โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

รีแคปแวดวง 'สาธารณสุข-แรงงาน' รอบปี2568

MATICHON ONLINE

อัพเดต 29 ธ.ค. 2568 เวลา 09.57 น. • เผยแพร่ 30 ธ.ค. 2568 เวลา 05.00 น.

หมายเหตุ – ‘มติชน’ รวบรวมข่าวเด่น วงการสาธารณสุข แรงงาน ในรอบปี 2568 ซึ่งมีเหตุการณ์สำคัญ ที่ส่งผลกระทบต่อบุคลากรทางการแพทย์ ประชาชน และผู้ใช้แรงงาน เกิดขึ้นจำนวนมาก

วงการแพทย์

หมออินเทิร์นบึงกาฬแห่ลาออก

ปรากฎการณ์นักเรียนแพทย์หลักสูตรแพทยศาสตร์ชั้นปีที่ 1 หรือ หมออินเทิร์น 1 ในโรงพยาบาลบึงกาฬ 8 คน พร้อมใจกันยื่นใบลาออกจากการทำงานใช้ทุน สร้างความฮือฮาในแวดวงแพทย์อย่างมาก เป็นภาพสะท้อนการทำงานของแพทย์โรงพยาบาลรัฐที่หนักและค่าตอบแทนน้อยกว่าการเป็นแพทย์ในภาคเอกชนได้อย่างชัดเจน กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ออกมายอมรับปัญหาที่เกิดขึ้น พร้อมระบุว่าปัจจัยการลาออกหลัก ไม่ได้เกิดขึ้นเพราะงานหนัก-เงินน้อย แต่เกิดจากการที่นักศึกษาแพทย์จากกลุ่มสถาบันแพทยศาสตร์แห่งประเทศไทย (กสพท.) ที่ใช้ชีวิตเติบโตมาในเมืองใหญ่ กลับต้องไปทำงานไกลบ้าน

ข้อมูลการ “ลาออก” ของแพทย์ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา มีการบรรจุแพทย์ราวๆ 19,000 คนต่อปี จำนวนนี้ลาออกประมาณปีละ 455 คน ขณะที่มีแพทย์ที่เกษียณอายุปีละ 150-200 คน นั่นหมายถึง จะมีแพทย์ออกจากระบบปีละ 655 คน ถือว่าเป็นจำนวนที่ไม่น้อยเลยทีเดียว เพราะตัวเลขนี้ส่งผลให้ไทยมีสัดส่วนแพทย์ต่อประชากร 1 ต่อ 2,000 คน ขณะที่มาตรฐานขององค์การอนามัยโลก (WHO) อยู่ที่ 1 ต่อ 1,000 คน ซึ่ง นายสมศักดิ์ เทพสุทิน ที่ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขในขณะนั้น ได้เสนอไอเดียการเปิดรับนักศึกษาแพทย์จากมหาวิทยาลัยเอกชน เข้ามาเติมในระบบราชการ แต่ดูเหมือนว่ายังเกาไม่ถูกที่คัน จนปัจจุบันปัญหาแพทย์ขาดแคลนยังเป็นโจทย์สำคัญที่รอให้รัฐมนตรีสาธารณสุขท่านใหม่เข้ามารับไม้ต่อ

จาก ‘ซอยจุ๊’ สู่ ‘แอนแทรกซ์’

ช่วงปีที่ผ่านมา ประชาชนชาวมุกดาหารและใกล้เคียง ต่างพากันผวากับ ‘โรคแอนแทรกซ์’ ที่มีจุดเริ่มต้นมาจากวงชำแหละเนื้อวัวของงานเลี้ยงแห่งหนึ่งใน อ.ดอนตาล จ.มุกดาหาร โดยพบว่าไม่นานหลังจากการสัมผัสวัวต้องสงสัย ชาวบ้านที่ร่วมวง เริ่มล้มป่วยถึงขั้นเสียชีวิต ซึ่ง นพ.ณรงค์ จันทร์แก้ว นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดมุกดาหาร (นพ.สสจ.) ได้ออกประกาศเฝ้าระวังโรคระบาดชนิดโรคแอนแทรกซ์ ยาวนานถึง 30 วัน ตามระยะเวลาฟักตัวของโรค ท้ายที่สุดมีการสรุปข้อมูลผู้เสียชีวิต 1 คน พบผู้ป่วยรวม 4 คน และผู้สัมผัสเชื้อแอนแทรกซ์ 636 คน

มีการคาดการณ์ว่าการแพร่กระจายของเชื้อแอนแทรกซ์ อาจมีต้นตอมาจากการชำแหละเนื้อวัวที่ไม่ทราบที่มา โดยเชื้อแอนแทรกซ์สามารถเข้าสู่ร่างกายมนุษย์ได้โดยการสูบดม การสัมผัสเนื้อวัวป่วย แต่ยังโชคดีที่โรคแอนแทรกซ์ ยังเป็นการติดเชื้อไวรัสจากสัตว์สู่คนเท่านั้น ยังไม่มีรายงานการติดเชื้อจากคนสู่คน แต่ผลกระทบที่มาพร้อมกับโรคระบาดแอนแทรกซ์ มีทั้งเชิงบวกและลบ นัยหนึ่งเป็นการสร้างความตระหนักรู้ด้านสุขภาพให้ประชาชน ลดการบริโภคเนื้อดิบ หันมาปรุงสุกทุกเมนู อีกด้านหนึ่งได้เกิดผลกระทบด้านความเชื่อมั่นของผู้ค้าเนื้อวัว ยอดขายลดลงกว่า 90% เป็นการตอกย้ำว่าผลกระทบทางสุขภาพ มักเป็นจุดเริ่มต้นของห่วงโซ่ระบบเศรษฐกิจของประเทศอย่างแท้จริง

เรื้อรัง ‘กัญชา’

ตลอดปี 2568 “กัญชา” ยังคงเป็นประเด็นเรื้อรังในแวดวงสาธารณสุขและนโยบายรัฐ แม้ประเทศไทยจะปลดล็อกกัญชาออกจากบัญชียาเสพติดตั้งแต่ปี 2565 แต่จนถึงวันนี้ การจัดระเบียบการใช้กัญชาเพื่อการแพทย์และเชิงพาณิชย์ยังคงสะดุด โดยเฉพาะความล่าช้าในการออกกฎหมายลูกและพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) กัญชา กัญชง ที่ถูกเลื่อนพิจารณาหลายครั้ง ส่งผลให้เกิด “สุญญากาศทางกฎหมาย” เปิดช่องให้การใช้กัญชาในเชิงสันทนาการแพร่หลายเกินกรอบควบคุม จึงนำมาสู่การออกประกาศกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก ระบุให้ผู้ซื้อกัญชาจะต้องมีใบสั่งจ่ายยาจากแพทย์ หรือที่เรียกว่า ภ.ท.33 ซึ่งมอบอำนาจให้แพทย์ 6 วิชาชีพและหมอพื้นบ้าน สั่งจ่ายช่อดอกกัญชาให้แก่ผู้ป่วยตามอาการ จากนั้น สามารถถือสั่งยาไปหาซื้อกัญชาได้ตามร้านจำหน่ายที่ได้รับอนุญาตไปก่อนหน้านี้

อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันมีกฎหมายที่ยังรอความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี กฎกระทรวงสาธารณสุขว่าด้วยร้านจำหน่ายสมุนไพรควบคุมที่ระบุชัดเจนว่า การจะจำหน่ายกัญชาได้ นอกจากจะเป็นร้านที่ได้รับอนุญาตแล้ว ยังต้องมีแพทย์นั่งประจำร้าน คล้ายเป็นสถานพยาบาลแห่งหนึ่ง ซึ่งแน่นอนว่า ได้รับเสียงคัดค้านจากผู้ประกอบการอย่างมาก เพราะต่างต้องเผชิญความไม่แน่นอนจากนโยบายที่แกว่งตัว การส่งสัญญาณ “คุมเข้ม” เป็นระยะ ทำให้หลายธุรกิจชะลอการลงทุน ท่ามกลางความกังวลว่าหากกฎหมายใหม่ออกมาในทิศทางจำกัดมากเกินไป

ปรากฏการณ์กัญชาในปี 2568 จึงไม่ใช่เพียงประเด็นสุขภาพหรือเศรษฐกิจ แต่สะท้อนปัญหาการกำหนดนโยบายสาธารณะที่ขาดความต่อเนื่องและฉันทามติร่วมของสังคม จนกลายเป็น “ปมเรื้อรัง” ที่ถ่วงทั้งระบบสาธารณสุข ความเชื่อมั่นของประชาชน และทิศทางการพัฒนาประเทศ ซึ่งยังคงเป็นโจทย์ใหญ่ที่รัฐมนตรีสาธารณสุขคนใหม่ต้องเร่งหาคำตอบให้ชัดเจนในปีถัดไป

ศึกบัตรทองปะทะคู่สัญญา ‘รพ.มงกุฏวัฒนะ’

อีกหนึ่งประเด็นร้อนในรอบปี 2568 ที่สะท้อนแรงปะทะในระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า คือกรณีความขัดแย้งระหว่าง สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) กับโรงพยาบาลมงกุฎวัฒนะ คู่สัญญารายใหญ่ของระบบบัตรทอง ซึ่งปะทุขึ้นจากข้อพิพาทด้านการเบิกจ่าย ค่ารักษาพยาบาล และแนวทางกำกับคุณภาพบริการ จนลุกลามกลายเป็นประเด็นสาธารณะ ด้วยจำนวนเงินที่ สปสช. ติดค้างเป็นหนี้โรงพยาบาลถึงร้อยล้านบาท จนทำให้ นพ.เหรียญทอง แน่นหนา ผู้อำนวยการโรงพยาบาลมงกุฎวัฒนะ ปรากฏตัวเข้าร่วมรับฟังการแถลงข่าวด้วยตนเอง ท่ามกลางสื่อมวลชนจำนวนมาก กลายเป็นซีนที่สะท้อนความตึงเครียดเชิงสัญลักษณ์ระหว่างผู้กำกับนโยบายกับผู้ให้บริการในระบบบัตรทองได้อย่างชัดเจน

แม้ว่าที่ผ่านมา สปสช. กับสถานพยาบาลคู่สัญญาทั้งภาครัฐและเอกชน เสมือนลิ้นกับฟัน ปัญหาใหญ่ยังคงเป็นเรื่องการเบิกจ่ายงบประมาณที่ต่างมีเหตุและผลของตัวเอง ในด้านผู้บริหารกองทุนบัตรทอง มักจะยกเรื่องข้อจำกัดทางงบประมาณ ระบบตรวจสอบที่ต้องละเอียดยิบทำให้เบิกจ่ายล่าช้า ในด้านของผู้ให้บริการ ต่างมีต้นทุนที่ต้องแบกรับ นี่จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่โรงพยาบาลรัฐ ประสบปัญหาติดลบจากการให้บริการทางการแพทย์ หรือ ภาคเอกชนต่างถอดใจเริ่มทยอยถอนตัวออกจากระบบบัตรทอง

ปี 2569 เป็นอีกหนึ่งปีที่ สปสช. ได้รับงบประมาณจากรัฐเพิ่มขึ้น โดยได้รับจัดสรรมากกว่า 2.65 แสนล้านบาท จึงเป็นที่จับตามองว่า ปี2569 สปสช. จะต่อสู้และแก้ปัญหาภายใต้งบประมาณที่เพิ่มขึ้นมาเล็กน้อยนี้อย่างไร

ปลดล็อกเวลาดริงก์-กม.น้ำเมาฉบับใหม่

ปลายปี 2568 แวดวงสาธารณสุขและนโยบายสังคมจับตาการประกาศใช้พ.ร.บ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2568 ซึ่งถือเป็นการปรับกรอบกฎหมายครั้งสำคัญ หลังจากใช้กฎหมายฉบับเดิมมานานกว่าทศวรรษ หนึ่งในสาระที่ถูกพูดถึงมากที่สุด คือการ “ปลดล็อกเวลาจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์” ในบางพื้นที่และบางช่วงเวลา โดยรัฐบาลกำหนดให้มีการ ทดลองมาตรการเป็นเวลา 6 เดือนแรกของปี 2569 เพื่อประเมินผลกระทบก่อนตัดสินใจเดินหน้าหรือทบทวนแนวทางอีกครั้ง แนวทางนี้มีทั้งผู้สนับสนุนและคัดค้าน ในด้านธุรกิจมองถึงการกระตุ้นเศรษฐกิจ แถมรัฐยังได้รายได้ภาษีสรรพสามิตเพิ่มขึ้น ซึ่งถูกหยิบยกมาเป็นเหตุผลสนับสนุนหลักของนโยบายนี้ อีกมุมหนึ่งในด้านสุขภาพ ได้ตั้งคำถามถึง “ต้นทุนที่มองไม่เห็น” จากการขยายเวลาการดื่ม ทั้งอุบัติเหตุบนท้องถนน ความรุนแรงในครอบครัว และปัญหาสุขภาพเรื้อรัง

การทดลองปลดล็อกเวลาดริงก์ในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2569 จึงถูกมองว่าเป็น “บททดสอบสำคัญ” ของรัฐ ว่าจะสามารถชั่งน้ำหนักระหว่างผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจกับความปลอดภัยของประชาชนได้มากน้อยเพียงใด หากการประเมินผลไม่รอบด้าน หรือมองเฉพาะตัวเลขรายได้ โดยละเลยยอดอุบัติเหตุและผลกระทบด้านสุขภาพ นโยบายที่ตั้งใจจะกระตุ้นเศรษฐกิจ อาจกลายเป็นภาระระยะยาวของสังคมไทยในอนาคต

วงการแรงงาน

แฉลากไส้’ประกันสังคม’

แวดวงกระทรวงแรงงานร้อนระอุจากประเด็นความไม่โปร่งใสของสำนักงานประกันสังคม (สปส.) หลัง “ทีมประกันสังคมก้าวหน้า” ออกมาเปิดโปงข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับการบริหารจัดการกองทุน จนกลายเป็นแรงสั่นสะเทือนทางการเมืองและการบริหารในกระทรวงแรงงานตลอดทั้งปี

จุดเริ่มต้นของความวุ่นวายอยู่ที่การตั้งคำถามต่อการลงทุนและการเช่าพื้นที่สำนักงานในอาคาร SKYY9 ซึ่งถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่า มีมูลค่าสูง ไม่คุ้มค่า และขาดความโปร่งใสในการตัดสินใจ

แรงสั่นสะเทือนจากกรณีนี้ไม่ได้หยุดอยู่แค่ระดับสำนักงานประกันสังคม แต่ลุกลามไปถึงโครงสร้างการบริหารกระทรวงแรงงาน เมื่อเกิดการโยกย้ายและ “เด้ง” ข้าราชการระดับสูง รวมถึง นายบุญสงค์ ทัพชัยยุทธ์ ปลัดกระทรวงแรงงานในขณะนั้น ท่ามกลางกระแสวิจารณ์ถึงบทบาทการกำกับดูแลหน่วยงานในสังกัด แม้ฝ่ายการเมืองจะชี้แจงว่าเป็นการปรับตำแหน่งตามความเหมาะสม แต่ในสายตาสาธารณะ เหตุการณ์ดังกล่าวถูกมองว่าเป็นผลพวงโดยตรงจากแรงกดดันทางสังคม

นอกจากนี้ ประเด็นเรื่อง “ปฏิทินประกันสังคม” และกิจกรรมประชาสัมพันธ์ที่ใช้งบประมาณจำนวนมาก ก็ถูกหยิบยกขึ้นมาตรวจสอบควบคู่กัน ตอกย้ำภาพปัญหาการใช้จ่ายที่ไม่สอดคล้องกับภารกิจหลักในการดูแลสิทธิผู้ประกันตน

ท่ามกลางความปั่นป่วน การเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคมชุดใหม่ในปี 2568 ถูกจับตาอย่างใกล้ชิด ในฐานะกลไกสำคัญในการฟื้นความเชื่อมั่นและปฏิรูปการบริหารกองทุนที่มีเงินสะสมมหาศาล เหตุการณ์ทั้งหมดจึงไม่ใช่เพียงดราม่ารายปี แต่เป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้ “ประกันสังคม” กลายเป็นวาระสาธารณะอย่างเต็มรูปแบบ และยังทิ้งคำถามสำคัญถึงอนาคตความโปร่งใสของกองทุนแรงงานที่ใหญ่ที่สุดของประเทศ

สูตรบำนาญCARE

อีกหนึ่งประเด็นสำคัญในแวดวงกระทรวงแรงงานปี 2568 คือการผลักดัน “สูตรบำนาญ CARE” ซึ่งสำนักงานประกันสังคมเตรียมปรับใช้เป็นแนวทางใหม่ในการคำนวณเงินบำนาญชราภาพ เพื่อแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำที่สะสมมานานในระบบเดิม และคาดว่าจะเริ่มบังคับใช้ได้ในปี 2569 ที่จากเดิมสูตรคำนวณบำนาญของประกันสังคมอิงจาก “ค่าจ้างเฉลี่ยช่วงท้าย” ของการทำงาน ส่งผลให้ผู้ประกันตนที่มีฐานเงินเดือนสูงในช่วงปลายอายุการทำงาน ได้รับบำนาญมากกว่าผู้ที่มีรายได้ผันผวนหรือหยุดส่งเงินสมทบเป็นช่วงๆ แม้จะส่งเงินเข้ากองทุนรวมกันเป็นเวลานานใกล้เคียงกัน ปัญหานี้ถูกวิจารณ์ว่าไม่สะท้อนความเป็นธรรมของการออมตลอดช่วงชีวิตแรงงาน ซึ่งการคำนวณบำนาญ

สูตร CARE (Career Average Revalued Earnings) จึงถูกเสนอเป็นทางออก โดยเปลี่ยนมาคำนวณบำนาญจาก “รายได้เฉลี่ยตลอดช่วงการทำงาน” ที่มีการปรับมูลค่าเงินตามสภาวะเศรษฐกิจ วิธีการนี้มีเป้าหมายให้ผู้ประกันตนทุกกลุ่มได้รับผลตอบแทนที่สอดคล้องกับเงินสมทบที่จ่ายเข้าระบบจริง

นอกจากนี้ สูตร CARE จะช่วยสร้างความยั่งยืนและความโปร่งใสให้กองทุนประกันสังคมในระยะยาว ขณะที่แรงงานรุ่นใหม่จะเห็นภาพความคุ้มค่าในการส่งเงินสมทบมากขึ้น โดยสำนักงานประกันสังคมจึงยืนยันว่า การใช้สูตร CARE คำนึงถึงความเป็นธรรมและไม่กระทบสิทธิเดิม “ไม่มีใครได้เงินน้อยลง” ขณะที่การเดินหน้าในปี 2569 ถูกมองว่าเป็นอีกบททดสอบสำคัญของการปฏิรูประบบประกันสังคม เพื่อให้กองทุนแรงงานขนาดใหญ่ของประเทศตอบโจทย์ความเป็นธรรมได้จริงในระยะยาว

เพิ่มสิทธิ-ยกระดับชีวิตแรงงาน

ปี 2568 นับเป็นอีกหนึ่งปีที่ผู้ใช้แรงงานได้รับการขยายความคุ้มครองและสวัสดิการมากขึ้น ทั้งจากการปรับปรุงสิทธิประโยชน์ในระบบประกันสังคม และการประกาศใช้พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน (ฉบับที่ 9) พ.ศ.2568 สะท้อนทิศทางนโยบายแรงงานที่พยายามยกระดับคุณภาพชีวิตแรงงานให้สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจและสังคมที่เปลี่ยนไป

ในส่วนของประกันสังคม มีการขยายและปรับปรุงสิทธิประโยชน์หลายด้าน โดยเฉพาะสิทธิด้านการทันตกรรม ที่ให้ผู้ประกันตนใช้บริการโรงพยาบาลรัฐได้โดยไม่จำกัดวงเงิน เงินทดแทนกรณีเจ็บป่วย คลอดบุตรเป็น 1,000 บาทต่อเดือน และเงินทดแทนกรณีว่างงานจากการถูกเลิกจ้างเพิ่มขึ้นเป็น 60%

ขณะเดียวกัน การประกาศใช้ พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน (ฉบับที่ 9) พ.ศ.2568 ถือเป็นก้าวสำคัญในการปรับปรุงสิทธิแรงงานในสถานประกอบการ โดยมีสาระสำคัญ เช่น การเพิ่มความคุ้มครองด้านวันลา การลาคลอดและดูแลบุตรเพิ่มเป็น 120 วัน การคุ้มครองลูกจ้างหญิงและแรงงานเปราะบาง ตลอดจนการปรับบทลงโทษนายจ้างที่ฝ่าฝืนกฎหมายให้เหมาะสมกับสภาพปัจจุบัน กฎหมายฉบับนี้ยังมุ่งลดช่องว่างระหว่างลูกจ้างในระบบและนอกระบบ ให้ได้รับความคุ้มครองมากขึ้น

แม้มาตรการต่างๆ จะช่วยยกระดับสวัสดิการแรงงาน แต่ในทางปฏิบัติยังมีความท้าทาย ทั้งการบังคับใช้กฎหมายให้มีประสิทธิภาพ และการทำให้ผู้ใช้แรงงานรับรู้สิทธิของตนเองอย่างทั่วถึง ปี 2568 จึงเป็นปีแห่งการ “วางรากฐาน” ด้านสวัสดิการแรงงาน ที่ยังต้องติดตามผลต่อเนื่องในปีถัดไปว่าจะเปลี่ยนเป็นคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นได้จริงเพียงใด

ส่งออก-นำเข้าแรงงาน

ตลอดปี 2568 ประเด็นการเคลื่อนย้ายแรงงานทั้งขาออกและขาเข้า ยังคงเป็นโจทย์สำคัญของกระทรวงแรงงาน ท่ามกลางความผันผวนทางเศรษฐกิจและสถานการณ์ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ กระทรวงแรงงานยังคงผลักดันการจัดส่งแรงงานผ่านระบบรัฐต่อรัฐอย่างต่อเนื่อง โดยประเทศปลายทางหลัก ได้แก่ ไต้หวัน เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น และตะวันออกกลาง ซึ่งเป็นตลาดแรงงานที่มีค่าจ้างสูงกว่าในประเทศ แรงงานไทยส่วนใหญ่กระจุกตัวในภาคการผลิต ก่อสร้าง เกษตร และบริการ รายได้จากแรงงานไทยในต่างประเทศยังคงเป็นแหล่งเงินโอนกลับประเทศที่มีนัยสำคัญต่อเศรษฐกิจครัวเรือน แม้จะมีความกังวลเรื่องต้นทุนการเดินทาง การหลอกลวงนายหน้าเถื่อน และการคุ้มครองสิทธิแรงงานในบางประเทศปลายทาง

ขณะเดียวกัน ประเทศไทยยังคงพึ่งพาแรงงานต่างด้าวจำนวนมาก โดยเฉพาะแรงงานจากเมียนมา ลาว และกัมพูชา ในภาคก่อสร้าง เกษตร อุตสาหกรรมแปรรูป และบริการ ซึ่งเป็นแรงงานสำคัญที่ตลาดแรงงานไทยขาดไม่ได้ อย่างไรก็ตาม ในปี 2568 เกิดความตึงเครียดจากประเด็นความขัดแย้งไทย–กัมพูชา ทั้งในมิติการเมืองและชายแดน ส่งผลให้กระบวนการนำเข้าแรงงานกัมพูชาชะลอตัว เกิดความไม่แน่นอนต่อภาคธุรกิจที่พึ่งพาแรงงานกลุ่มนี้

ภาครัฐต้องเร่งเจรจาและบริหารจัดการแรงงานข้ามชาติอย่างระมัดระวัง ทั้งการต่ออายุใบอนุญาตทำงาน การผ่อนผันแรงงานที่อยู่ในประเทศ และการกระจายแรงงานจากประเทศเพื่อนบ้านอื่นมาทดแทนชั่วคราว หรือการจ้างงานผู้ลี้ภัยในศูนย์อพยพ เพื่อไม่ให้เกิดแรงกระแทกต่อระบบเศรษฐกิจ ภาพรวมแรงงานโจทย์ที่ท้าทายในปี 2569 ด้านแรงงานยังเป็นอีกหนึ่งการบ้านที่รอผู้นำคนใหม่ที่จะเข้ามารับตำแหน่ง “รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน” คนต่อไป

ภาพรวมตลอดปี 2568 สะท้อนชัดว่า ทั้งระบบสาธารณสุขและแรงงานกำลังเผชิญโจทย์เชิงโครงสร้าง ที่ไม่อาจแก้ได้ด้วยมาตรการเฉพาะหน้า

ปี 2569 จึงไม่ใช่แค่ปีของนโยบายใหม่ แต่เป็นบททดสอบความกล้าตัดสินใจของรัฐ ในการปฏิรูปเพื่อความยั่งยืนอย่างแท้จริง

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : รีแคปแวดวง ‘สาธารณสุข-แรงงาน’ รอบปี2568

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...