คืบหน้าเหตุยิงมรณะ! จนท.สอบ รถเวิลไฟร์ พบหลักฐานมัดตัว
ไขปมเหตุระทึกกลางเมือง
รัวกระสุนระทึกบนทางด่วนย่านประชาชื่น
หลังจากเมื่อวันที่ 23 ธ.ค.68 ช่วงเช้ามืด เจ้าหน้าที่ตำรวจได้รับเเจ้งเหตุว่ามีคนยิงกันบนทางด่วนศรีรัช ก่อนถึงด่านเก็บเงินประชาชื่น ทำให้เจ้าของรถเก๋ง เป็นชายวัย 34 ปีเสียชีวิตคาที่ ซึ่งจากการตรวจสอบพบว่ามีการยิงจำนวน 3 นัด เข้าตามจุดของร่างกายเเต่สาเหตุที่เกิดเรื่องเเบบนี้ยังไม่มีผลเเน่ชัดว่าเป็นที่อะไร เเต่ที่เเน่ๆคือผู้ก่อเหตุได้หลบหนีไปยังพุทธมณฑณสาย 7 ซึ่งทางเจ้าหน้าที่ตำรวจได้เร่งล่าตัวเพื่อมาสืบหาความจริง
ในขณะเดียวกัน ตำรวจได้รวบรวมพยานหลักฐาน เตรียมยื่นขอออกหมายจับผู้ก่อเหตุต่อศาลในข้อหา “ฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา” ล่าสุดพบรถตู้โตโยต้า เวิลไฟร์ ที่ใช้ก่อเหตุ ถูกนำไปจอดทิ้งไว้ในโรงแรมแห่งหนึ่งพื้นที่จังหวัดนครปฐม ขณะเดียวกันเจ้าหน้าที่ยังไม่ตัดทุกประเด็นทิ้ง แม้แนวโน้มชนวนเหตุจะมาจากความไม่พอใจระหว่างขับรถ และตรวจสอบพบว่าผู้ก่อเหตุเคยมีหมายจับคดีพยายามฆ่าเมื่อปี 2567 ในพื้นที่จังหวัดชลบุรีซึ่งตัวรถที่ก่อเหตุอยู่ระหว่างนำรถเข้ามาที่โรงพักและประสานเจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐานเข้าตรวจสอบ เก็บวัตถุพยานและหลักฐานที่เกี่ยวข้องทั้งหมด
ด้านของ พล.ต.ต.เกียรติกุล ระบุว่า ตำรวจยังไม่ตัดประเด็นใดทิ้งทั้งหมด แม้จากการลงพื้นที่ตรวจที่เกิดเหตุและสอบถามพยานเบื้องต้น จะพบว่ามีความไม่พอใจระหว่างขับรถ แต่ประเด็นอื่นยังต้องตรวจสอบเพิ่มเติม โดยไม่พบว่าผู้ก่อเหตุกับผู้เสียชีวิตมีความสัมพันธ์หรือรู้จักกันมาก่อน
จากการสอบปากคำพยาน ทราบว่า ก่อนเกิดเหตุผู้ก่อเหตุได้นัดสังสรรค์กับเพื่อนรวม 4 คน ในพื้นที่จังหวัดนนทบุรี จากนั้นได้ขับรถไปส่งเพื่อนจนเสร็จ ก่อนขับรถกลับและมาเจอกับผู้เสียชีวิตบริเวณหน้าด่านเก็บเงินค่าผ่านทาง โดยรถตู้เวิลไฟร์มีการเปลี่ยนเลนกะทันหันพยายามเบี่ยงขวา ขณะที่รถของผู้เสียชีวิตขับมาตรง ทำให้ต้องหลบออกทางซ้าย ลักษณะคล้ายการปาดหน้ากัน เมื่อทั้งสองคันจอดชำระเงินค่าผ่านทางในช่องใกล้กัน มีการลดกระจกมองหน้ากัน ก่อนจะเกิดเหตุยิงขึ้นจนมีผู้เสียชีวิต
ในขณะเดียวกัน เน เพื่อนผู้ก่อเหตุ ได้ออกมาให้สัมภาษณ์เเสดงความบริสุทธิ์ใจในเหตุการณ์บนทางด่วน โดยเล่าว่า มีบางสื่อมวลชนนำภาพของตนเองไปนำเสนอว่าอยู่ในเหตุการณ์ขณะเกิดเหตุด้วย ทำให้ได้รับความเสียหาย จึงมาชี้แจงกับสื่อมวลชนว่าในวันเกิดเหตุนั้นตนเองไม่ได้อยู่ระหว่างเกิดเหตุ โดยก่อนเกิดเหตุนั้นนายสงกรานต์ได้มาหารุ่นพี่ของตน โดยตนเองไม่ได้รู้จักกับนายสงกรานต์เป็นการส่วนตัว เพราะไม่ได้เจอกันมา 2 ปีแล้ว และไม่รู้ว่าทำอาชีพอะไร จากนั้นรุ่นพี่ของตนเองก็บอกให้พานายสงกรานต์ไปเที่ยวสถานบันเทิงในย่านบางใหญ่ (มูนบาร์) ตนจึงพานายสงกรานต์ไปเที่ยว พอดื่มสุราหมดขวดก็กลับกัน โดยนายสงกรานต์ไปส่งตนเองที่บ้านในย่านบางบัวทอง จากนั้นนายสงกรานต์ก็ขับรถกลับคนเดียว จนกระทั่งไปก่อเหตุดังกล่าวขึ้น พอตื่นเช้าขึ้นมาได้เห็นข่าวก็รู้สึกตกใจ เพราะเพิ่งเจอกับสงกรานต์เมื่อคืนแท้ ๆ ไม่คิดว่าหลังจากแยกย้ายกันจะไปก่อเหตุยิงคนอื่น จึงตัดสินใจมาพบกับตำรวจ สน. ประชาชื่น เพื่อแสดงความบริสุทธิ์ใจว่าตนเองไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์ โดยช่วงเวลาประมาณ 20.30 น. รถของผู้ก่อเหตุได้ถึงที่สน.ประชาชื่น เพื่อทำการให้เจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐานตรวจสอบอย่างละเอียดอีกครั้งต่อไป
ส่วนเรื่องของคดีนี้จะประสานให้เจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐานมาตรวจสอบเก็บหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ต่อแต่เนื่องจากว่ารถยังล็อคประตูอยู่ จึงไม่สามารถเปิดได้ ต้องประสานให้ช่างกุญแจมาเปิด การสังเกตุภายนอกพบว่า มีการติดป้ายทะเบียนปลอมทั้งด้านหน้าและด้านหลัง โดยใช้เทปกาวสองหน้า เพื่ออำพรางการติดตามของเจ้าหน้าที่
ต่อมาเวลา 22:20 น. จนท.พฐ.ตรวจรถผู้ก่อเหตุ อย่างละเอียดเพื่อตรวจสอบภายนอกและภายในรถ พบว่า เจอปืนปลอม 1 กระบอกและเอกสารจำนวนมาก จากการสอบถามเจ้าหน้าที่ตำรวจเบื้องต้นยังให้การว่าจะคนร้ายก่อเหตุยังไม่ได้อาจจะหลบหนีไปเส้นทางประเทศพื้นบ้าน ช่วงนี้เจ้าหน้าที่ฝ่ายสืบสวนนครบาล 2 ร่วมกับสืบนครบาล และสืบสวนประชาชื่น อยู่ระหว่างเล่นการไล่ล่าเพื่อมาดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป
ในส่วนของการกระทำความผิด จะต้องโดนดำเนินคดีในข้อหา ฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา, พยายามฆ่า , มีอาวุธปืนเเละกระสุนปืนไว้ในครอบครองในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตเเละพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมูบ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับอนุญาตให้มีอาวุธปืนติดตัวเเละไม่เป็นกรณีที่มีเหตุจำเป็นเเละเร่งด่วนตามสมควรเเก่พฤติการณ์ ยิงปืนซึ่งใช้ดินระเบิดโดยใช่เหตุในเมือง หมู่บ้านเเละชุมชน
เมื่อช่วงเที่ยงที่ผ่านมา เวลาประมาณ 11:30 น.ญาติได้เดินทางมารับศพ โดย ครอบครับ “ญาตินิยม” ร่ำไห้ พร้อมยันว่าลูกชายไม่เคยมีปัญหากับใคร ฝากให้ผู้ก่อเหตุเข้ามอบตัว อยากถามทำลูกชายทำไม ส่วนผลการชันสูตรพบกระสุน 2 นัด เข้าแขนขวา และลำคอทำให้เสียชีวิต
นาย กิตตินันทร์ อายุ 59 ปี และ นางสิมมา อายุ 54 ปี พ่อแม่ของผู้เสียชีวิต พร้อมพี่ชายและแฟนสาวของ นายอนุวรรตน์ อายุ 34 ปี ผู้เสียชีวิต เดินทางเข้าติตต่อรับศพที่นิติเวชโรงพยาบาลตำรวจ หลังผ่าชันสูตรแล้วเสร็จ กรณีถูก คนขับรถเวลไฟล์กระหน่ำยิงเสียชีวิตคารถเก๋ง อัลติส บริเวณทางด่วนประชาชื่น เมื่อช่วงเช้ามืดวันที่ 23 ธันวาคม 68 ที่ผ่านมา
โดยครอบครัวเล่าทั้งน้ำตาว่า เหตุกรณ์ที่เกิดขึ้นยังคงทำใจไม่ได้เพราะมันรวดเร็ว ซึ่งที่ผ่านมา ยืนยันว่าครอบครัวไม่เคยมีปัหญาหรือทะเลาะเบาะแว้งกับผู้ใดมาก่อน ส่วนตัวลูกชายไม่ได้มีจิตใจที่เหี้ยมโหด เพราะขนาดยุงยังไม่กล้าที่จะฆ่าเลย แต่มองว่าการกระทำของคนร้ายโหดร้าย ที่ก่อเหตุใช้ปืนยิงจำนวนหลายนัด
ทางครอบครัว บอกอีกว่า หากเจ้าหน้าที่จับกุมคนร้ายได้ อยากจะถามว่าสาเหตุใดถึงได้มาทำกับลูกเราขนาดนี้ ขณะนี้ทราบว่ามีการตรวจยึดรถของผู้ก่อเหตุได้แล้ว ส่วนตัวผู้ก่อเหตุนั้นไม่สามารถจับกุมได้ แต่อยากฝากไปถึงตัวผู้ก่อเหตุว่า ขอให้เข้ามอบตัวมาต่อสู้กับความเป็นจริง
ส่วนสาเหตุของเหตุการณ์เกิดครั้งนี้ จะเป็นเรื่องอะไรทางครอบครัวไม่เคยรู้มาก่อน แม้ว่าในอีดตลูกชายจะเคยถูกดำเนินคดี แต่ก็ได้รับโทษมาแล้ว และปัจจุบันก็กลับตัวกลับใจประกอบอาชีพสุจริต จึงไม่ทราบเหตุผล หรือสาเหตุที่แท้จริง
ทั้งนี้ทางครอบครัวจะนำร่างผู้เสียชีวิตไปบำเพ็ญกุศลที่วัดราชวรินทร์ ซอยตากสิน 21 กรุงเทพฯ ต่อไป เเละในส่วนของผลการชันสูตร พบว่า ผู้เสียชีวิตถูกกระสุนปืนจำนวน 2 นัด นัดแรกเข้าบริเวณลำคอด้านขวา ทะลุออกด้านซ้าย ส่วน นัดที่ 2 เข้าบริเวณต้นแขนขวา ทะลุออกไหล่ขวา ส่วนสาเหตุการเสียชีวิตนั้น คือ เส้นเลือดใหญ่ บริเวณลำคอ ฉีกขาดจากกระสุนปืน ทำให้เลือดออกจำนวนมาก
โดยนางสิมมา แม่ผู้เสียชีวิต เปิดเผยทั้งน้ำตากับผู้สื่อข่าวว่า ตอนนี้ภาวนาขอให้ตำรวจจับได้ และให้ผู้ก่อเหตุมารับกรรมในสิ่งที่ทำ ยันว่า “ถ้าตำรวจจับตัวได้ตนขอไม่ไปเจอ แค่นี้ก็เสียใจพอแล้ว แม่มีลูกแค่ 2 คน ลูกชายเพิ่งจะมีครอบครัว มันโหดร้ายเกินไป”
ขณะที่ กิตตินันทร์ พ่อของผู้เสียชีวิต บอกว่า อยากฝากไปถึงตัวผู้ก่อเหตุ ว่า ขอให้เข้ามอบตัว มาต่อสู้กับความเป็นจริง ส่วนสาเหตุของเหตุการณ์เกิดครั้งนี้ จะเป็นเรื่องไรทางครอบครัวไม่เคยรู้มาก่อน แม้ว่าในอีดตลูกชายจะเคยถูกดำเนินคดี แต่ก็ได้รับโทษมาแล้ว และปัจจุบันก็กลับตัวกลับใจประกอบอาชีพสุจริต จึงไม่ทราบเหตุผล หรือสาเหตุที่แท้จริง
ส่วนด้านแฟนสาวผู้เสียชีวิต เปิดเผยเพียงสั้นๆว่า แฟนไม่เคยยุ่งเกี่ยวกับคนก่อเหตุ ซึ่งตนก็ไม่รู้และไม่ทราบว่าแฟนเคยไปจำนำของกับผู้ก่อเหตุหรือไม่นั้นตนก็ไม่ทราบ ส่วนตอนเกิดเหตุนั้นไม่ได้มีปากเสียงกันเพียงเปิดกระจกกันทั้งคู่ ซึ่งตนก็ไม่แน่ใจว่า คนก่อเหตุมีกี่คน
ณ ตอนนี้ยังต้องติดตามความคืบหน้าเพิ่มเติมค่ะ