S&P เผย “บริษัทยักษ์สหรัฐ” ล้มละลายพุ่ง ใกล้แตะจุดสูงสุดรอบ 15 ปี
S&P เผย "บริษัทยักษ์สหรัฐ" ล้มละลายพุ่ง ใกล้แตะจุดสูงสุดรอบ 15 ปี แรงกดดันต้นทุนการผลิตเพิ่มขึ้น มาตรการภาษีทรัมป์ ภาวะเงินเฟ้อดื้อด้าน และตลาดแรงงานที่อ่อนแรงลง
วันที่ 14 พฤศจิกายน 2568 เวลา 16.28 น. สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า ข้อมูลจาก S&P Global ระบุว่าการยื่นล้มละลายของบริษัทขนาดใหญ่ในสหรัฐมีแนวโน้มพุ่งขึ้นแตะระดับสูงสุดในรอบ 15 ปี สะท้อนถึงแรงกดดันที่ทวีความตึงเครียดในภาคธุรกิจอเมริกัน ในช่วงเวลาที่นักลงทุนในตลาดการเงินกำลังอ่อนไหวเป็นพิเศษ
ยอดการยื่นล้มละลายรวมตลอดปีจนถึงเดือนตุลาคมอยู่ที่ 655 ราย เทียบกับทั้งปี 2567 ซึ่งอยู่ที่ 687 ราย โดยเฉพาะเดือนตุลาคมเพียงเดือนเดียวมีการยื่นล้มละลาย 68 ราย ส่วนเดือนสิงหาคมมีถึง 76 ราย ซึ่งเป็นตัวเลขรายเดือนสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2563 เป็นต้นมา
แม้ผลกระทบทั้งหมดจากนโยบายภาษีที่เปลี่ยนแปลงภายใต้ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ จะยังไม่ชัดเจน แต่ธุรกิจต่าง ๆ เริ่มได้รับผลกระทบจากต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้นแล้ว ซึ่งส่งผลต่อผู้บริโภคกลุ่มรายได้น้อยที่ยังต้องเผชิญเงินเฟ้อสูงและตลาดแรงงานที่อ่อนกำลังลง
ภาคอุตสาหกรรม (Industrials) มีจำนวนการล้มละลายมากที่สุดในปีนี้ รวม 98 ราย สะท้อนความเสี่ยงจากความปั่นป่วนของห่วงโซ่อุปทานที่อาจเกิดจากมาตรการภาษีศุลกากร รองลงมาคือบริษัทในกลุ่มสินค้าฟุ่มเฟือย (Consumer Discretionary) ซึ่งมีการยื่นล้มละลายแล้ว 80 รายในปีนี้
คลื่นความกังวลเรื่องเครดิตในช่วงที่ผ่านมา ได้ดึงดูดความสนใจไปยังตลาดสินเชื่อทั่วโลกที่มีมูลค่าหลายล้านล้านดอลลาร์ โดยความเสี่ยงได้ลุกลามไปถึงสถาบันการเงินชื่อดัง ทั้งธนาคารวอลล์สตรีทและธนาคารระดับภูมิภาค
ในเดือนกันยายน บริษัทผู้ผลิตชิ้นส่วนรถยนต์ First Brands ได้ยื่นล้มละลายหลังเปิดเผยว่ามีหนี้สินสูงกว่า 10,000 ล้านดอลลาร์ ซึ่งสร้างความตื่นตระหนกในหมู่นักลงทุนตราสารหนี้ ขณะที่บริษัทปล่อยสินเชื่อรถยนต์ซับไพรม์อย่าง Tricolor ก็ยื่นล้มละลายตามมาตรา Chapter 7 ในเดือนเดียวกัน ส่งผลให้ JPMorgan Chase ต้องบันทึกหนี้สูญ 170 ล้านดอลลาร์ โดยเจมี ไดมอน ซีอีโอของธนาคาร ระบุว่าเป็น “ช่วงเวลาที่ไม่น่าภาคภูมิใจนัก”
รายงานของ S&P ยังชี้ให้เห็นว่า จำนวนการยื่นล้มละลายในสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นทุกปีนับตั้งแต่ปี 2565 ซึ่งเป็นช่วงที่เงินเฟ้อสูงสุดในรอบหลายทศวรรษ บีบให้ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ต้องเร่งปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย
อ้างอิง : reuters.com