10 ข่าวเด่นการเมืองที่สุดแห่งปี 2568 สารพัดเรื่องราว!
ปี 2568 กำลังจะผ่านพ้นไป และกำลังจะเปลี่ยนพ.ศ.ใหม่อีกไม่กี่ชั่วโมงข้างหน้า TheBangkokInsight ได้รวบรวมข่าวการเมืองฮอตแห่ง ปี2568 มีอะไรเกิดขึ้นบ้างในรอบปี กับ 10 ข่าวเด่นการเมืองดังนี้
#"ภูมิใจไทย" ยุบสภา เดินหน้าเลือกตั้ง 2569
หลังการจัดตั้ง "รัฐบาลเสียงข้างน้อย" เมื่อ "ประชาชน" ยกมือหนุน "ภูมิใจไทย" ดัน "อนุทิน ชาญวีรกูล" นั่ง "นายกรัฐมนตรี โดยให้คำมั่นจะอยู่ไม่เกิน 4 เดือน และจะยุบสภาในวันที่ 31 ม.ค.2569 แต่สุดท้ายก็มีการยุบสภาก่อนไทม์ไลน์ที่ประกาศไว้ "อนุทิน" ให้เหตุผลในการประกาศยุบสภาว่า ต้องการคืนอำนาจให้ประชาชน โดยระบุว่า ผมและพรรคภูมิใจไทยเป็นรัฐบาลได้ เพราะพรรคประชาชนให้มาเป็น และการแก้ไขรัฐธรรมนูญเราก็พยายามทำมาตลอด และในสัญญาที่มีต่อกันใน MOA ทั้ง 4-5 ข้อ พรรคภูมิใจไทยก็ปฏิบัติมาตลอด แต่เรื่องการแก้ไขมาตรา 256/28 เกี่ยวกับอำนาจสว.ในการโหวตแก้ไขรัฐธรรมนูญ ไม่เคยมีการพูดกันใน MOA มาก่อน แต่เมื่อหัวหน้าพรรคประชาชนแถลงในรัฐสภาว่า ถ้าพรรคภูมิใจไทยไม่โหวตตามที่ต้องการ พรรคประชาชนก็จะไม่สนับสนุน และขอให้ยุบสภา
"ท่านโหวตให้ผมเป็นนายกรัฐมนตรี แต่ท่านบอกว่าไม่สนับสนุนผมแล้ว ท่านขอให้ผมยุบสภาผมก็ทำตามท่าน เป็นไปตามมารยาท และขั้นตอนที่ควรจะเป็น" นายอนุทิน กล่าว
"อนุทิน" ชิงยื่นพระราชกฤษฎีกายุบสภาฯ กลางดึกของวันที่ 11 ธ.ค. และมีผลกลางดึกวันที่ 12 ธ.ค. และ "กกต." ได้ประกาศให้เลือกตั้งวันอาทิตย์ที่ 8 ก.พ. 2569 นั่นเอง
#การเมืองร้อนแรง"ตระกูล-บ้านใหญ่" ไหลรวมภูมิใจไทย
ปรากฎการการเมืองในช่วงที่ผ่านมา โดยเฉพาะคนการเมือง นับจากเริ่มมีกระแสขาลงกับนายกรัฐมนตรีแพทองธาร ชินวัตร จนกระทั่งต้องหลุดออกจากตำแหน่งไป ด้วยคลิปเสียงลับ ๆ ที่ "อังเคิล ฮุนเซน" ปล่อยออกมา จากนั้นกระแสการเมืองเริ่มเปลี่ยนขั้วย้ายค่ายกันยกใหญ่ พรรคที่ได้รับความนิยมจากนักการเมืองรุ่นเก่า รุ่นใหม่ เห็นทีจะเป็นพรรคภูมิใจไทย ที่เนื้อหอมเหลือเกิน รวมถึงพรรกล้าธรรม ของผู้กองธรรมนัส พรหมเผ่า
แต่พรรคภูมิใจไทยดูเหมือนจะโดดเด่นสุด กับการหลั่งไหลของ ตระกูลการเมือง หรือบ้านใหญ่ เข้ามามากที่สุด ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มสนธยา คุณปลื้ม สุชาติ ชมกลิ่น สันติ พร้อมพัฒน์ รวมถึงกลุ่มสส.จากพรรครวมไทยสร้างชาติของลุงตู่ อย่าง พิชชารัตน์ เลาหพงศ์ชนะ เช่นเดียวกับกลุ่มการเมืองระดับท้องถิ่นอีกจำนวนมาก หรือแม้แต่ วราวุธ ศิลปอาชา ทายาทพรรคชาติไทยก็ขึ้นขั้นยกพรรคเข้ามานาทีสุดท้ายทีเดียว
ขณะที่พรรคกล้าธรรม ของผู้กองธรรมนัส มีนักการเมืองรุ่นเก๋าจำนวนไม่น้อยไหลเข้าไปกองรวม เห็นชัดเจนอย่าง เฉลิมชัย ศรีอ่อน หนีจากประชาธิปัตย์เข้าพรรคกล้าธรรมด้วย
จากข้อมูลของ Rocket Media Lab พบว่า ตระกูลการเมืองที่ถือว่าเป็น "บ้านใหญ่" ในการเลือกตั้งปี 2569 มีจำนวน 215 ตระกูล ทั่วประเทศ
- ภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีตระกูลบ้านใหญ่สูงสุดที่ 71 ตระกูล
- ภาคกลางและกรุงเทพฯ 60 ตระกูล
- ภาคใต้ 36 ตระกูล
- ภาคเหนือ 22 ตระกูล
- ภาคตะวันตก 15 ตระกูล
- ภาคตะวันออก 12 ตระกูล
หากพิจารณาจากสังกัดพรรคการเมืองจากการเลือกตั้งปี 2569 จะพบว่า พรรคภูมิใจไทย มีตระกูลบ้านใหญ่มากที่สุด 86 ตระกูล โดยเป็นตระกูลบ้านใหญ่เดิมของพรรคจำนวน 41 ตระกูล มาจากตระกูลบ้านใหญ่ที่ย้ายจากพรรคอื่นเข้ามา 43 ตระกูล โดยย้ายมาจากพรรคเพื่อไทยมากที่สุด 13 ตระกูล
#สารพัดเด้ง ล้างบาง "กระทรวงมหาดไทย"
หลัง "พรรคภูมิใจไทย" ประกาศถอนตัวจากการร่วมรัฐบาลเพื่อไทย หลังเกิดคลิปเสียงสนทนาระหว่าง "อุ๊งอิ๊ง" นางสาวแพทองธาร ชินวัตร กับ "อังเคิลฮุนเซน" เป็นเหตุให้ นายอนุทิน ชาญวีรกูล ต้องพ้นจากเก้าอี้ "รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย" และ นายภูมิธรรม เวชยชัย ขึ้นมาคุมเก้าอี้แทน "บิ๊กอ้วน"ก็จัดการล้างบางสีน้ำเงินเกลี้ยง เหมือนเป็นการเอาคืนที่ทอดทิ้งกัน
แต่!!! เมื่อหลาน "อุ๊งอิ๊ง" ถูกศาลวินิจฉัยเขี่ยพ้นกระเด็นเก้าอี้นายกฯ "อนุทิน" ได้รับแรงหนุนจาก "พรรคประชาชน" ขึ้นนั่งเก้าอี้ "นายกรัฐมนตรี" ควบ "รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย" งานนี้จึงเกิดการโยกย้ายครั้งใหญ่ โดย "ศึกษิษฏ์ ศรีจอมขวัญ" โฆษกพรรคเพื่อไทย ระบุว่า จากการตรวจสอบข้อมูลระหว่างวันที่ 14 ต.ค.-18 ธ.ค. 2568 พบการโยกย้ายรวม 395 ตำแหน่ง ประกอบด้วย ผู้ว่าราชการจังหวัด 50 คน อธิบดี 5 กรม ปลัดจังหวัด 40 คน และนายอำเภอ 200 คน
แม้หลายฝ่ายจะบอกว่าเป็นการเอาคืน!! แต่ "อนุทิน" ก็ยืนยันว่าเป็นการคืนความเป็นธรรมให้ข้าราชการที่ถูกโยกย้ายเท่านั้น!
"อนุทิน" นายกรัฐมนตรีคนใหม่
หลังมีการเผยแพร่คลิปเสียงอัปยศ ฮุน เซน กับแพทองธาร เมื่อ 18 มิ.ย. ซึ่งช่วงดังกล่าว อยู่ในช่วงการปรับคณะรัฐมนตรีพอดี โดยฝ่ายเพื่อไทยกดดันอนุทิน และภูมิใจไทย อย่างหนักเพื่อต้องการเอากระทรวงมหาดไทยมาดูแลเอง แต่อนุทินไม่ยอม ทำให้จะปรับภูมิใจไทยออกจากรัฐบาล แต่เมื่อเกิดคลิปอัปยศขึ้น ภูมิใจไทยก็ประกาศถอนตัวจากการร่วมรัฐบาลในคืนวันที่มีการปล่อยคลิปเสียงทันที
อย่างไรก็ตาม ภูมิใจไทยเป็นฝ่ายค้านได้ไม่นาน สุดท้าย เมื่อแพทองธารหลุดจากนายกฯ และเพื่อไทย รวมเสียงจัดตั้งรัฐบาลไม่สำเร็จ แพ้การวางแผนของภูมิใจไทย ที่เดินเกมตั้งรัฐบาลไว้ล่วงหน้า เพราะมั่นใจว่าแพทองธารไม่รอด จึงเจรจากับ ธรรมนัส พรหมเผ่า ให้เอาพรรคกล้าธรรม แยกตัวออกมาจากรัฐบาลเพื่อไทย ผสมกับมี สส.เพื่อไทยหลายคนก็แยกตัวมาหนุนอนุทิน ที่สำคัญอนุทินปิดดีล ทำข้อตกลง MOA กับพรรคประชาชนเพื่อให้โหวตเป็นนายกฯ จนอนุทินได้เป็นนายกฯ แต่พรรคประชาชนขอเป็นฝ่ายค้านต่อไป ทำให้รัฐบาลอนุทินเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อย 146 เสียง โดยให้คำมั่นจะอยู่ไม่เกิน 4 เดือน ยุบสภา 31 ม.ค.2569 แต่สุดท้ายก็มีการยุบสภา ก่อนไทม์ไลน์ที่ประกาศไว้
#"รัฐบาลเสียงข้างน้อย" เมื่อ "ประชาชน" ยกมือหนุน "ภูมิใจไทย"
จัดตั้ง "รัฐบาลเสียงข้างน้อย" เมื่อ "ประชาชน" ยกมือหนุน "ภูมิใจไทย" : หลังเกิดคลิปเสียงสนทนาระหว่าง "อุ๊งอิ๊ง" นางสาวแพทองธาร ชินวัตร กับ "อังเคิลฮุนเซน" เป็นเหตุให้ "พรรคภูมิใจไทย" ประกาศถอนตัวจากการร่วมรัฐบาลเพื่อไทย และหันมาเป็นฝ่ายค้าน จากนั้นไม่นานเมื่อ "อุ๊งอิ๊ง" หลุดจากเก้าอี้ "นายกรัฐมนตรี" และ พรรคเพื่อไทย ไม่สามารถรวมเสียงจัดตั้งรัฐบาลได้
ด้วยกระบวนการเดินเกมแบบเงียบ ๆ ตามสไตล์ "อนุทิน" ทำให้เกิด การทำข้อตกลง MOA กับพรรคประชาชนเพื่อให้ "อนุทิน" ได้เป็นนายกรัฐมนตรี ขณะที่ "พรรคประชาชน" ขอเป็นฝ่ายค้านต่อไป ทำให้รัฐบาลอนุทินเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อย 146 เสียง พร้อมโดยให้คำมั่นจะอยู่ไม่เกิน 4 เดือน และจะยุบสภาในวันที่ 31 ม.ค.2569 แต่สุดท้ายก็มีการยุบสภาก่อนไทม์ไลน์ที่ประกาศไว้
#"ทักษิณ ชินวัตร" จากชั้น 14 สู่เรือนจำคลองเปรม
ภายหลังนายชาญชัย อิสระเสนารักษ์ พร้อมพวกได้ยื่นร้องศาลฎีกา ถึงกรณีที่ นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เข้ารักษาตัวที่โรงพยาบาลตำรวจชั้น 14 โดยมองว่า ตั้งแต่วันแรกที่เข้าไปในเรือนจำเพื่อรับโทษนั้น ทำให้สังคมเกิดข้อครหาว่า "ทักษิณ" ไม่ได้รับโทษเลยแม้แต่วันเดียว นำไปสู่การวินิจฉัยของศาล และเป็นผลให้ "ทักษิณ" ต้องกลับไปรับโทษที่เรือนจำเป็นเวลา 1 ปี
นับจากวันที่ 9 ก.ย. 2568 จนถึงวันนี้ "ทักษิณ" ถูกคุมขังภายในเรือนจำกลางคลองเปรมมาแล้วมากกว่า 3 เดือน หลังจากศาลฎีกา แผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง มีคำสั่งบังคับคดีนายทักษิณ กรณีไปรักษาตัวชั้น 14 รพ.ตำรวจ โดยศาลฎีกาฯ สั่งบังคับโทษนายทักษิณ ชินวัตร จำคุก 1 ปี นับตั้งแต่วันดังกล่าว เนื่องจากการรักษาตัวและการส่งตัวไม่ถูกต้องตามระเบียบราชทัณฑ์ ให้ส่งตัวเข้าเรือนจำทันที
"เป็นห่วงคุณพ่อค่ะ แต่ก็รู้สึกภูมิใจที่พ่อสร้างประวัติศาสตร์มากมายในประเทศ ไม่ว่าจะเป็นนโยบายที่เป็นประโยชน์อย่างมาก วันนี้ ประวัติศาสตร์อีกเรื่องนึงที่มีนายกรัฐมนตรีคนแรกที่ต้องจำคุก เรื่องนี้ก็ค่อนข้างหนักนิดนึง" อุ๊งอิ๊ง ให้สัมภาษณ์หลังมีคำสั่งศาล
จากวันนั้นที่ "ทักษิณ" เปลี่ยนใส่เสื้อสีฟ้าเข้าเรือนจำกลางคลองเปรม เราได้รับทราบข่าวสาร และความเป็นไป สุขภาพ การใช้ชีวิตของ "ทักษิณ" ทุก ๆ วันจันทร์ และวันพฤหัสบดีที่มีตัวแทนครอบครัวพลัดเข้ากันไปเยี่ยม งานนี้คงต้องอดใจรอวัน "ทักษิณ" พ้นโทษได้กลับมาเลี้ยงหลานอยู่บ้านตามที่ตั้งใจไว้
#"อังเคิล" ใจร้าย!! ทำ "หลานอุ๊งอิ๊ง" ตกเก้าอี้นายกฯ
เหมือนฟ้าผ่ากรีดลงกลางเก้าอี้ "นายกรัฐมนตรี" ทำให้ "อุ๊งอิ๊ง" แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรีคนที่ 31 นายกรัฐมนตรีที่อายุน้อยที่สุดในประเทศไทยหัวทิ่มตกเก้าอี้ เพราะคลิปเสียงลับ ๆ ที่ "อังเคิลฮุนเซน" คุณลุงสุดที่รัก หนึ่งในเพื่อนรักของคุณพ่อ "ทักษิณ ชินวัตร" ปล่อยออกสู่สาธารณชน คลิปเสียงที่ตั้งใจหลุดความยาวเต็ม ๆ 17 นาที ทุกบทสนทนาล้วนกรีดหูคนฟัง จนกลายเป็นแรงสั่นสะเทือนเก้าอี้นายกฯ
"ไม่อยากให้ Uncle ไปฟังคนที่เป็นฝั่งตรงข้ามกับเรา อย่างแม่ทัพภาคที่ 2 เป็นคนของฝั่งตรงข้ามหมดเลย ซึ่งพอไปฟังอย่างนั้นเสร็จก็ไม่อยากให้ท่านไม่ชอบใจหรือโกรธ เพราะจริง ๆ แล้วไม่ใช่ความตั้งใจของเราเลยค่ะ”
"เพราะตอนนี้ทางนั้นเขาอยากจะดูเท่ เขาก็จะพูดอะไรออกมาที่มันไม่เป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติ แต่ว่าจริง ๆ ที่เราต้องการคือต้องการความสงบสุขให้เกิดขึ้น เหมือนตอนก่อนที่จะปะทะกันตรงชายแดน"
"ให้ท่านฮุน เซน เห็นใจหลานหน่อย เพราะว่าตอนนี้คนในประเทศไทยเขาไล่เราไปเป็นนายกฯ ที่เขมรหมดแล้ว จริง ๆ ถ้าท่านอยากให้อะไรก็ให้ท่านบอกมาได้เลยค่ะ เดี๋ยวจะจัดการ"
วันที่ 29 ส.ค. 68 เวลา 15.00 น. ศาลรัฐธรรมนูญมีมติให้ นางสาวแพทองธาร ชินวัตร สิ้นสุดความเป็นรัฐมนตรี โดย "อดีตนายกฯ อุ๊งอิ๊ง" เปิดใจ "น้อมรับคำพิจารณาของศาล" แต่ยืนยันถึงเจตนาที่แท้จริงเบื้องหลังคลิปเสียงสนทนากับ "ฮุนเซน" ที่เป็นชนวนของเรื่องทั้งหมด โดยย้ำว่า "เจตนาเกิน 100% ตั้งใจทำเพื่อประเทศชาติ เพื่อรักษาอธิปไตย รักษาซึ่งชีวิตของกองทัพทหารทุกคน เพื่อสันติภาพที่จะเกิดในประเทศของเรา……..
#"ทักษิณ" จุกอก! ยอมรับตรง ๆ "พี่ผิดไปแล้ว"
ใครจะคิดว่า นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีจะออกมายอมรับตรง ๆ ว่า "พี่ผิดไปแล้ว พี่ดูคนผิด" ย้อนรอยเรื่องราวดังกล่าว เมื่อช่วงค่ำของวันที่ 1 ก.ย. 2568 สส.พรรคเพื่อไทยประมาณ 10 คน ได้นัดเลี้ยงสังสรรค์ให้ นายฉลาด ขามช่วง ที่ได้รับเลือกให้ดำรงตำแหน่งรองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่ 2 และ "ทักษิณ" ได้เดินทางมาร่วมแสดงความยินดีกับนายฉลาดด้วย
ในวงรับประทานอาหารวันนั้น นายทักษิณ พูดถึงกรณีที่ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า สส.พะเยา ประธานที่ปรึกษาพรรคกล้าธรรม ที่นำพรรคกล้าธรรมถอนตัวจากรัฐบาลพรรคเพื่อไทย โดยยอมรับผิดว่า "ไว้วางใจ ร.อ.ธรรมนัส มากเกินไป พี่ผิดไปแล้ว พี่ดูคนผิด" ทำให้ สส. ที่ร่วมวงอยู่นั้นกล่าวขึ้นทันทีว่า "ทักษิณ" โดนคนหลอกตลอด ซึ่ง สส. ที่ร่วมวงต่างเห็นตรงกันว่า ไม่เคยเห็น "ทักษิณ" ยอมรับผิดแบบนี้มาก่อน เห็นได้ขัดว่ารู้สึกผิดมากจริง ๆ
#"อภิสิทธิ์-จุลพันธ์" หัวหน้าพรรคคนใหม่ หัวใจดวงเดิม!
"อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ" อดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้กลับมาเป็นหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์อีกครั้ง แทน "เฉลิมชัย ศรีอ่อน" ที่ลาออกไป โดยการเสนอชื่อคั้งนี้ เป็นการเสนอชื่อเพียงรายชื่อเดียว แบบไร้คู่แข่ง ซึ่งถือได้ว่าเป็นการกลับมาเป็นหัวหน้าพรรค ครั้งที่ 3 หลังจากรับตำแหน่งหัวหน้าพรรคในปี 2548 และ 2554
ขณะที่ "จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์" ก้าวขึ้นเป็นหัวหน้าพรรคเพื่อไทยคนใหม่ หลังจากที่นางสาวแพทองธาร ชินวัตร ลาออกจากหัวหน้าพรรค "จุลพันธ์" เบียดขึ้นหัวหน้าพรรคเพื่อไทยคนใหม่ ด้วยคะแนน 354 เสียง จากผู้มีสิทธิลงคะแนนทั้งหมด 369 คน โดยมีผู้ไม่ประสงค์ลงคะแนน 15 เสียง
โดยหัวหน้าพรรคคนใหม่ ทั้ง 2 คนมีภารกิจหลักที่สำคัญในขณะนี้คือการสู้ศึกเลือกตั้ง 2569 ที่งานนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย! ใครที่จะนำพาพรรคไปสู่ชัยชนะในการเลือกตั้งและเป็นรัฐบาลในครั้งถัดไป ต้องติดตามกัน
#ศึกนี้อีกยาวนาน! สางปมคดีฮั้วเลือก สว.
อีกหนึ่งข่าวที่เรียกเสียงฮือฮาต่อต้านมาในรอบปี 2568 นั่นก็คือ "คดีฮั้วสว." กับการการเลือกสมาชิกวุฒิ จัดขึ้นเมื่อวันที่ 9 ถึง 26 มิ.ย. 2567 ถือเป็นการเลือกตั้งวุฒิสมาชิกครั้งแรกที่จัดขึ้นภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับ พ.ศ. 2560 ในบรรดาวุฒิสมาชิก 200 คน มี 153 คน ที่ถูกอ้างว่าเป็น "สว.น้ำเงิน" ที่มีความเกี่ยวข้องกับพรรคภูมิใจไทย 19 คน เป็น "สว. หน้าใหม่" ที่มีแนวคิดเสรีนิยมและก้าวหน้ามากขึ้น และสมาชิกที่ไม่อิงฝั่ง 28 คน
สุดท้ายกลายเป็นเรื่องอื้อฉาวจากการเลือกสว. หรือ การฮั้ว ส.ว. เป็นเรื่องอื้อฉาวทางการเมืองไทยที่เกี่ยวข้องกับสมาชิกวุฒิ ชุดที่ 13 รื่องอื้อฉาวนี้รวมถึงการกล่าวหาการทุจริตอย่างเป็นระบบ และการซื้อเสียง เรื่องอื้อฉาวนี้กำลังถูกสอบสวนโดย คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ)
คณะสอบสวนไต่สวนชุดที่ 26 ของกกต.ได้สรุปผู้ถูกกล่าวหา 229 คน ประกอบด้วย สว.138 คน เครือข่ายพรรคการเมือง 91 คน คดีอยู่ในชั้นการพิจารณาของ กกต.กำหนดส่งให้ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง ภายใน 15 มี.ค. 2569 แม้ในส่วนกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI ) ดำเนินคดีอั้งยี่ฟอกเงิน สั่งฟ้อง 8 คน เป็นเบื้องต้น
ประเด็นการฮั้วสว.น่าสนในยิ่งเมื่อ วัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระ อดีตผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา ออกมาเขียนถึงเรื่องราวดังกล่าว พร้อมกับระบุว่า การสมคบกันในความผิดฐานฟอกเงินของบุคคล หรือคณะบุคคลที่กระทำความผิดฐานอั้งยี่ฯ ตามมาตรา 209 แห่งประมวลกฎหมายอาญา และกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง หรือคดีอั้งยี่-ฟอกเงิน สว. นานกว่า 9 เดือน นับแต่วันที่ 6 มี.ค. 2568 ซึ่งคณะกรรมการคดีพิเศษ (บอร์ด กคพ.) มีมติให้รับเป็นคดีพิเศษ
นายวัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระ อดีตผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา โพสต์เฟซบุ๊ก ระบุว่า
ยังจำได้ไหม…คดีฮั้วเลือก สว. อยู่ที่ไหน และแสงที่ปลายอุโมงค์ จะสว่างขึ้นอีกครั้งได้หรือไม่
คดีนี้เป็นคดีที่ สว.สำรอง เป็นโจทก์ ฟ้อง กกต. จำนวน 7 คน และเลขาธิการ กกต. ต่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง (คดีหมายเลขดำ อท.185/2568) ในข้อหาเป็นเจ้าพนักงานของรัฐปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ขณะนี้ยังอยู่ในชั้นไต่สวนมูลฟ้อง
คดีดังกล่าวมีที่มาจากการสืบสวนไต่สวน ของคณะกรรมการสืบสวนและไต่สวนกลาง คณะที่ 26 ของสำนักงาน กกต. ซึ่งปรากฏว่า เมื่อวันที่ 17 ก.ค. 2568 ได้สรุปสำนวนและเสนอความเห็นให้ดำเนินคดีแก่ผู้ถูกกล่าวหาทั้งสิ้น 229 ราย
ประกอบด้วย สมาชิกวุฒิสภา (สว.) จำนวน 138 ราย กรรมการบริหารพรรคภูมิใจไทยและเครือข่าย จำนวน 91 ราย พร้อมทั้งเสนอให้ดำเนินการ ยุบพรรคภูมิใจไทย
แต่เมื่อเวลาผ่านไป 5 เดือนเศษ ประเทศได้เดินทางผ่านเหตุการณ์ทางการเมืองสำคัญหลายประการ
- ตั้งแต่ช่วงที่พรรคภูมิใจไทยเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล โดยมีพรรคประชาชนสนับสนุน แต่ไม่เข้าร่วมรัฐบาล
- ความล้มเหลวในการแก้ไขวิธีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ
- การที่นายกรัฐมนตรีทูลเกล้าฯ ยุบสภาผู้แทนราษฎรเมื่อวันที่ 12 ธ.ค. 2568
- จนถึงการกำหนดวันเลือกตั้ง สส. ใหม่ เป็นการเลือกตั้งทั่วไป ในวันที่ 8 ก.พ. 2569
แต่ผลงานของคณะกรรมการสืบสวนและไต่สวนกลาง คณะที่ 26 กลับยังไม่สามารถเดินทางจาก กกต. ไปถึงศาลฎีกา เพื่อสอย สว. 138 คน และยังไม่สามารถเดินทางจาก กกต. ไปถึงศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อพิจารณายุบพรรคภูมิใจไทยได้
แสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ซึ่งเคยปรากฏ ดูจะค่อย ๆ ริบหรี่ลงตามกาลเวลา
คำถามสำคัญที่ยังคงค้างคาอยู่คือ เรายังจะมีหวังเห็นแสงที่ปลายอุโมงค์ดวงใหม่ สว่างขึ้นมาอีกครั้งหรือไม่ และหากมี…จะเกิดขึ้นเมื่อใด
ฉะนั้นการตรวจสอบหรือเอาผิดในเรื่องนี้ อาจเป็นหนังยาว ที่ต้องคอยติดตามกันต่อไป ว่าแท้จริงแล้วจะหาผู้กระทำผิดมารับโทษได้แค่ไหน?
อ่านข่าวเพิ่มเติม
- ส่อง 10 ข่าวเด่นการเมืองไทยรอบปี 2567
- ’10 ข่าวเด่นเศรษฐกิจ’ ที่สุดแห่งปี 2567
- ย้อนรอย ’10 ข่าวเด่น’ รอบปี 2567
ติดตามเราได้ที่