รีแคปแวดวง 'สาธารณสุข-แรงงาน' รอบปี2568
หมายเหตุ – ‘มติชน’ รวบรวมข่าวเด่น วงการสาธารณสุข แรงงาน ในรอบปี 2568 ซึ่งมีเหตุการณ์สำคัญ ที่ส่งผลกระทบต่อบุคลากรทางการแพทย์ ประชาชน และผู้ใช้แรงงาน เกิดขึ้นจำนวนมาก
วงการแพทย์
หมออินเทิร์นบึงกาฬแห่ลาออก
ปรากฎการณ์นักเรียนแพทย์หลักสูตรแพทยศาสตร์ชั้นปีที่ 1 หรือ หมออินเทิร์น 1 ในโรงพยาบาลบึงกาฬ 8 คน พร้อมใจกันยื่นใบลาออกจากการทำงานใช้ทุน สร้างความฮือฮาในแวดวงแพทย์อย่างมาก เป็นภาพสะท้อนการทำงานของแพทย์โรงพยาบาลรัฐที่หนักและค่าตอบแทนน้อยกว่าการเป็นแพทย์ในภาคเอกชนได้อย่างชัดเจน กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ออกมายอมรับปัญหาที่เกิดขึ้น พร้อมระบุว่าปัจจัยการลาออกหลัก ไม่ได้เกิดขึ้นเพราะงานหนัก-เงินน้อย แต่เกิดจากการที่นักศึกษาแพทย์จากกลุ่มสถาบันแพทยศาสตร์แห่งประเทศไทย (กสพท.) ที่ใช้ชีวิตเติบโตมาในเมืองใหญ่ กลับต้องไปทำงานไกลบ้าน
ข้อมูลการ “ลาออก” ของแพทย์ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา มีการบรรจุแพทย์ราวๆ 19,000 คนต่อปี จำนวนนี้ลาออกประมาณปีละ 455 คน ขณะที่มีแพทย์ที่เกษียณอายุปีละ 150-200 คน นั่นหมายถึง จะมีแพทย์ออกจากระบบปีละ 655 คน ถือว่าเป็นจำนวนที่ไม่น้อยเลยทีเดียว เพราะตัวเลขนี้ส่งผลให้ไทยมีสัดส่วนแพทย์ต่อประชากร 1 ต่อ 2,000 คน ขณะที่มาตรฐานขององค์การอนามัยโลก (WHO) อยู่ที่ 1 ต่อ 1,000 คน ซึ่ง นายสมศักดิ์ เทพสุทิน ที่ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขในขณะนั้น ได้เสนอไอเดียการเปิดรับนักศึกษาแพทย์จากมหาวิทยาลัยเอกชน เข้ามาเติมในระบบราชการ แต่ดูเหมือนว่ายังเกาไม่ถูกที่คัน จนปัจจุบันปัญหาแพทย์ขาดแคลนยังเป็นโจทย์สำคัญที่รอให้รัฐมนตรีสาธารณสุขท่านใหม่เข้ามารับไม้ต่อ
จาก ‘ซอยจุ๊’ สู่ ‘แอนแทรกซ์’
ช่วงปีที่ผ่านมา ประชาชนชาวมุกดาหารและใกล้เคียง ต่างพากันผวากับ ‘โรคแอนแทรกซ์’ ที่มีจุดเริ่มต้นมาจากวงชำแหละเนื้อวัวของงานเลี้ยงแห่งหนึ่งใน อ.ดอนตาล จ.มุกดาหาร โดยพบว่าไม่นานหลังจากการสัมผัสวัวต้องสงสัย ชาวบ้านที่ร่วมวง เริ่มล้มป่วยถึงขั้นเสียชีวิต ซึ่ง นพ.ณรงค์ จันทร์แก้ว นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดมุกดาหาร (นพ.สสจ.) ได้ออกประกาศเฝ้าระวังโรคระบาดชนิดโรคแอนแทรกซ์ ยาวนานถึง 30 วัน ตามระยะเวลาฟักตัวของโรค ท้ายที่สุดมีการสรุปข้อมูลผู้เสียชีวิต 1 คน พบผู้ป่วยรวม 4 คน และผู้สัมผัสเชื้อแอนแทรกซ์ 636 คน
มีการคาดการณ์ว่าการแพร่กระจายของเชื้อแอนแทรกซ์ อาจมีต้นตอมาจากการชำแหละเนื้อวัวที่ไม่ทราบที่มา โดยเชื้อแอนแทรกซ์สามารถเข้าสู่ร่างกายมนุษย์ได้โดยการสูบดม การสัมผัสเนื้อวัวป่วย แต่ยังโชคดีที่โรคแอนแทรกซ์ ยังเป็นการติดเชื้อไวรัสจากสัตว์สู่คนเท่านั้น ยังไม่มีรายงานการติดเชื้อจากคนสู่คน แต่ผลกระทบที่มาพร้อมกับโรคระบาดแอนแทรกซ์ มีทั้งเชิงบวกและลบ นัยหนึ่งเป็นการสร้างความตระหนักรู้ด้านสุขภาพให้ประชาชน ลดการบริโภคเนื้อดิบ หันมาปรุงสุกทุกเมนู อีกด้านหนึ่งได้เกิดผลกระทบด้านความเชื่อมั่นของผู้ค้าเนื้อวัว ยอดขายลดลงกว่า 90% เป็นการตอกย้ำว่าผลกระทบทางสุขภาพ มักเป็นจุดเริ่มต้นของห่วงโซ่ระบบเศรษฐกิจของประเทศอย่างแท้จริง
เรื้อรัง ‘กัญชา’
ตลอดปี 2568 “กัญชา” ยังคงเป็นประเด็นเรื้อรังในแวดวงสาธารณสุขและนโยบายรัฐ แม้ประเทศไทยจะปลดล็อกกัญชาออกจากบัญชียาเสพติดตั้งแต่ปี 2565 แต่จนถึงวันนี้ การจัดระเบียบการใช้กัญชาเพื่อการแพทย์และเชิงพาณิชย์ยังคงสะดุด โดยเฉพาะความล่าช้าในการออกกฎหมายลูกและพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) กัญชา กัญชง ที่ถูกเลื่อนพิจารณาหลายครั้ง ส่งผลให้เกิด “สุญญากาศทางกฎหมาย” เปิดช่องให้การใช้กัญชาในเชิงสันทนาการแพร่หลายเกินกรอบควบคุม จึงนำมาสู่การออกประกาศกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก ระบุให้ผู้ซื้อกัญชาจะต้องมีใบสั่งจ่ายยาจากแพทย์ หรือที่เรียกว่า ภ.ท.33 ซึ่งมอบอำนาจให้แพทย์ 6 วิชาชีพและหมอพื้นบ้าน สั่งจ่ายช่อดอกกัญชาให้แก่ผู้ป่วยตามอาการ จากนั้น สามารถถือสั่งยาไปหาซื้อกัญชาได้ตามร้านจำหน่ายที่ได้รับอนุญาตไปก่อนหน้านี้
อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันมีกฎหมายที่ยังรอความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี กฎกระทรวงสาธารณสุขว่าด้วยร้านจำหน่ายสมุนไพรควบคุมที่ระบุชัดเจนว่า การจะจำหน่ายกัญชาได้ นอกจากจะเป็นร้านที่ได้รับอนุญาตแล้ว ยังต้องมีแพทย์นั่งประจำร้าน คล้ายเป็นสถานพยาบาลแห่งหนึ่ง ซึ่งแน่นอนว่า ได้รับเสียงคัดค้านจากผู้ประกอบการอย่างมาก เพราะต่างต้องเผชิญความไม่แน่นอนจากนโยบายที่แกว่งตัว การส่งสัญญาณ “คุมเข้ม” เป็นระยะ ทำให้หลายธุรกิจชะลอการลงทุน ท่ามกลางความกังวลว่าหากกฎหมายใหม่ออกมาในทิศทางจำกัดมากเกินไป
ปรากฏการณ์กัญชาในปี 2568 จึงไม่ใช่เพียงประเด็นสุขภาพหรือเศรษฐกิจ แต่สะท้อนปัญหาการกำหนดนโยบายสาธารณะที่ขาดความต่อเนื่องและฉันทามติร่วมของสังคม จนกลายเป็น “ปมเรื้อรัง” ที่ถ่วงทั้งระบบสาธารณสุข ความเชื่อมั่นของประชาชน และทิศทางการพัฒนาประเทศ ซึ่งยังคงเป็นโจทย์ใหญ่ที่รัฐมนตรีสาธารณสุขคนใหม่ต้องเร่งหาคำตอบให้ชัดเจนในปีถัดไป
ศึกบัตรทองปะทะคู่สัญญา ‘รพ.มงกุฏวัฒนะ’
อีกหนึ่งประเด็นร้อนในรอบปี 2568 ที่สะท้อนแรงปะทะในระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า คือกรณีความขัดแย้งระหว่าง สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) กับโรงพยาบาลมงกุฎวัฒนะ คู่สัญญารายใหญ่ของระบบบัตรทอง ซึ่งปะทุขึ้นจากข้อพิพาทด้านการเบิกจ่าย ค่ารักษาพยาบาล และแนวทางกำกับคุณภาพบริการ จนลุกลามกลายเป็นประเด็นสาธารณะ ด้วยจำนวนเงินที่ สปสช. ติดค้างเป็นหนี้โรงพยาบาลถึงร้อยล้านบาท จนทำให้ นพ.เหรียญทอง แน่นหนา ผู้อำนวยการโรงพยาบาลมงกุฎวัฒนะ ปรากฏตัวเข้าร่วมรับฟังการแถลงข่าวด้วยตนเอง ท่ามกลางสื่อมวลชนจำนวนมาก กลายเป็นซีนที่สะท้อนความตึงเครียดเชิงสัญลักษณ์ระหว่างผู้กำกับนโยบายกับผู้ให้บริการในระบบบัตรทองได้อย่างชัดเจน
แม้ว่าที่ผ่านมา สปสช. กับสถานพยาบาลคู่สัญญาทั้งภาครัฐและเอกชน เสมือนลิ้นกับฟัน ปัญหาใหญ่ยังคงเป็นเรื่องการเบิกจ่ายงบประมาณที่ต่างมีเหตุและผลของตัวเอง ในด้านผู้บริหารกองทุนบัตรทอง มักจะยกเรื่องข้อจำกัดทางงบประมาณ ระบบตรวจสอบที่ต้องละเอียดยิบทำให้เบิกจ่ายล่าช้า ในด้านของผู้ให้บริการ ต่างมีต้นทุนที่ต้องแบกรับ นี่จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่โรงพยาบาลรัฐ ประสบปัญหาติดลบจากการให้บริการทางการแพทย์ หรือ ภาคเอกชนต่างถอดใจเริ่มทยอยถอนตัวออกจากระบบบัตรทอง
ปี 2569 เป็นอีกหนึ่งปีที่ สปสช. ได้รับงบประมาณจากรัฐเพิ่มขึ้น โดยได้รับจัดสรรมากกว่า 2.65 แสนล้านบาท จึงเป็นที่จับตามองว่า ปี2569 สปสช. จะต่อสู้และแก้ปัญหาภายใต้งบประมาณที่เพิ่มขึ้นมาเล็กน้อยนี้อย่างไร
ปลดล็อกเวลาดริงก์-กม.น้ำเมาฉบับใหม่
ปลายปี 2568 แวดวงสาธารณสุขและนโยบายสังคมจับตาการประกาศใช้พ.ร.บ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2568 ซึ่งถือเป็นการปรับกรอบกฎหมายครั้งสำคัญ หลังจากใช้กฎหมายฉบับเดิมมานานกว่าทศวรรษ หนึ่งในสาระที่ถูกพูดถึงมากที่สุด คือการ “ปลดล็อกเวลาจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์” ในบางพื้นที่และบางช่วงเวลา โดยรัฐบาลกำหนดให้มีการ ทดลองมาตรการเป็นเวลา 6 เดือนแรกของปี 2569 เพื่อประเมินผลกระทบก่อนตัดสินใจเดินหน้าหรือทบทวนแนวทางอีกครั้ง แนวทางนี้มีทั้งผู้สนับสนุนและคัดค้าน ในด้านธุรกิจมองถึงการกระตุ้นเศรษฐกิจ แถมรัฐยังได้รายได้ภาษีสรรพสามิตเพิ่มขึ้น ซึ่งถูกหยิบยกมาเป็นเหตุผลสนับสนุนหลักของนโยบายนี้ อีกมุมหนึ่งในด้านสุขภาพ ได้ตั้งคำถามถึง “ต้นทุนที่มองไม่เห็น” จากการขยายเวลาการดื่ม ทั้งอุบัติเหตุบนท้องถนน ความรุนแรงในครอบครัว และปัญหาสุขภาพเรื้อรัง
การทดลองปลดล็อกเวลาดริงก์ในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2569 จึงถูกมองว่าเป็น “บททดสอบสำคัญ” ของรัฐ ว่าจะสามารถชั่งน้ำหนักระหว่างผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจกับความปลอดภัยของประชาชนได้มากน้อยเพียงใด หากการประเมินผลไม่รอบด้าน หรือมองเฉพาะตัวเลขรายได้ โดยละเลยยอดอุบัติเหตุและผลกระทบด้านสุขภาพ นโยบายที่ตั้งใจจะกระตุ้นเศรษฐกิจ อาจกลายเป็นภาระระยะยาวของสังคมไทยในอนาคต
วงการแรงงาน
แฉลากไส้’ประกันสังคม’
แวดวงกระทรวงแรงงานร้อนระอุจากประเด็นความไม่โปร่งใสของสำนักงานประกันสังคม (สปส.) หลัง “ทีมประกันสังคมก้าวหน้า” ออกมาเปิดโปงข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับการบริหารจัดการกองทุน จนกลายเป็นแรงสั่นสะเทือนทางการเมืองและการบริหารในกระทรวงแรงงานตลอดทั้งปี
จุดเริ่มต้นของความวุ่นวายอยู่ที่การตั้งคำถามต่อการลงทุนและการเช่าพื้นที่สำนักงานในอาคาร SKYY9 ซึ่งถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่า มีมูลค่าสูง ไม่คุ้มค่า และขาดความโปร่งใสในการตัดสินใจ
แรงสั่นสะเทือนจากกรณีนี้ไม่ได้หยุดอยู่แค่ระดับสำนักงานประกันสังคม แต่ลุกลามไปถึงโครงสร้างการบริหารกระทรวงแรงงาน เมื่อเกิดการโยกย้ายและ “เด้ง” ข้าราชการระดับสูง รวมถึง นายบุญสงค์ ทัพชัยยุทธ์ ปลัดกระทรวงแรงงานในขณะนั้น ท่ามกลางกระแสวิจารณ์ถึงบทบาทการกำกับดูแลหน่วยงานในสังกัด แม้ฝ่ายการเมืองจะชี้แจงว่าเป็นการปรับตำแหน่งตามความเหมาะสม แต่ในสายตาสาธารณะ เหตุการณ์ดังกล่าวถูกมองว่าเป็นผลพวงโดยตรงจากแรงกดดันทางสังคม
นอกจากนี้ ประเด็นเรื่อง “ปฏิทินประกันสังคม” และกิจกรรมประชาสัมพันธ์ที่ใช้งบประมาณจำนวนมาก ก็ถูกหยิบยกขึ้นมาตรวจสอบควบคู่กัน ตอกย้ำภาพปัญหาการใช้จ่ายที่ไม่สอดคล้องกับภารกิจหลักในการดูแลสิทธิผู้ประกันตน
ท่ามกลางความปั่นป่วน การเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคมชุดใหม่ในปี 2568 ถูกจับตาอย่างใกล้ชิด ในฐานะกลไกสำคัญในการฟื้นความเชื่อมั่นและปฏิรูปการบริหารกองทุนที่มีเงินสะสมมหาศาล เหตุการณ์ทั้งหมดจึงไม่ใช่เพียงดราม่ารายปี แต่เป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้ “ประกันสังคม” กลายเป็นวาระสาธารณะอย่างเต็มรูปแบบ และยังทิ้งคำถามสำคัญถึงอนาคตความโปร่งใสของกองทุนแรงงานที่ใหญ่ที่สุดของประเทศ
สูตรบำนาญCARE
อีกหนึ่งประเด็นสำคัญในแวดวงกระทรวงแรงงานปี 2568 คือการผลักดัน “สูตรบำนาญ CARE” ซึ่งสำนักงานประกันสังคมเตรียมปรับใช้เป็นแนวทางใหม่ในการคำนวณเงินบำนาญชราภาพ เพื่อแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำที่สะสมมานานในระบบเดิม และคาดว่าจะเริ่มบังคับใช้ได้ในปี 2569 ที่จากเดิมสูตรคำนวณบำนาญของประกันสังคมอิงจาก “ค่าจ้างเฉลี่ยช่วงท้าย” ของการทำงาน ส่งผลให้ผู้ประกันตนที่มีฐานเงินเดือนสูงในช่วงปลายอายุการทำงาน ได้รับบำนาญมากกว่าผู้ที่มีรายได้ผันผวนหรือหยุดส่งเงินสมทบเป็นช่วงๆ แม้จะส่งเงินเข้ากองทุนรวมกันเป็นเวลานานใกล้เคียงกัน ปัญหานี้ถูกวิจารณ์ว่าไม่สะท้อนความเป็นธรรมของการออมตลอดช่วงชีวิตแรงงาน ซึ่งการคำนวณบำนาญ
สูตร CARE (Career Average Revalued Earnings) จึงถูกเสนอเป็นทางออก โดยเปลี่ยนมาคำนวณบำนาญจาก “รายได้เฉลี่ยตลอดช่วงการทำงาน” ที่มีการปรับมูลค่าเงินตามสภาวะเศรษฐกิจ วิธีการนี้มีเป้าหมายให้ผู้ประกันตนทุกกลุ่มได้รับผลตอบแทนที่สอดคล้องกับเงินสมทบที่จ่ายเข้าระบบจริง
นอกจากนี้ สูตร CARE จะช่วยสร้างความยั่งยืนและความโปร่งใสให้กองทุนประกันสังคมในระยะยาว ขณะที่แรงงานรุ่นใหม่จะเห็นภาพความคุ้มค่าในการส่งเงินสมทบมากขึ้น โดยสำนักงานประกันสังคมจึงยืนยันว่า การใช้สูตร CARE คำนึงถึงความเป็นธรรมและไม่กระทบสิทธิเดิม “ไม่มีใครได้เงินน้อยลง” ขณะที่การเดินหน้าในปี 2569 ถูกมองว่าเป็นอีกบททดสอบสำคัญของการปฏิรูประบบประกันสังคม เพื่อให้กองทุนแรงงานขนาดใหญ่ของประเทศตอบโจทย์ความเป็นธรรมได้จริงในระยะยาว
เพิ่มสิทธิ-ยกระดับชีวิตแรงงาน
ปี 2568 นับเป็นอีกหนึ่งปีที่ผู้ใช้แรงงานได้รับการขยายความคุ้มครองและสวัสดิการมากขึ้น ทั้งจากการปรับปรุงสิทธิประโยชน์ในระบบประกันสังคม และการประกาศใช้พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน (ฉบับที่ 9) พ.ศ.2568 สะท้อนทิศทางนโยบายแรงงานที่พยายามยกระดับคุณภาพชีวิตแรงงานให้สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจและสังคมที่เปลี่ยนไป
ในส่วนของประกันสังคม มีการขยายและปรับปรุงสิทธิประโยชน์หลายด้าน โดยเฉพาะสิทธิด้านการทันตกรรม ที่ให้ผู้ประกันตนใช้บริการโรงพยาบาลรัฐได้โดยไม่จำกัดวงเงิน เงินทดแทนกรณีเจ็บป่วย คลอดบุตรเป็น 1,000 บาทต่อเดือน และเงินทดแทนกรณีว่างงานจากการถูกเลิกจ้างเพิ่มขึ้นเป็น 60%
ขณะเดียวกัน การประกาศใช้ พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน (ฉบับที่ 9) พ.ศ.2568 ถือเป็นก้าวสำคัญในการปรับปรุงสิทธิแรงงานในสถานประกอบการ โดยมีสาระสำคัญ เช่น การเพิ่มความคุ้มครองด้านวันลา การลาคลอดและดูแลบุตรเพิ่มเป็น 120 วัน การคุ้มครองลูกจ้างหญิงและแรงงานเปราะบาง ตลอดจนการปรับบทลงโทษนายจ้างที่ฝ่าฝืนกฎหมายให้เหมาะสมกับสภาพปัจจุบัน กฎหมายฉบับนี้ยังมุ่งลดช่องว่างระหว่างลูกจ้างในระบบและนอกระบบ ให้ได้รับความคุ้มครองมากขึ้น
แม้มาตรการต่างๆ จะช่วยยกระดับสวัสดิการแรงงาน แต่ในทางปฏิบัติยังมีความท้าทาย ทั้งการบังคับใช้กฎหมายให้มีประสิทธิภาพ และการทำให้ผู้ใช้แรงงานรับรู้สิทธิของตนเองอย่างทั่วถึง ปี 2568 จึงเป็นปีแห่งการ “วางรากฐาน” ด้านสวัสดิการแรงงาน ที่ยังต้องติดตามผลต่อเนื่องในปีถัดไปว่าจะเปลี่ยนเป็นคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นได้จริงเพียงใด
ส่งออก-นำเข้าแรงงาน
ตลอดปี 2568 ประเด็นการเคลื่อนย้ายแรงงานทั้งขาออกและขาเข้า ยังคงเป็นโจทย์สำคัญของกระทรวงแรงงาน ท่ามกลางความผันผวนทางเศรษฐกิจและสถานการณ์ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ กระทรวงแรงงานยังคงผลักดันการจัดส่งแรงงานผ่านระบบรัฐต่อรัฐอย่างต่อเนื่อง โดยประเทศปลายทางหลัก ได้แก่ ไต้หวัน เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น และตะวันออกกลาง ซึ่งเป็นตลาดแรงงานที่มีค่าจ้างสูงกว่าในประเทศ แรงงานไทยส่วนใหญ่กระจุกตัวในภาคการผลิต ก่อสร้าง เกษตร และบริการ รายได้จากแรงงานไทยในต่างประเทศยังคงเป็นแหล่งเงินโอนกลับประเทศที่มีนัยสำคัญต่อเศรษฐกิจครัวเรือน แม้จะมีความกังวลเรื่องต้นทุนการเดินทาง การหลอกลวงนายหน้าเถื่อน และการคุ้มครองสิทธิแรงงานในบางประเทศปลายทาง
ขณะเดียวกัน ประเทศไทยยังคงพึ่งพาแรงงานต่างด้าวจำนวนมาก โดยเฉพาะแรงงานจากเมียนมา ลาว และกัมพูชา ในภาคก่อสร้าง เกษตร อุตสาหกรรมแปรรูป และบริการ ซึ่งเป็นแรงงานสำคัญที่ตลาดแรงงานไทยขาดไม่ได้ อย่างไรก็ตาม ในปี 2568 เกิดความตึงเครียดจากประเด็นความขัดแย้งไทย–กัมพูชา ทั้งในมิติการเมืองและชายแดน ส่งผลให้กระบวนการนำเข้าแรงงานกัมพูชาชะลอตัว เกิดความไม่แน่นอนต่อภาคธุรกิจที่พึ่งพาแรงงานกลุ่มนี้
ภาครัฐต้องเร่งเจรจาและบริหารจัดการแรงงานข้ามชาติอย่างระมัดระวัง ทั้งการต่ออายุใบอนุญาตทำงาน การผ่อนผันแรงงานที่อยู่ในประเทศ และการกระจายแรงงานจากประเทศเพื่อนบ้านอื่นมาทดแทนชั่วคราว หรือการจ้างงานผู้ลี้ภัยในศูนย์อพยพ เพื่อไม่ให้เกิดแรงกระแทกต่อระบบเศรษฐกิจ ภาพรวมแรงงานโจทย์ที่ท้าทายในปี 2569 ด้านแรงงานยังเป็นอีกหนึ่งการบ้านที่รอผู้นำคนใหม่ที่จะเข้ามารับตำแหน่ง “รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน” คนต่อไป
ภาพรวมตลอดปี 2568 สะท้อนชัดว่า ทั้งระบบสาธารณสุขและแรงงานกำลังเผชิญโจทย์เชิงโครงสร้าง ที่ไม่อาจแก้ได้ด้วยมาตรการเฉพาะหน้า
ปี 2569 จึงไม่ใช่แค่ปีของนโยบายใหม่ แต่เป็นบททดสอบความกล้าตัดสินใจของรัฐ ในการปฏิรูปเพื่อความยั่งยืนอย่างแท้จริง
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : รีแคปแวดวง ‘สาธารณสุข-แรงงาน’ รอบปี2568
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th