเพียงเด็กชายวัยห้าหนาวเท่านั้น เนื่องจากเขาไม่ได้รับโภชนาการที่ดี สองพี่น้องจึงดูเหมือนเด็กอายุสามถึงสี่หนาว

“เจ้านำหน้า นำทางข้าไป” มู่ซืออวี่กล่าวกับลู่ฉาวอวี่ “อ้วกออกมาเป็นเลือดเยอะขนาดนี้ต้องตามหมอมาดูอาการ”

ก่อนหน้านี้หวังซื่อเตะลู่จื่ออวิ๋นอย่างไม่ออมแรง บวกกับร่างกายของเด็กน้อยที่เดิมทีก็บอบบางจนแทบจะไม่มีน้ำหนักอยู่แล้ว ไม่รู้ว่าได้รับบาดเจ็บมากน้อยเพียงใด

หมอเท้าเปล่าในชนบทโดยปกติแล้วจะตรวจโรคให้กับชาวไร่ชาวนาใกล้ ๆ ละแวกนี้ ถือได้ว่าค่อนข้างมีฝีมือเลยทีเดียว

ระหว่างที่ลู่ฉาวอวี่วิ่งหาหมอเท้าเปล่า มู่ซืออวี่ก็รีบอุ้มลู่จื่ออวิ๋นขึ้นมาแล้วรีบตามไปทันที

ชาวไร่ชาวนาที่กำลังทำงานอยู่ในทุ่งนาเห็นฉากนี้เข้าก็ต่างพากันประณาม

“แม่นางมู่ท่านนี้ทำเกินไปแล้ว ไม่เคยปล่อยเด็ก ๆ เลยจริง ๆ ดูซิว่านางทำร้ายเด็กอย่างไร ใต้ผืนฟ้านี้พื้นที่ใดจะมีแม่เยี่ยงนางอีก!”

“ถึงแม้ว่าลู่อี้จะน่ากลัวขึ้นมากหลังจากถูกทำให้เสียโฉม แต่เขาก็เป็นชายหนุ่มรักสงบ เต็มใจให้นางมีกินมีใช้ล้นมือ แต่นางยังไม่มองสารรูปตัวเองอีก หากมิใช่ว่าลู่อี้ยอมแต่งกับนาง ไม่แน่ว่าตอนนี้นางก็คงยังไม่ได้ออกเรือน!”

มู่ซืออวี่ไม่มีเวลาสนใจคำพูดที่ไม่มีมูลเหตุเหล่านั้น เมื่อมองเห็นบ้านไม้หลังเล็ก ๆ ใกล้เข้ามาทุกที นางก็รีบก้าวยาว ๆ เดินเข้าไป หลังห่างจากตัวบ้านไม่ไกลแล้วจึงตะโกนขึ้นว่า “ท่านหมอ! ช่วยด้วย! ท่านหมอ!”

ลู่ฉาวอวี่มองมู่ซืออวี่อย่างตะลึงงันจากด้านหลัง

เขายังอายุน้อย ต้องใช้พละกำลังทั้งหมดเพื่อเดินตามให้ทัน ในระหว่างทางจึงหกล้มลงไปบ้าง แต่ก็ลุกขึ้นมาแล้วรีบเดินตามมู่ซืออวี่ต่อไป เด็กชายแค่กลัวว่าผู้หญิงคนนั้นจะทำร้ายน้องสาวของเขา

แต่ว่าเมื่อครู่นี้…

เขามองผิดไปแล้วหรือ… ถึงเห็นว่าในดวงตาของนางเต็มไปด้วยความกระวนกระวายและกังวลใจ

คงกลัวว่าท่านพ่อจะจัดการอย่างไม่ต้องสงสัย ครั้งที่แล้วท่านพ่อขังนางไว้ในห้องทึบปิดสนิท ปล่อยให้หิวไปสองวัน ไม่สนใจแม้แต่คำสาปแช่งไร้ประโยชน์ของนาง จนสุดท้ายนางก็ร้องไห้ฟูมฟาย ท่านพ่อยกโทษให้ถึงจะถูกปล่อยตัวออกมา

ทว่านั่นก็เป็นเพียงจุดเริ่มต้น เวลาที่ท่านพ่ออยู่บ้าน นางจะแสดงออกชัดเจนว่าไม่ต้องการให้ท่านพ่ออยู่บ้าน อีกทั้งยังปฏิบัติต่อเขาและน้องสาวแย่ลง

อย่างเช่นในครั้งนี้ ท่านพ่อพาท่านอาไปหาหมอ อีกสองสามวันคงยังไม่กลับถึงบ้าน นางจึงไม่ให้พวกเขากินข้าว เขาต้องพาน้องสาวออกไปหาข้าวกินข้างนอก อย่าว่าแต่ผักป่าบนภูเขาเลย ขอแค่สามารถเอาเข้าปากได้ เห็นอะไรเขาก็กินได้หมด ครั้งนี้น้องสาวหิวมาก เมื่อเดินผ่านแปลงผักที่อยู่ในบ้านของหวังซื่อ เขาก็เกินที่จะควบคุมตัวเองแล้ว สุดท้ายจึงเข้าไปถอนออกมากิน

ชายวัยกลางคนที่อยู่บนลานบ้านเห็นมู่ซืออวี่กำลังอุ้มลู่จื่ออวิ๋นเข้ามาพร้อมคราบเลือดที่เปรอะทั่วมุมปาก เขาก็ตกใจจนสะดุ้งโหยง “นี่เจ้าตีนางรึ!”

มู่ซืออวี่ไม่มีเวลาอธิบายอะไรมากนัก จึงพูดออกไปตามตรงว่า “ไม่ใช่ หวังซื่อเตะนางจนกลายเป็นแบบนี้ ท่านหมอ ท่านรีบดูนางเถิด นางเป็นอย่างไรบ้าง?”

สีหน้าของท่านหมอดูผ่อนคลายลงเล็กน้อย เขาเปลี่ยนมากำชับกับนางว่า “อุ้มนางเข้าไปข้างในแล้ววางลงบนเตียง”

มู่ซืออวี่เพิ่งจะอุ้มลู่จื่ออวิ๋นมาวางไว้บนเตียง ท่านหมอจูก็ขับไล่นางด้วยความหงุดหงิดใจ “เจ้าออกไป! เหลือไว้เพียงฉาวอวี่ก็พอ”

“ท่านหมอ เขาเป็นเพียงเด็กชายคนหนึ่ง จะทำอะไรได้ ให้ข้าอยู่ช่วยที่นี่เถิด”

ครั้นมู่ซืออวี่พูดคำนี้ออกไป ท่านหมอจูและลู่ฉาวอวี่ต่างก็มองมาที่นางด้วยสายตาประหลาดใจ

สีหน้าของนางแน่นิ่งไม่ไหวติง ก่อนจะพูดขึ้นมาด้วยสีหน้าไม่สบอารมณ์ “ท่านพ่อของเขากำลังจะกลับมาแล้ว หากเห็นว่านางเป็นเช่นนี้ต้องตำหนิข้าอีกเป็นแน่”

“ไสหัวออกไป!” ท่านหมอจูตะคอก “ที่นี่ไม่ต้องการเจ้า!”

บนโลกนี้มีแม่ที่จิตใจโหดเหี้ยมถึงเพียงนี้ที่ไหนกัน ลูกสาวได้รับบาดเจ็บถึงเพียงนี้ นางไม่แม้แต่จะกังวลใจเกี่ยวกับอันตรายหรือความปลอดภัยใด ๆ คิดเพียงแต่ว่าตัวเองจะเดือดร้อนหรือไม่ก็เท่านั้น

ลู่ฉาวอวี่กะพริบตา ก่อนจะมองมารดาด้วยสีหน้าเหน็บแนม

เด็กชายสูญเสียความไร้เดียงสาไปนานแล้ว ดวงตาของเขาคล้ายมีแสงสว่างวาบ ราวกับว่าสามารถมองทะลุทุกสิ่งได้

เขาก็ไม่รู้ว่าเหตุใดเมื่อครู่นี้จึงมีความหวังขึ้นมาชั่วขณะ

ผู้หญิงคนนี้มีคุณธรรมอะไร เขาเห็นมาตั้งแต่จำความได้ เหตุใดจึงยังคาดหวังอยู่ คงจะเป็นเพราะนางอุ้มน้องสาวมาหาหมอหรือ? ถึงรู้สึกว่านางก็ยังมีหัวใจอยู่

น่าตลกสิ้นดี!

นางแค่กังวลว่าจะถูกท่านพ่อลงโทษมากกว่า

ผู้หญิงคนนี้ไม่ใช่ท่านแม่ของพวกเขา แต่เป็นเจ้าหนี้ของพวกเขาต่างหาก คลอดพวกเขาออกมาแล้วก็ตามทวงหนี้เท่านั้น

สุดท้ายแล้วมู่ซืออวี่ก็ถูกขับไล่ออกไป แต่นางก็ยังยืนอยู่ด้านนอกประตูพลางฟังเสียงการเคลื่อนไหวภายใน

ท่านหมอจูกำลังพูดอะไรบางอย่างกับลู่ฉาวอวี่ ทั้งสองถามตอบกัน จากนั้นบทสนทนาก็ดำเนินไปเรื่อย ๆ

“หวังซื่อขึ้นชื่อว่าดุร้ายในหมู่บ้านแห่งนี้ เหตุใดพวกเจ้าจึงไปแหย่นาง?” ท่านหมอจูสงสัย “แต่ไหนแต่ไรมาเจ้าเป็นเด็กฉลาด รู้ว่าอะไรควรทำไม่ควรทำ ไม่ใช่คนที่ชอบหาเรื่องใส่ตัว ครั้งนี้เหตุใดจึงเกิดเรื่องขึ้นได้?”

“ท่านลุง น้องข้าเป็นอย่างไรบ้าง?” ลู่ฉาวอวี่เลี่ยงที่จะตอบคำถาม

“นางตัวเล็กมาก จะทนแรงผู้หญิงหยาบคายได้อย่างไร ยังดีที่นำตัวมาส่งได้ทันเวลา ได้รับยาบำรุงร่างกายไม่นานก็ไม่เป็นไรแล้ว ช่วงนี้ยังเดินไม่ได้ ทำอาหารดี ๆ ให้นางกินเพื่อบำรุงร่างกายด้วยล่ะ”

“ขอบคุณท่านลุง หากพ่อข้ากลับมาแล้วจะมาจ่ายเงินค่าตรวจรักษาให้ ตอนนี้พวกข้าไม่มีเงิน” ลู่ฉาวอวี่เอ่ยอย่างขมขื่น

“เรื่องนี้ไม่ต้องเร่งรีบ เจ้าดูแลน้องเจ้าก่อนเถิด ท่านแม่ของเจ้าไม่มีอะไรดี เจ้าดูแลน้องให้ดีล่ะ”

ประตูถูกเปิดออกมาพร้อมกับท่านหมอจูที่เอ่ยกับมู่ซืออวี่ด้วยสีหน้าเย็นชา “ผู้ชายของเจ้าจะกลับมาแล้ว ลูกก็กลายเป็นเช่นนี้ หากเจ้าไม่ดูแลนางดี ๆ ข้าก็จะรอดูว่าผู้ชายของเจ้าจะจัดการกับเจ้าอย่างไร หากไม่อยากถูกเฆี่ยนตีก็กลับไปต้มยาดี ๆ ให้ลูกของเจ้ากินซะ”

มู่ซืออวี่ทำตัวไม่ถูก คนทั้งหมู่บ้านคงรู้ว่านางกลัวสามีไปแล้วกระมัง

ท่านหมอจูหยิบห่อยาสองสามห่อส่งให้ลู่ฉาวอวี่ สอนวิธีการต้มยาเสร็จก็ให้มู่ซืออวี่อุ้มลู่จื่ออวิ๋นกลับไป

“ช้าหน่อย อย่าเพิ่งเลินเล่อ ตอนนี้นางกำลังอ่อนแอมาก เดี๋ยวก็ร่วงกันพอดี” ท่านหมอจูเตือนด้วยความไม่วางใจ

ถึงจะมีสถานะเป็นเพียง 'ตัวประกอบที่ร้ายกาจ' ก็เถอะ แต่มู่ซืออวี่ไม่กล้าที่จะโกรธหรือพูดอะไรออกมา นางพาเด็กทั้งสองคนเดินกลับไป

ระหว่างทาง สายตาประหลาดใจของเหล่าชาวบ้านก็มองมาราวกับว่านางเป็นโรคจิตที่ทำร้ายร่างกายเด็กน้อยเสียอย่างนั้น

เดิมทีใช่ แต่ตอนนี้ไม่ใช่แล้ว

ตอนนี้นางใช้ชีวิตในฐานะเจ้าของร่างเดิม นางไม่สามารถช่วยเจ้าของร่างเดิมรับโทษได้เสมอไป

มู่ซืออวี่คิดได้เช่นนี้ ขอบตาก็แดงก่ำขึ้นมา ปากก็ตะเบ็งเสียงขึ้นมาดังลั่น “ในเมื่อแม่นางตระกูลหวังเตะน้องของเจ้าจนเป็นเยี่ยงนี้! เรื่องนี้ไม่จบแน่! รอสักประเดี๋ยวข้าจะไปเอาคืนนางถึงบ้าน!”

[1] หมอเท้าเปล่า คือ เกษตรกรที่ได้รับการฝึกการแพทย์และผู้ช่วยแพทย์พื้นฐานขั้นต่ำ ทำงานที่หมู่บ้านชนบทในประเทศจีน

บทที่ 3 เพิ่งออกไปด้านนอกในสภาพเปาบุ้นจิ้นหรือ?

บทที่ 3 เพิ่งออกไปด้านนอกในสภาพเปาบุ้นจิ้นหรือ?

มู่ซืออวี่พาเด็กทั้งสองเดินกลับไป ตามหลังมาด้วยเสียงวิพากษ์วิจารณ์ของเหล่าชาวนาที่อยู่ในทุ่งนาแถวนั้น

เด็กหญิงตัวน้อยได้รับบาดเจ็บเพราะหวังซื่อ ไม่ใช่เพราะถูกมารดาทำร้ายร่างกาย

หลังจากกลับมาถึงบ้าน มู่ซืออวี่ก็วางลู่จื่ออวิ๋นลง ก่อนจะหันไปแย่งห่อยาในมือของลู่ฉาวอวี่มา และพูดอย่างหมดความอดทนว่า “ให้ข้าต้มเอง หากเจ้าทำพังแล้วจะสิ้นเปลืองของไปเปล่า ๆ อย่าคิดว่าข้าจะเสียเงินเพื่อของไร้สาระพวกนี้ล่ะ”

ลู่ฉาวอวี่มองไปที่ฝ่ามือว่างเปล่าแล้วรีบกำหมัดแน่น เขามองตามแผ่นหลังของมู่ซืออวี่ด้วยความขุ่นเคืองใจ แววตาวาบไหวดุร้ายราวกับหมาป่า

เมื่อลู่ฉาวอวี่ออกไปแล้ว มู่ซืออวี่ก็ยู่ปากด้วยสีหน้าน้อยใจ

นางเห็นเหตุการณ์ทั้งหมด สายตาเด็กน้อยแสดงอารมณ์น่ากลัวเกินไปจริง ๆ

เอาอย่างไรดี ไม่ต้องสนใจเรื่องราวแล้วคุยดี ๆ กับเขาเลยดีหรือไม่?

เพราะหากยังเป็นเช่นนี้ต่อไป นางที่เพิ่งจะข้ามเวลามาก็คงจะถูกเด็กคนนี้เขมือบทั้งเป็น นางไม่อยากกลายเป็นหญิงสาวผู้เดินทางข้ามเวลาคนแรกที่ตายด้วยน้ำมือของผู้ร้ายตัวน้อยตั้งแต่เริ่มหรอกนะ

แต่เด็กคนนี้ก็ไม่เลว เหมือนกับพ่อของเขาที่เป็นตัวร้าย โตไปคงก็จะกลายเป็นตัวร้ายเช่นเดียวกัน น่าจะเป็นตัวร้ายที่มีกลอุบายไม่แพ้ท่านพ่อของเขาเลยด้วยซ้ำ อย่ามองว่าตอนนี้ลู่ฉาวอวี่เป็นเพียงเด็กน้อยน่ารัก ความจริงแล้วหัวใจและประสบการณ์ของเขาโตเกินวัย อันตรายกว่าผู้ใหญ่หลายคนเสียอีก

มู่ซืออวี่สับสนยิ่งนัก หากจู่ ๆ นิสัยนางผิดแผกไปจากเดิม คนในสมัยโบราณเหล่านี้จะเอานางไปเผาเพราะคิดว่าวิญญาณชั่วร้ายเข้าสิง ฉะนั้น เพื่อไม่ให้เรื่องทั้งหมดพังทลายลง ถึงแม้ว่านางจะรักเด็กที่น่าสงสารสองคนนี้มากเพียงใด สุดท้ายก็ต้องแสร้งทำเป็นดุร้าย

เวลาที่จะแสดงความห่วงใย มู่ซืออวี่ยังต้องหาเหตุผลที่น่าไว้วางใจและสมเหตุสมผลมากพอ หากกลายเป็นการยั่วโมโหตัวร้ายซ้ำแล้วซ้ำเล่า คงน่ากังวลใจจริง ๆ ว่าอึดใจต่อมาคอจะหลุดจากบ่า ไม่รู้ว่าจะพูดว่าง่ายได้หรือไม่

มีฝุ่นหนาเตอะอยู่บนเตา ภายในเตาก็ยังดำคร่ำเขรอะ ไหนจะกลิ่นหืนที่ลอยออกมา พอมองไปยังโอ่งน้ำข้าง ๆ ก็พบว่าน้ำแม้แต่หยดเดียวก็ไม่มี เมล็ดข้าวก็เช่นกัน ในตะกร้ามีเพียงแค่ไม่กี่สิบเมล็ดเท่านั้น

มู่ซืออวี่ที่เพิ่งเดินทางข้ามเวลายังไม่มีเวลายอมรับกับสถานการณ์ปัจจุบัน แต่กลับมีเรื่องทะเลาะวิวาทกับหวังซื่อเข้าแล้ว ครั้นมองดูครอบครัวที่ยากจนของตนในเวลานี้ นางก็สงสารลูกสองคนที่อยู่ด้านนอกเหลือเกิน เพียงแค่นี้ก็ไม่มีเวลาจัดการกับอารมณ์ของตนเองแล้ว

นางแบกถังน้ำออกไปนอกประตู

ร่างกายของเจ้าของร่างเดิมแบกถังเปล่าสองถังได้อย่างสบาย ๆ สักพักนางก็แบกน้ำกลับมา ผู้หญิงยุคใหม่ในศตวรรษที่ยี่สิบเอ็ดที่เคยชินกับน้ำประปาอย่างนางเริ่มจะเดากับความไม่เคยชินอื่น ๆ ที่กำลังจะตามมาได้

ลู่ฉาวอวี่อยู่กับลู่จื่อวิ๋นภายในห้อง พอได้ยินเสียงดังซ่าจากด้านนอกจึงเดินไปดูที่หน้าต่าง ก่อนจะพบว่ามู่ซืออวี่กำลังแบกถังน้ำออกไป ภาพนี้สร้างความประหลาดใจซึ่งฉายผ่านนัยน์ตาคู่งามอย่างมาก

เกิดอะไรขึ้น? ถูกอาคมเข้าแล้วรึ?

หลายปีที่ผ่านมา ผู้หญิงคนนั้นไม่เคยไปหาบน้ำ แม้แต่เอาน้ำมาล้างหน้าก็ไม่เคย ทุกวันนางจะออกไปเดินทอดน่องอยู่ในหมู่บ้าน หิวแล้วค่อยกลับมากินข้าว กินอิ่มแล้วก็ออกไปเดินเล่นอีก เขากับน้องสาวที่อยู่ในบ้านจะรู้สึกดีใจทุกครั้งที่ไม่เห็นนางอยู่ในบ้าน สาเหตุที่ไม่มีความสุขเป็นเพราะมักถูกเฆี่ยนตี ถูกดุด่า เทียบกับถ้อยคำต่ำช้าจากหวังซื่อก่อนหน้านี้ นางผู้เป็นแม่คนนี้ดุด่าพวกเขายิ่งกว่านั้น

แต่ไฉนวันนี้นางกลับออกไปหาบน้ำ?

เรื่องราวที่มู่ซืออวี่ออกไปหาบน้ำแพร่กระจายอย่างรวดเร็ว คนในหมู่บ้านเริ่มจับเข่าคุยกันเป็นกลุ่มเล็กกลุ่มใหญ่ บางคนพูดว่าลู่อี้จากไปนานเหลือเกิน มู่ซืออวี่จะดื่มปัสสาวะแทนก็ไม่ได้ สุดท้ายจึงต้องออกไปหาบน้ำเอง บางคนพูดว่ามู่ซืออวี่ก็มีมือมีเท้า แต่งกับลู่อี้มาแล้วก็หลายปีแต่ไม่เคยทำงานทำการเลย คงจะเป็นอย่างที่คิดไว้ ยินยอมแต่งกับลู่อี้มาเพื่อชีวิตที่ดีขึ้นเท่านั้น ส่วนบางคนก็หัวเราะเยาะร่างอ้วนของมู่ซือวี่ที่กำลังไปแบกน้ำ เหน็บแหนมว่าหากตกบ่อ บ่อก็คงจุไม่ไหว

ซ่า…

มู่ซืออวี่เทน้ำทั้งสองถังลงในโอ่ง

จากนั้นนางก็วางถังน้ำลง เช็ดเหงื่อตัวเอง เมื่อเห็นเสื้อผ้าที่เปื้อนรอยดำของตนแล้วก็แทบจะล้มโครม

สวรรค์! นางเพิ่งออกไปด้านนอกในสภาพเปาบุ้นจิ้นหรือ?!

เมื่อค้นหาผ่านความทรงจำ นางก็พบว่าเจ้าของร่างเดิมนั้นในหนึ่งปีอาบน้ำน้อยมาก เพราะฉะนั้นอย่าพูดถึงเรื่องล้างหน้าเลย

“ข้าตกลงไปในส้วมหลุมแล้วรึ” มู่ซืออวี่พูดถึงกลิ่นที่อยู่บนร่างกาย พอก้มลงไปดมเนื้อตัวก็อยากอ้วกออกมาทันที “ช่างเถอะ! ต้มยาก่อนค่อยว่ากัน”

ล้างไปห้าหกรอบ หม้อที่ดำเขรอะถึงได้ดูสะอาดขึ้นมา กลิ่นหืนก็ค่อย ๆ กระจายหายไป นางต้มตามอัตราส่วนที่ท่านหมอบอกไว้ นั่นคือต้มน้ำสองสามชามเพื่อให้ได้น้ำต้มยาเพียงแค่หนึ่งชาม หลังจากต้มเสร็จก็พักไว้ให้น้ำเย็นลงจนกว่าจะเป็นอุณหภูมิที่เหมาะสม

“ต้มเสร็จแล้ว เจ้าเรียกนางมาดื่มยาเถิด” มู่ซืออวี่อยากไปเรียกลู่จื่ออวิ๋นมาดื่มยาด้วยตนเอง แต่เห็นสายตาหวงน้องสาวของลู่ฉาวอวี่แล้ว นางก็ตัดสินใจที่จะไม่ทำตัวเป็นมิตรมากจนเกินไป

ลู่ฉาวอวี่รับถ้วยยามา ก่อนจะลองลูบเบา ๆ แล้วเดินไปข้าง ๆ เตียงนอน

เมื่อครู่ที่มู่ซืออวี่ต้มยานั้น เขาแอบมองอยู่ตลอด กลัวว่านางจะเติมอะไรลงไปด้วย

เขารู้ว่าในสายตาของนาง พวกเขาเป็นเด็กสองพี่น้องที่รกหูรกตาเพียงเท่านั้น นางสาปแช่งพวกเขามากกว่าหนึ่งครั้ง จำได้ว่าอยากให้พวกเขาตาย ๆ ไปซะหรืออะไรสักอย่าง

เฮอะ! เหตุใดพวกเขาจะต้องตาย คนที่สมควรตายต้องเป็นนางมากกว่า

มู่ซืออวี่มองไปยังลู่ฉาวอวี่ที่กำลังป้อนยาลู่จื่ออวิ๋น ภายในระยะเวลาสั้น ๆ เด็กชายตัวน้อยก็มีความคิดมากมายประดังประเดเข้ามาในหัว เขาคิดจะฆ่าจริง ๆ ด้วยซ้ำ แต่มู่ซืออวี่ไม่รู้เรื่องเหล่านี้สักนิด

ลู่จื่ออวิ๋นดื่มยาลงไปอย่างราบรื่น มู่ซืออวี่ที่เห็นแล้วก็วางใจ

นางนึกถึงหวังซื่อที่วิ่งหนีไป ความโกรธภายในใจพลุ่งพล่านขึ้นมาอีกครั้ง

เด็กน้อยได้รับบาดเจ็บจนกลายเป็นเช่นนี้ ต่อให้พูดอย่างไรก็ไม่สามารถยกโทษให้ได้ เมื่อคิดได้เช่นนั้นนางจึงเดินออกไป

ลู่ฉาวอวี่หันกลับมามองมู่ซืออวี่ที่เดินออกไป แววตาเขาทวีความเย้ยหยัน

สันดานหมาจะไม่กลับไปกินขี้*[1] ได้อย่างไร

เมื่อครู่ตอนที่นางต้มยา ก็คงเป็นดั่งที่นางพูดว่าไม่อยากสิ้นเปลืองยา จะได้ไม่ต้องเสียเงินเสียทองอีก ผู้หญิงอย่างนางหรือจะมีหัวใจ เขาคาดหวังอะไรอยู่กัน

……

นอกประตูไม้อันทรุดโทรม ปรากฏร่างหญิงเจ้าเนื้อคนหนึ่งกำลังกระแทกประตูอย่างแรง ประตูเก่าคร่ำส่งเสียงทื่อ ๆ ก่อนที่ซี่ไม้จะแตกร้าวเป็นสองเส้น

ปึง! ปึง!

“แม่นางตระกูลหวัง! เจ้าอย่าเสแสร้งว่าตายเลย ข้ารู้ว่าเจ้าอยู่ด้านใน เจ้ามิใช่อยากได้ต้นกล้าผักหรือ ข้าเอามาให้เจ้าแล้ว ออกมาเอาสิ!”

ไม่ผิดเพี้ยนแน่ เจ้าของเสียงคือมู่ซืออวี่

ต้นกล้าผักนี้นางถอนออกมาจากสวนของบ้านลู่กับมือ

“ข้าคนนี้จะพูดเพียงรอบเดียว เด็กสองคนนั้นถอนต้นกล้าผักของเจ้า อย่างไรก็ต้องนำกลับมาคืนเจ้าอย่างแน่นอน ข้าเอามาคืนแล้ว เปิดประตูให้ข้าเดี๋ยวนี้!”

ด้านในยังไม่มีปฏิกิริยาตอบโต้แต่อย่างใด

มู่ซืออวี่รู้ว่าด้านในมีคนอยู่

เหตุผลแรกคือประตูนี้ถูกปิดจากด้านใน ไม่ได้ลงกลอนจากด้านนอก นอกจากนั้น เมื่อครู่ที่นางเพิ่งมาถึงก็ได้ยินเสียงจากทางด้านใน มันหายไปเมื่อนางเคาะประตู จึงแจ่มแจ้งว่ามีใครบางคนหลบซ่อนอยู่ด้านใน

“เจ้าพวกคนแซ่หวัง คิดว่าจะซ่อนได้ตลอดไปหรือ? หากเจ้าไม่เปิดประตูวันนี้ ข้าจะบุกเข้าไป!เจ้าทำร้ายลูกสาวข้า หากวันนี้เจ้าไม่อธิบายให้ข้าฟัง เจ้ากับข้าไม่จบกันแน่!”

หวังซื่อไม่รู้ว่ากำลังทำให้มู่ซืออวี่โกรธ พอรู้ว่าไม่สามารถหลบหนีได้ก็ยืนเท้าสะเอวด่าทอใส่ “ลูกสาวจากบ้านพวกเจ้าขโมยของข้า ข้าเพียงแค่ตบตีเบา ๆ นางตัวบางอย่างกับกระดาษ ยังจะมาตำหนิข้ารึ”

“เบา ๆ อย่างนั้นหรือ นางอ้วกออกมาเป็นเลือด!” มู่ซืออวี่ใช้แรงถีบประตูลานบ้านอย่างแรง “เปิดประตู! มิฉะนั้นข้าจะถีบเจ้าเอง!”

“แม่ของฉาวอวี่ มีเรื่องอะไรก็พูดกันดี ๆ ไม่ได้หรือ” ชาวบ้านที่ผ่านไปมาเอ่ยขึ้น “ฟังพี่สะใภ้หวังพูดสิ ลูกเจ้าไปขโมยของเขาก่อน อย่างไรก็เป็นของพวกเขา เจ้ามาหาเรื่องอะไรที่นี่ จะมาตำหนิพี่สะใภ้หวังที่ถูกทำก่อนไม่ได้นะ”

เมื่อได้ยินเสียงดังเอะอะ พวกชาวบ้านก็วิ่งเข้ามาล้อมวงกันที่ลานบ้านของหวังซื่อกันอย่างถ้วนหน้าถ้วนตา

[1] สันดานหมาจะไม่กลับไปกินขี้ หมายถึง คนเลวที่กลับไปทำนิสัยเดิม ไม่มีวันเปลี่ยนแปลงได้

อ่านต่อนิยายเรื่องนี้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...