โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

SMEs-การเกษตร

เทคนิคปลูกดูแลส้มโอรสอร่อย การผลิตแปลงใหญ่ส้มโอพิจิตร

เทคโนโลยีชาวบ้าน

อัพเดต 16 ส.ค. 2566 เวลา 04.29 น. • เผยแพร่ 20 ส.ค. 2566 เวลา 22.00 น.

จังหวัดพิจิตร มีพื้นที่ปลูกส้มโอเชิงการค้าที่มีศักยภาพส่งออกอยู่ในระดับต้นๆ ของประเทศไทย มีแหล่งปลูกสำคัญ อยู่บริเวณริมฝั่งแม่น้ำพิจิตร (แม่น้ำน่านสายเดิม) อำเภอเมือง อำเภอโพธิ์ประทับช้าง และอำเภอตะพานหิน โดยเฉพาะที่อำเภอโพธิ์ประทับช้าง มีพื้นที่ในการปลูกมากที่สุดกว่าหมื่นไร่ มีแนวโน้มขยายพื้นที่ปลูกมากขึ้นทุกปี เนื่องจากมีการส่งออกเพิ่มขึ้น ลูกค้าสำคัญคือ จีน เวียดนาม และตะวันออกกลาง สร้างรายได้ให้กับเกษตรกรในท้องถิ่นไม่ต่ำกว่าปีละ 600 ล้านบาท

เนื่องจากส้มโอเป็นไม้ผลที่ให้ผลผลิตออกสู่ตลาดได้เกือบตลอดปี ปริมาณผลผลิตส่วนใหญ่ออกสู่ตลาดอย่างมากระหว่างเดือนกรกฎาคมจนถึงเดือนกันยายน มักมีปัญหาผลผลิตที่เก็บเกี่ยวได้มากเกินความต้องการของตลาดในช่วงเดือนสิงหาคมและเดือนกันยายน จึงเป็นเหตุให้ส้มโอล้นตลาด ราคาตกต่ำ ส่งผลกระทบต่อการจัดการสวนเพื่อการผลิตส้มโอคุณภาพในฤดูถัดไป

สำนักงานเกษตรจังหวัดพิจิตรจึงแนะนำให้เกษตรกรผู้ปลูกส้มโอรายย่อยมารวมกลุ่มเป็นเกษตรแปลงใหญ่ เพื่อช่วยลดต้นทุนการผลิต โดยใช้เครื่องจักรกลการเกษตรมาช่วยในการผลิต เพิ่มความสามารถจัดการผลิตผลอย่างมืออาชีพ ทำให้คุณภาพสินค้าได้มาตรฐานเท่าเทียมกัน เพิ่มศักยภาพทางการตลาด สร้างอำนาจต่อรองการขายผลผลิตกับพ่อค้าคนกลางเพิ่มมากขึ้น

การปลูก

สมาชิกกลุ่มแปลงใหญ่ส้มโอ หมู่ที่ 8 ตำบลโพธิ์ประทับช้าง อำเภอโพธิ์ประทับช้าง จังหวัดพิจิตร นิยมปลูก “ท่าข่อย” ส้มโอพันธุ์พื้นเมืองที่ผ่านการรับรองสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) ของจังหวัดพิจิตร ส้มโอท่าข่อยเจริญเติบโตและให้ผลผลิตดี เมื่อติดผลแล้ว สามารถปล่อยผลแก่ให้อยู่คาต้นได้นานถึง 11 เดือน โดยไม่ต้องรีบตัด เกษตรกรสามารถเลือกตัดส้มโอท่าข่อยออกขาย เมื่อได้ราคาที่ต้องการ

นอกจากนี้ เกษตรกรนิยมปลูกส้มโอสายพันธุ์อื่นๆ เช่น ขาวแตงกวา ขาวน้ำผึ้ง ทองดี รวมทั้งส้มโอพันธุ์ทับทิมสยามโดยซื้อกิ่งตอนจากอำเภอปากพนังมาปลูกในช่วงฤดูฝน ตั้งแต่เดือนพฤษภาคมไปจนถึงเดือนสิงหาคม ขุดหลุมปลูกขนาด 50x50x50 เซนติเมตร และระยะปลูกส้มโอตามมาตรฐานการปฏิบัติเกษตรดีที่เหมาะสม (GAP) ส้มโอ คือ 6×6 เมตร ใส่ปุ๋ย12-24-12 เพื่อเตรียมต้นก่อนการออกดอก 1-2 เดือน เก็บเกี่ยวส้มโอในช่วงเวลาที่เหมาะสมคือ หลังดอกบาน 6 เดือนครึ่ง ถึง 7 เดือนครึ่ง

ผลผลิตและการเก็บเกี่ยว

ส้มโอเริ่มให้ผลผลิตได้เมื่ออายุเฉลี่ย 4 ปี ผลส้มโอแก่เก็บเกี่ยวได้เหมาะสมต่อการบริโภคสดมีอายุ 6 เดือนครึ่ง ถึง 7 เดือนครึ่งหลังติดผล ในระยะดังกล่าวผลส้มโอจะมีความหวานเพิ่ม (total soluble solids) และปริมาณกรดลดลงทำให้เนื้อกุ้งมีรสชาติ สี และกลิ่นดี นอกจากนี้ ยังต้องดูลักษณะของต่อมน้ำมันและนวลที่ปกคลุมผิวผล สำหรับส้มโอที่ผลิตป้อนตลาดส่งออกต้องควบคุมความปลอดภัยจากสารเคมีตกค้างและการปนเปื้อนของโรคและแมลงศัตรูที่ติดไปกับผลส้มโอ ซึ่งการควบคุมคุณภาพของผลส้มโอที่มีประสิทธิภาพอาจต้องเริ่มตั้งแต่ผลเริ่มติด เจริญและพัฒนาบนกิ่งและต้น การไว้ผล และการห่อผลในระยะก่อนเก็บเกี่ยว โดยการผสมผสานระหว่างการจัดการเขตกรรมและการจัดการด้านการอารักขาพืชที่เหมาะสม

การตัดแต่งกิ่ง

หลังหมดฤดูการเก็บเกี่ยว เกษตรกรจะทำการตัดแต่งกิ่งกาฝาก กิ่งแห้ง เพื่อให้การติดดอกดีโดยตัดแต่ง 2 ครั้ง หลังเก็บเกี่ยว ครั้งที่ 1 ช่วงเดือนพฤศจิกายน ครั้งที่ 2 ช่วงเดือนกันยายน

การให้น้ำ

ระยะออกดอก หากให้น้ำมากเกินไปทำให้ใบร่วง และระยะออกดอกทำให้ดอกร่วง หากฝนตกเมื่อดอกบานแล้วทำให้ดอกร่วงเช่นกัน ระยะติดผลควรให้น้ำอย่างสม่ำเสมอโดยเฉพาะเดือนมีนาคม ให้น้ำ 3-5 วันต่อครั้ง

เตรียมต้นก่อนออกดอก

เดือนพฤศจิกายน หลังตัดแต่งกิ่งให้รดน้ำ ใส่ปุ๋ย สูตร 8-24-24 อัตรา 2 กิโลกรัมต่อต้น

ระยะออกดอก

เดือนมกราคม พ่นปุ๋ยเกล็ดทางใบ สูตร 0-52-34 อัตรา 0.4 กิโลกรัมต่อไร่ ทุก 15 วัน ใช้น้ำหมักชีวภาพและฮอร์โมนไข่ฉีดเสริม เดือนกุมภาพันธ์ ใส่ปุ๋ยสูตร 15-15-15 อัตรา 2 กิโลกรัมต่อต้น และปุ๋ยสูตร 46-0-0 อัตรา 1 กิโลกรัมต่อต้น

ระยะติดผล

เดือนพฤษภาคม ใส่ปุ๋ยสูตร 16-16-16 อัตรา 2 กิโลกรัมต่อต้น และปุ๋ยสูตร 46-0-0 อัตรา 1 กิโลกรัมต่อต้น เดือนมิถุนายน ใส่ปุ๋ยสูตร 0-0-60 อัตรา 2 กิโลกรัมต่อต้น พ่นปุ๋ยเกล็ดทางใบ สูตร 0-52-34 อัตรา 0.4 กิโลกรัมต่อไร่

การจัดการโรคและแมลง

เดือนมกราคม ฉีดพ่นยาฆ่าแมลง ป้องกันเพลี้ยไฟ หนอนชอนใบ ไรแดง หนอนเจาะดอก ได้แก่ อีไทออน ไซเพอร์เมทริน อิมิดาโคลพริด เดือนเมษายน ฉีดพ่นยาฆ่าแมลง ป้องกันเพลี้ยไฟ หนอนชอนใบ ไรแดง หนอนเจาะดอก ได้แก่ อีไทออน ไซเพอร์เมทริน อิมิดาโคลพริด พ่นยาตามอัตราและคำแนะนำข้างขวด และสลับกลุ่มยาในการพ่น เพื่อป้องกันการดื้อยา ช่วงก่อนการเก็บเกี่ยว 15-30 วัน งดฉีดพ่นสารเคมี

ผลักดันส่งออกส้มโอ

ฉายรังสีไปสหรัฐอเมริกา

เนื่องจากส้มโอไทยคุณภาพมีศักยภาพในการส่งออก ประกอบกับ ปัจจุบันทางประเทศสหรัฐอเมริกาได้ออกกฎระเบียบเพิ่มเติมให้ไทยสามารถส่งออกส้มโอผลสดได้ตั้งแต่วันที่ 10 พฤศจิกายน 2564 ที่ผ่านมา ดังนั้น สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ให้ทุนสนับสนุนแก่ รศ.ดร.พีระศักดิ์ ฉายประสาท แห่งมหาวิทยาลัยนเรศวร และคณะดำเนินโครงการวิจัย เรื่อง “การศึกษาผลของการฉายรังสีต่อคุณภาพหลังการเก็บเกี่ยวมะม่วงมหาชนกและส้มโอเพื่อการส่งออกประเทศสหรัฐอเมริกา”

รศ.ดร.พีระศักดิ์ กล่าวว่า โครงการดังกล่าว ได้รับความร่วมมือจากสถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ สทน. ดำเนินการวัดการกระจายปริมาณรังสีดูดกลืนในบรรจุภัณฑ์ (กล่องที่บรรจุส้มโออยู่ภายใน) โดยมีเจ้าหน้าที่ของหน่วยงาน Animal and Plant Health Inspection Service (APHIS) จากกระทรวงเกษตรของสหรัฐอเมริกา มาร่วมดำเนินการรับรองผลไปเมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม 2566 ที่ผ่านมา ณ ศูนย์ฉายรังสี สถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ เทคโนธานี ตำบลคลองห้า อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี

โครงการดังกล่าวมีเกษตรกรและผู้ประกอบการเข้าร่วม จำนวน 2 ราย ได้แก่ คุณแล โพธิ์วัด แห่งสวนลุงแล และ คุณบุญเกิด มีทวี แห่งศูนย์ส่งออกส้มโอบ้านโพธิ์ประทับช้าง อำเภอโพธิ์ประทับช้าง จังหวัดพิจิตร ซึ่งได้รับการตอบรับที่ดีจากเกษตรกรและผู้ประกอบการเป็นอย่างดี นอกจากนี้ คณะนักวิจัยมีกำหนดการที่จะนำส้มโอฉายรังสีไปจัดแสดงในงาน Natural Products Expo East 2023 ณ เมืองฟิลาเดลเฟีย รัฐเพนซิลเวเนีย ประเทศสหรัฐอเมริกา ในระหว่างวันที่ 20-23 กันยายน 2566 ที่จะถึงนี้ นับเป็นความภาคภูมิใจของนักวิจัยไทย ภายใต้การสนับสนุนจาก วช. ที่สามารถผลักดันให้ผลไม้ไทยได้มาตรฐานเป็นที่ยอมรับและก้าวไกลในตลาดโลก

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...