โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไอที ธุรกิจ

เปิดพอร์ต “ภาวุธ พงษ์วิทยภานุ” กูรูอีคอมเมิร์ซ ถอดสูตรลงทุนสไตล์ครูไหวใจร้าย

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 09 ส.ค. 2566 เวลา 14.19 น. • เผยแพร่ 09 ส.ค. 2566 เวลา 03.58 น.

คร่ำหวอดอยู่ในแวดวงอีคอมเมิร์ซบ้านเรามาตั้งแต่ยุคบุกเบิก เป็น “สตาร์ตอัพ” รุ่นแรกก็น่าจะได้ “ภาวุธ พงษ์วิทยภานุ” ผู้ก่อตั้ง และซีอีโอ “ตลาดดอตคอม” เว็บไซต์ขายของออนไลน์เว็บแรก ๆ ของไทย แม้ปัจจุบันจะขยับขยายการลงทุนไปมากมาย แต่ก็ยังคงเกาะเกี่ยวอยู่ในแวดวงไอทีเทคโนโลยี

“ประชาชาติธุรกิจ” มีโอกาสพูดคุยกับ “ภาวุธ พงษ์วิทยภานุ” หลากหลายแง่มุมทั้งที่เกี่ยวกับวงการอีคอมเมิร์ซ, การปลุกปั้นสตาร์ตอัพ รวมถึงธุรกิจใหม่ Creden.co ที่มีบริการสืบค้นข้อมูลธุรกิจเป็นจุดขายจุดแข็ง ซึ่งเขาตั้งนิกเนมแสบ ๆ คัน ๆ ตามสไตล์ว่า “แอปเสือก”

การปั้นธุรกิจสไตล์ “ภาวุธ”

“ภาวุธ” พูดถึงสไตล์การลงทุนของตนเองว่ามักเริ่มจากความชอบ และความถนัด ทั้งจะต้องเป็น “first mover” เพื่อครองความได้เปรียบในฐานะ “ผู้มาก่อน” ทำให้พอร์ตโฟลิโออัดแน่นไปด้วยธุรกิจเกี่ยวกับเทคโนโลยี “ดิจิทัล” ที่เชื่อมกันเป็นอีโคซิสเต็ม

“ผมจะลงทุนในธุรกิจที่เราเห็นแล้วอยากทำ หรือผู้ก่อตั้งเป็นคนที่มีพลัง มีไฟ พยายามลงทุนในธุรกิจที่ไม่เหมือนชาวบ้าน ผมเองถนัดเรื่องดิจิทัลจึงลงทุนด้านนี้ และพยายามสร้างระบบนิเวศ เช่น ให้บริษัทนี้ใช้บริการของบริษัทนั้น มองว่าถ้ามีการเชื่อมโยงกันจะมีมูลค่ามากกว่า สมมุติผมลงทุนบริษัท HR ก็ต้องต่อกับระบบบัญชี ก็เอา 2 บริษัทที่ทำเรื่องนี้มาทำงานร่วมกัน เป็นเหมือนการจูงมือให้ทุกคนโตไปพร้อมกัน”

“ภาวุธ” ยอมรับว่า แค่ความชอบหรือความถนัด ไม่ใช่ key success ที่ทำให้ธุรกิจประสบความสำเร็จ ซึ่งในฐานะ “นักลงทุน” ที่เข้าไปลงทุนในสตาร์ตอัพมากกว่า 44 แห่งบอกว่าสำหรับเขาการจะปั้นธุรกิจให้ประสบความสำเร็จได้ต้องเข้าไปลงแรงลงมือทำด้วย เป็นสไตล์การลงทุนในแบบที่เขาเรียกว่า “ครูไหวใจร้าย” คือถือไม้เรียวเข้าไปกวดขันให้บริษัทนั้น ๆ โต และอยู่รอดในโลกธุรกิจได้

“10 กว่าปีที่ผมลงทุนในสตาร์ตอัพกว่า 44 บริษัท มี 2-3 บริษัทที่ไปต่อไม่ได้ หลายคนมองว่าเป็นสัดส่วนที่น้อย แต่ต้องบอกว่าผมเป็นคนประเภทที่ไม่ได้ลงเงินอย่างเดียว บางคนลงเงินเสร็จก็ปล่อยให้ไปทำกันเอง แต่ผมจะเข้าไปโค้ชให้เกิดด้วย คนทำสตาร์ตอัพจะเก่งเรื่องทำโปรดักต์ หรือบางคนเป็นโปรแกรมเมอร์จะเก่งเรื่องการวางระบบ แต่พอเป็นเรื่องการขาย หรือ branding กลับทำไม่เป็น เรื่องธุรกิจมีองค์ประกอบหลายอย่าง ผมทำมาเยอะเลยเข้าไปแนะนำ เข้าไปโค้ช มีเป้าหมายให้ เช่น ขอโตสัก 200% ได้ไหม ถ้าให้เงินอย่างเดียว เขาจะทำกันแบบเรื่อย ๆ แต่ถ้าไปช่วยกวดขัน จะโตขึ้นอย่างเห็นได้ชัด”

สถานการณ์สตาร์ตอัพ

ในฐานะนักปั้นมือทอง “ภาวุธ” มองสถานการณ์ธุรกิจสตาร์ตอัพในประเทศไทยว่ามีความบอบช้ำจากตลาดทุน และการสนับสนุนจากภาครัฐที่น้อยลง ส่งผลให้จำนวนสตาร์ตอัพลดลงอย่างเห็นได้ชัด รวมกับการเปลี่ยนแปลงของเมกะเทรนด์อย่าง “เว็บ 3.0” มาสู่เทคโนโลยี “AI” ทำให้แนวคิดของการก่อตั้งสตาร์ตอัพต่างจากในอดีตมาก

“ถ้ามองตามกลไกการสนับสนุนของภาครัฐก็ต้องบอกว่า มีการผลักดันและสนับสนุนน้อยลง แต่จริง ๆ ยังมีหน่วยงานอย่าง NIA หรือสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ และดีป้าหรือสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัลยังคงให้เงินสนับสนุนและถ้ามองตาม agenda ระดับประเทศ มีความเปลี่ยนแปลงเช่นกัน เมื่อก่อนเว็บ 3.0 มาแรงมาก คนแห่ไปทำคริปโตกันหมด พอคริปโตเริ่มตกคนก็หันมาทำ AI ซึ่งมองในเชิงการนำไปใช้งานมากกว่า หรือถ้าเป็นเทรนด์สตาร์ตอัพที่มาแรง ตอนนี้เป็นเรื่อง ESG เพราะบริษัทเริ่มมีกำลังซื้อ และต้องการพัฒนาโซลูชั่นด้านความยั่งยืน เพื่อขยายขีดความสามารถในการส่งออกไปยังต่างประเทศ”

ผนึกกรุงศรีฟินโนเวต

เทียบสถานการณ์สตาร์ตอัพไทยกับประเทศเพื่อนบ้าน “ภาวุธ” บอกว่า อุปสรรคที่ทำให้การลงทุนในสตาร์ตอัพไทยไม่หวือหวาเท่าประเทศอื่นในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เพราะมองตลาดในประเทศเป็นหลัก

“ผมไปงานประชุมเกี่ยวกับ FinTech ที่สิงคโปร์ ไม่มีสตาร์ตอัพจากไทยไปร่วมเลย ความโชคร้ายของเรา คือการเป็นประเทศขนาดกลาง ๆ มีประชากร 67 ล้านคน แถมใช้ภาษาไทยเป็นภาษาหลัก เลยติดกับดักความเป็นกลาง คิดแค่ว่าทำธุรกิจในประเทศก็พอแล้ว พอมองไปสิงคโปร์ หรือมาเลเซียจะเห็นว่า เขาคิดแต่จะนำธุรกิจออกนอกประเทศผมพยายามผลักดันให้สตาร์ตอัพไทยออกไปทำตลาดนอกประเทศ แต่ก็ยังมีความท้าทายหลาย ๆ อย่าง เช่น ภาษา และไมนด์เซตของคนทำธุรกิจ”

ถึงจะอย่างนั้น “เขา”ก็ยังมีเป้าหมายในการเฟ้นหาสตาร์ตอัพไทยรายใหม่ ๆ และครั้งนี้ไม่ได้เลือกเองลงทุนเอง แต่จะจัดตั้งกองทุนร่วมกับ “กรุงศรี ฟินโนเวต”เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการลงทุน คาดว่าจะเปิดตัวได้ภายในไตรมาส 3/2566 นี้

“ปกติผมจะลงทุนในรอบ seed รายละไม่เกิน 5 ล้านบาท แต่กองทุนที่ร่วมกับกรุงศรีฯเป็นกองใหญ่ มูลค่าหลายพันล้าน เน้นลงทุนในรอบ series A หรือสตาร์ตอัพตัวใหญ่ ๆ ปัญหาคือกองเขาไม่มีสตาร์ตอัพตัวเล็ก ซึ่งผมเข้าไปปั้นให้เขาหลายตัวเหมือนกัน เลยเกิดการชักชวนมาร่วมมือกัน ซึ่งจะทำให้ลงทุนได้มากขึ้น เป็นการลงทุนในสตาร์ตอัพที่มีโอกาส take off หรืออยู่รอดได้มากกว่าด้วย”

ธุรกิจสะท้อนตัวตน

นอกจากนี้ “ภาวุธ” ยังกำลังปลุกปั้นธุรกิจใหม่ในบทบาทของผู้ก่อตั้ง และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ครีเดน เอเชีย จำกัด ผู้ให้บริการระบบยืนยันตัวตน,ระบบเซ็นเอกสารออนไลน์ และระบบวิเคราะห์ข้อมูลธุรกิจไทย (Creden Data)

จุดเริ่มต้นของ Creden Data มาจากความต้องการสร้างแพลตฟอร์มรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลของคนในประเทศ แต่ติดข้อจำกัดของกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA) จึงหันมาโฟกัสที่การสร้างแพลตฟอร์มรวบรวมข้อมูลบริษัทในไทยแทน ข้อมูลเหล่านี้มีการเผยแพร่บนเว็บไซต์ของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอยู่แล้ว แต่แยกกันอยู่คนละที่

“เราจึงเป็นแพลตฟอร์มที่แก้ปัญหาการเป็นไซโลของข้อมูล ด้วยการเปิดระบบ และทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการเชื่อมต่อข้อมูลของหน่วยงานต่าง ๆ เข้าด้วยกัน ส่วน Creden eSign เกิดจากปัญหาการเซ็นเอกสารจำนวนมาก ต้องเผชิญในฐานะผู้บริหาร จึงพัฒนาระบบเซ็นเอกสารออนไลน์ขึ้นมา”

Creden Data เป็นฐานข้อมูลของบริษัทในประเทศไทยที่สามารถนำมาใช้วิเคราะห์คู่ค้า คู่แข่ง รวมถึงข้อมูลเกี่ยวกับการถือหุ้นบริษัทต่าง ๆ ของบุคคล โดยผู้ใช้งานสามารถตรวจสอบข้อมูลได้หลากหลายหมวดหมู่ เช่น ผู้ถือหุ้น กรรมการบริษัท งบการเงิน การประมูลงานภาครัฐ ผู้ตรวจสอบบัญชี ผลประกอบการ เป็นต้น

สำหรับเขา Creden Data เปรียบเป็นอาวุธข้างกายในการทำธุรกิจ ใช้ตรวจสอบข้อมูลบริษัทที่จะทำธุรกิจร่วมกันได้ ช่วยให้เห็นว่ากำลังทำงานกับใคร บริษัทแบบไหน และช่วยวางทิศทางการเดินเกมธุรกิจของตน

“ผมเป็นนักลงทุนในสตาร์ตอัพด้วย จึงใช้เครื่องมือตัวนี้ในการสอดส่องธุรกิจที่จะเข้าไปลงทุน บางครั้งเห็นบริษัทบนโฆษณาออนไลน์แล้วรู้สึกว่าน่าสนใจ ก็จะไปหาต่อว่าใครเป็นเจ้าของ ผลประกอบการเป็นอย่างไร ทำกำไรบ้างหรือเปล่า จากนั้นก็จะติดต่อไปที่เจ้าของธุรกิจเพื่อพูดคุยรายละเอียดเพิ่มเติม”

สถานการณ์อีคอมเมิร์ซไทย

ในฐานะกูรูอีคอมเมิร์ซ “ภาวุธ” บอกว่าตลาดอีคอมเมิร์ซปัจจุบันต้องมองเป็น 2 ส่วน คือ ตลาดตามแนวราบ (horizontal market) เป็นแพลตฟอร์มที่ขายสินค้าทุกประเภท และตลาดตามแนวดิ่ง (vertical market) หรือแพลตฟอร์มที่ขายสินค้าเฉพาะ ซึ่ง horizontal จะขายทุกอย่าง คงไม่มีใครสู้ช้อปปี้ (Shopee) และลาซาด้า (Lazada) ได้แล้ว หรือถ้าสู้ก็จะลำบากมาก ต้องใช้เงินเยอะ

แต่ส่วนที่เป็น vertical ขายสินค้าเฉพาะกลุ่มยังมีโอกาสไปต่อได้ เช่น NocNoc แพลตฟอร์มขายสินค้าประเภทเฟอร์นิเจอร์ วัสดุก่อสร้าง ของตกแต่งบ้าน

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...