โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ดอยคำ รุกตลาดสมุนไพร ส่งฟ้าทะลายโจรชิงเค้กหมื่นล้าน

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 15 ธ.ค. 2564 เวลา 11.38 น. • เผยแพร่ 15 ธ.ค. 2564 เวลา 08.14 น.

ดอยคำ รับมือตลาดน้ำผลไม้ขาลง แตกไลน์ธุรกิจลุยตลาดสมุนไพร 1 หมื่นล้าน นำร่องฟ้าทะลายโจรเจาะไทย-CLMV ตั้งเป้าปิดปี’64 ทำรายได้ 1.8 พันล้าน โตดับเบิลดิจิต

วันที่ 15 ธันวาคม 2564 กว่า 5 ปีที่ผ่านมา ตลาดน้ำผลไม้พร้อมดื่ม เผชิญกับภาวะหดตัวอย่างต่อเนื่อง จากมูลค่ากว่า 1 หมื่นล้าน เหลือ 8.6 พันล้าน ในปี 2564 จากปัจจัยการชะลอตัวเศรษฐกิจ และพฤติกรรมผู้บริโภคที่มองว่าน้ำผลไม้เป็นเครื่องดื่มที่ให้น้ำตาลสูง ไม่ตอบโจทย์ในด้านความเฮลตี้ ดังนั้น “ดอยคำ” หนึ่งในผู้เล่นตลาดน้ำผลไม้จึงปรับกลยุทธ์ แตกไลน์สู่ตลาดสมุนไพร เสริมแกร่งธุรกิจ อุดรอยรั่วน้ำผลไม้ที่มีแนวโน้มอยู่ในช่วงขาลงต่อเนื่อง

นายพิพัฒพงศ์ อิศรเสนา ณ อยุธยา กรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ดอยคำผลิตภัณฑ์อาหาร จำกัด ผู้ดำเนินธุรกิจน้ำผลไม้พร้อมดื่มแบรนด์ดอยคำ เปิดเผยว่า ภาพรวมดอยคำในปี 2564 มีการปรับแผนรอบด้าน หลังจากช่วงครึ่งปีแรกตลาดน้ำผลไม้ซบเซาจนยอดขายลดลงราว 10% ไม่เป็นไปตามเป้าหมาย

ทว่าในช่วงครึ่งท้ายปีได้ทำยุทธศาสตร์ใหม่ เน้นการเคลื่อนตัวเข้าหากลุ่มผู้บริโภคยุคใหม่ ไม่ว่าจะเป็นช่องทางออนไลน์ การสื่อสารการตลาดในรูปแบบผสมผสานระหว่างสื่อเก่าและสื่อใหม่ ทำให้ยอดขายตั้งแต่เดือน ก.ค. เป็นต้นมา เริ่มปรับตัวดีขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มโปรดักต์ฮีโร่ อาทิ น้ำมะเขือเทศ น้ำผึ้ง ที่เติบโตในระดับดับเบิลดิจิต สวนทางกับภาพรวมตลาดที่ยังคงหดตัวลง

อย่างไรก็ดี เพื่อสร้างการเติบโต ดอยคำได้เริ่มแตกไลน์มาสู่สินค้าสมุนไพรไทยมากขึ้น โดยล่าสุดได้ทำซอฟต์ลอนช์ผลิตภัณฑ์ยาฟ้าทะลายโจรในรูปแบบสารสกัด ชูจุดเด่นปริมาณสารแอนโดรกราไฟไลต์ 20 มก. มีให้เลือก 2 ขนาด ได้แก่ ขนาดบรรจุ 10 แคปซูล ราคา 79 บาท เน้นความสะดวกพกพาง่าย และขนาดบรรจุ 50 แคปซูล ราคา 390 บาท สำหรับกลุ่มครอบครัว นำร่องตีตลาด สอดรับเทรนด์การหันมาบริโภคสมุนไพรในผู้บริโภค ซึ่งมีตัวแปรสำคัญจากการแพร่ระบาดโควิด

“ปัจจุบันผู้บริโภคใส่ใจสุขภาพมากขึ้น สะท้อนจากสินค้าตัวใดเป็นผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพจะมีดีมานด์ขยับตัวขึ้นสูง ขณะที่ดอยคำเป็นที่มุ่งเน้นธรรมชาติสูง สังเกตได้จากน้ำผลไม้ของเรา จะมีรสชาติใกล้เคียงธรรมชาติ ไม่ใส่น้ำตาล ให้ความหวานด้วยผลไม้ชนิดนั้น ๆ เอง และทางที่ดอยคำจะไปมากขึ้นในอนาคต คือ การเพิ่มพอร์ตฯ สมุนไพรไทยพื้นถิ่น จากปัจจุบันโฟกัสน้ำผลไม้มากกว่า”

ส่วนช่องทางการขายจะเริ่มจากการขายในช่องทางออนไลน์และหน้าร้านดอยคำเป็นหลัก ก่อนจะขยายช่องทางการจัดจำหน่ายไปยังเทรดิชั่นนอลเทรด อาทิ ร้านค้าปลีก และระยะต่อไปจะไปสู่ร้านขายยา เพื่อกระจายไปทั่วประเทศไทย และอนาคตจะตีตลาด CLMV ต่อไป

ด้านนายทวีศักดิ์ เลาหวิโรจน์ รองผู้จัดการใหญ่ ด้านนวัตกรรมและการผลิต บริษัท ดอยคำผลิตภัณฑ์อาหาร จำกัด กล่าวว่า หลังจากทดลองตลาดสมุนไพรและฟ้าทะลายโจรได้รับผลตอบรับดี ดอยคำมีแผนส่งเสริมเกษตรกรปลูกฟ้าทะลายโจรมากขึ้นในรูปแบบพืชหมุนเวียน โดยจะเริ่มพื้นที่ อ.ฝาง จ.เชียงใหม่, อ.แม่จัน จ.เชียงราย และ อ.เต่างอย จ.สกลนคร ก่อนราว 200-300 ไร่

พร้อมกันนี้ ยังเตรียมต่อยอดด้านนวัตกรรม ผ่านการพัฒนาสายพันธุ์ฟ้าทะลายโจรเป็นของตนเองขึ้น ที่ให้สารแอนโดรกราไฟไลต์สูงขึ้นเฉลี่ยต้นละ 2.4% และจะเริ่มกระจายให้แก่เกษตรกรปลูกในอนาคต ซึ่งคาดว่าจะเห็นภาพชัดเจนได้ราวปี 2565

นายทวีศักดิ์ กล่าวต่อไปว่า สำหรับพอร์ตฯ สมุนไพรของดอยคำ มีการพัฒนามาหลายปี ปัจจุบันดอยคำมี 3 กลุ่มหลัก ได้แก่ 1.เครื่องดื่ม : น้ำเก๊กฮวย 2.สารสกัดเข้มข้น : ตรีผลาสกัดเข้มข้น และ 3.ผงชงดื่ม : ขิงผงสำเร็จรูป หลัก ๆ จะปรับปรุงรสชาติให้ดื่มง่าย รวมถึงการนำสมุนไพรเข้าผสมกับสินค้าอื่น ๆ เช่น น้ำผึ้งผสมขิง เป็นต้น

นางชนันนัทธ์ พลปัถพี รองผู้จัดการใหญ่ ด้านขายและการตลาด บริษัท ดอยคำผลิตภัณฑ์อาหาร จำกัด เปิดเผยว่า ปัจจุบันสัดส่วนรายได้ของดอยคำแบ่งเป็น น้ำผลไม้ 40% น้ำผึ้ง 25% สมุนไพร 10% และอื่น ๆ 25% ซึ่งในปี 2565 ตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนสมุนไพรไว้ที่ดับเบิลดิจิต ขณะที่ธุรกิจหลักน้ำผลไม้ มั่นหมายไว้ที่การขึ้นเป็นเบอร์ 1 ของตลาดให้ได้

โดยกลยุทธ์การตลาดจะเน้นสื่อสารแบรนด์ในรูปแบบการเข้าสู่นิวมีเดียมากขึ้น เพื่อเจาะกลุ่มคนรุ่นใหม่ เช่น เจน Z, เจน Y ขณะเดียวกันก็จะใช้สื่อเทรดิชั่นนอลเพื่อจับกลุ่มเจเนอเรชั่นอื่น ๆ เช่น เจน X เจนมิลเลนเนียล รวมไปถึงการใช้เทคโนโลยีเอไอ เออาร์มาร์เก็ตติ้ง วิเคราะห์พฤติกรรมผู้บริโภคเชิงลึก และทำคอนเทนต์ตรงใจผู้บริโภค คงความสดใหม่ของแบรนด์ให้ดูสดใสและมีความร่วมสมัยมากขึ้น โดยในปี 2564 ตั้งเป้ารายได้ปิดปีอยู่ที่ 1,850 ล้านบาท จากปี 63 อยู่ที่ 1,577 ล้านบาท

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...