โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

กลางศึกเขมร 'บิ๊กปู-แม่ทัพกุ้ง' โลว์โปรไฟล์ โฟกัส 'บิ๊กหยอย' นำทัพ บนเส้นทาง สายบู๊ บุ๋น กับ ทางใหม่ ของ บิ๊กเล็ก

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 25 พ.ย. 2568 เวลา 03.36 น. • เผยแพร่ 24 พ.ย. 2568 เวลา 09.08 น.

แม้จะเป็น นายทหารสายพิราบ สายบุ๋น เพราะชีวิตรับราชการส่วนใหญ่ เติบโตในฝ่ายอำนวยการ หรือฝ่ายเสนาธิการ โดยเฉพาะในกรมยุทธการทหารบก แต่เมื่อถึงเวลาต้องเล่นบทบู๊ ผบ.หยอย พล.อ.อุกฤษฎ์ บุญตานนท์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ก็บู๊ อย่างมีสไตล์

โดยเฉพาะในยามที่ต้องเผชิญกับปัญหาภัยคุกคามจากกัมพูชา ที่มีโอกาสจะปะทะกันอีกรอบ หลังจากที่การปะทะรอบแรกไปเมื่อ 24-28 กรกฎาคม 2568 ในยุคที่ ผบ.อ๊อบ พล.อ.ทรงวิทย์ หนุนภักดี เป็นผู้บัญชาการทหารสูงสุด

หากการปะทะรอบ 2 เกิดขึ้น คาดว่าจะรุนแรง และอาจยาวนานกว่ารอบแรก

หลังทหารไทยเหยียบทุ่นระเบิดขาขาด ที่ห้วยตามาเรีย จ.ศรีสะเกษ เป็นรายที่ 7 จนทำให้นายกรัฐมนตรี รมว.กลาโหม มีมติเห็นพ้อง ให้มีมาตรการตอบโต้ ทั้งยุติการส่ง 18 ทหารเขมรเชลยศึก กลับกัมพูชา และการระงับ JD : Joint Declaration ข้อตกลงสันติภาพ

มีรายงานข่าวว่า มติดังกล่าวเป็นการหารือระหว่าง บิ๊กเล็ก พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รมว.กลาโหม และ พล.อ.อุกฤษฎ์ ที่อยู่ด้วยกันในงาน Defense and Security 2025 ที่อิมแพค เมืองทองธานีพอดี ก่อนที่ พล.อ.ณัฐพลจะโทร.ไปปรึกษานายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ซึ่งก็เห็นชอบด้วยทันที

บทบาทของ พล.อ.อุกฤษฎ์ โดดเด่นขึ้นมาทันที เมื่อประกาศที่จะส่งทหารชุดเก็บกู้ทุ่นระเบิด เก็บกู้ในทุกพื้นที่ที่เป็นอธิปไตยไทย โดยไม่สนใจว่าทหารกัมพูชาจะยอมหรือไม่ “ทำไมเราจะทำไม่ได้ ก็เราจะทำ”

อีกทั้งในบทบาทของการเป็นประธานคณะผู้บัญชาการทางทหาร (คบท.) ทำให้ พล.อ.อุกฤษฎ์ เป็นผู้บังคับบัญชาสูงสุดตามสายคอมแมนด์ ของผู้บัญชาการเหล่าทัพ โดยเฉพาะในยามวิกฤต

เมื่อครั้งรบรอบแรก พล.อ.ทรงวิทย์ ก็ได้รับมอบอำนาจจากสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ให้ทำหน้าที่ผู้อำนวยการยุทธ์ ตามแผนป้องกันประเทศจักรพงษ์ภูวนาถมาแล้ว

เนื่องจากเป็นการรบใช้กำลังของทั้งสามเหล่าทัพ จึงต้องมีผู้บัญชาการทหารสูงสุดและผู้บัญชาการทางทหาร เป็นผู้อำนวยการรบ

มาในครั้งนี้ พล.อ.อุกฤษฎ์ มารับหน้าที่นี้ต่อจาก พล.อ.ทรงวิทย์ โดยตำแหน่ง

แต่ที่แตกต่างคือสไตล์การทำงานเท่านั้น

“ขอให้มั่นใจในตัว พล.อ.อุกฤษฎ์ ซึ่งเป็นเพื่อนรักของผม เขาเก่งกว่าผมหลายเท่า” พล.อ.ทรงวิทย์ได้กล่าวไว้ก่อนเกษียณราชการ

พล.อ.อุกฤษฎ์ เป็นเพื่อนเตรียมทหารรุ่น 24 ของผู้บัญชาการเหล่าทัพปัจจุบัน ทั้งบิ๊กหนุ่ย พล.อ.ธราพงษ์ มะละคำ ปลัดกระทรวงกลาโหม และบิ๊กเฟื่อง พล.ร.อ.ไพโรจน์

เฟื่องจันทร์ ผู้บัญชาการทหารเรือ ถือเป็นเตรียมทหารรุ่น 24 ระลอกสุดท้ายที่ได้ขึ้นเป็นผู้บัญชาการเหล่าทัพ

โดยก่อนหน้านี้มี บิ๊กหนุ่ม พล.อ.สนิธชนก สังขจันทร์ เคยเป็นปลัดกระทรวงกลาโหม พล.อ.ทรงวิทย์ เคยเป็นผู้บัญชาการทหารสูงสุด และบิ๊กไก่ พล.อ.อ.พันธ์ภักดี พัฒนกุล เคยเป็นผู้บัญชาการทหารอากาศคนก่อน

พล.อ.อุกฤษฎ์ มาจากกองพลบูรพาพยัคฆ์ ในกองพันทหารราบที่ 1 กรมทหารราบที่ 2 รักษาพระองค์ฯ (ร.2 พัน 1 รอ.) ชายแดนไทย-กัมพูชาด้านจังหวัดปราจีนบุรี สระแก้ว เคยเป็นผู้บังคับหมวดปืนเล็กกองร้อยอาวุธเบา ร.2 พัน 1 รอ.

ก่อนที่ต่อมาจะย้ายเข้ากรุงมาอยู่กองพลทหารวงศ์เทวัญ อยู่ในกองพันทหารราบที่ 3 กรมทหารราบที่ 1 มหาดเล็กรักษาพระองค์ฯ (ร.1 พัน 3 รอ.) จนเป็นผู้บังคับหมวดปืนเล็กกองร้อยอาวุธเบาและ ผู้บังคับหมวดอาวุธหนัก กองร้อยสนับสนุนการรบ จนขึ้นเป็นผู้บังคับกองร้อยอาวุธเบา ทร.1 พัน 3 รอ. และเป็น ฝอ.3 นายทหารฝ่ายยุทธการและการฝึก ร.1 พัน 3 รอ.

จากนั้นชีวิตถึงจุดหักเหจากการอยู่หน่วยรบ มาอยู่ฝ่ายอำนวยการ เมื่อเข้าเรียนโรงเรียนเสนาธิการทหารบก และเมื่อเรียนจบก็ย้ายมาอยู่กรมยุทธการทหารบก

แม้ว่าต่อมาจะกลับสู่หน่วยกำลังรบ กองพลวงศ์เทวัญ ในตำแหน่งผู้ช่วยหัวหน้าฝ่ายยุทธการ (ฝ่ายแผน) กองพลที่ 1 รักษาพระองค์ฯ (พล.1 รอ.) แต่ปีเดียวก็กลับมาอยู่เต็มตัวในกรมยุทธการทหารบก (ยก.ทบ.) กองบัญชาการกองทัพบก

กล่าวได้ว่าชีวิตรับราชการของ พล.อ.อุกฤษฎ์ อยู่ที่กรมยุทธการทหารบกตั้งแต่ปี 2542 ในตำแหน่งหัวหน้าแผนก กรมยุทธการทหารบก และเติบโตจนเป็นผู้อำนวยการกอง กรมยุทธการทหารบก และผู้อำนวยการสำนักนโยบายและแผน กรมยุทธการทหารบก ผู้อำนวยการสำนักฝึกและศึกษาทางทหาร กรมยุทธการทหารบก

จากนั้นก็เริ่มเข้าไลน์ เป็นรองเจ้ากรมยุทธการทหารบก และเจ้ากรมยุทธการทหารบก ในปี 2563

และเป็นเสนาธิการทหารบก ตำแหน่งสูงสุดของฝ่ายอำนวยการ เมื่อปี 2565

ถือเป็นตำแหน่งในห้าเสือกองทัพบก และควบเก้าอี้เลขาธิการกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.)

เนื่องจาก พล.อ.อุกฤษฎ์เรียนเก่ง เรียนเร็ว และอายุน้อย จึงได้นั่งในทุกตำแหน่งในห้าเสือ ทบ. คือ จาก เสธ.ทบ. ขยับเป็น ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบกและได้มาปฏิบัติหน้าที่ผู้ช่วยผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร

และเป็นรองผู้บัญชาการศูนย์บัญชาการทางทหาร ในยุคที่ บิ๊กปู พล.อ.พนา แคล้วปลอดทุกข์ ขยับจากแม่ทัพภาค 1 ขึ้นมาเป็นเสนาธิการทหารบก ที่อาจจะไม่ใช่งานถนัดของ พล.อ.พนาที่เติบโตมาในสายกำลังรบ จึงมี พล.อ.อุกฤษฎ์ คอยช่วยอีกแรงหนึ่ง

พล.อ.อุกฤษฎ์เคยเป็นแคนดิเดต ผบ.ทบ. แต่มีอายุราชการเกษียณตุลาคม 2570 พร้อม พล.อ.พนา จึงต้องเป็นฝ่ายหลบทางให้ พล.อ.พนา รุ่นน้องเตรียมทหาร 26 ที่มาแรง ตั้งแต่เป็นรองแม่ทัพภาค 1 และขึ้นเป็น ผบ.ทบ.

พล.อ.อุกฤษฎ์จึงถูกส่งข้ามห้วยมา บก.ทัพไทย เป็นรองผู้บัญชาการทหารสูงสุด และขึ้นเป็นผู้บัญชาการทหารสูงสุด เมื่อตุลาคม 2568 ที่ผ่านมา

ถือเป็นการเปลี่ยนม้ากลางศึก ในห้วงการสู้รบกับกัมพูชา ที่แม้จะหยุดยิงชั่วคราวหลังรบกัน 4 คืน 5 วันก็ตาม แต่ก็ถือว่าเป็นห่วงวิกฤตภัยความมั่นคงชายแดนด้านตะวันออก

พล.อ.อุกฤษฎ์นับว่าครบเครื่องในสายบุ๋น เพราะไปเรียนโรงเรียนเสนาธิการทหารมาเลเซีย และจบหลักสูตรการศึกษายุทธศาสตร์และการป้องกันประเทศ มหาวิทยาลัยมาลายาด้วย และยังจบหลักสูตรกฎหมายว่าด้วยการขัดกันด้วยอาวุธที่อิตาลี และไปปฏิบัติราชการในกองกำลัง UNTAET ในติมอร์ตะวันออก กองกำลังเฉพาะกิจร่วม 976 ไทย/ติมอร์ตะวันออก ผลัดที่ 4

เมื่อขึ้นมาเป็นผู้บัญชาการทหารสูงสุด พล.อ.อุกฤษฎ์ถือเป็นผู้บัญชาการเหล่าทัพที่นายอนุทินเชิญพบและร่วมประชุม รวมถึงโทรศัพท์ปรึกษาพูดคุยบ่อยที่สุด รวมถึงการลงพื้นที่ชายแดนร่วมกับนายอนุทินหลายครั้ง

ที่สำคัญด้วยความใกล้ชิดสนิทสนมเติบโตในกรมยุทธการทหารบกมาด้วยกันกับ พล.อ.ณัฐพล จึงทำให้การทำงานเข้าขา และมองตารู้ใจ แบบนายทหารสายบุ๋นด้วยกัน

ดังนั้น เมื่อ พล.อ.ณัฐพลขึ้นเป็น รมว.กลาโหม เต็มตัวในรัฐบาลของนายอนุทิน จึงทำให้ พล.อ.อุกฤษฎ์ เป็นผู้นำกองทัพ ซึ่งเป็นที่ไว้วางใจของ พล.อ.ณัฐพลอย่างมาก

พล.อ.ณัฐพลเป็นรุ่นพี่เตรียมทหาร 20 ที่เติบโตมาในตำแหน่งต่างๆ ในกรมยุทธการทหารบก เช่นเดียวกับ พล.อ.อุกฤษฎ์ จนเป็นเจ้ากรมยุทธการทหารบก เสนาธิการทหารบก และรอง ผบ.ทบ. ก่อนที่ พล.อ.ณัฐพลจะย้ายข้ามฟากจากกองทัพบก ไปทำเนียบรัฐบาล นั่งเก้าอี้เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ ในยุคบิ๊กตู่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรี

ไม่แค่นั้นนายทหารสายบุ๋น ที่เติบโตมาในกรมยุทธการทหารบก และมีบทบาทสำคัญในปัจจุบัน ยังมี เสธ.ปูด้วง พล.อ.ชัยพฤกษ์ ด้วงประพัฒน์ เสนาธิการทหารบก คู่ใจของ พล.อ.พนา เพราะเป็นเพื่อนร่วมรุ่นเตรียม 26

และมี เจ้ากรมเก๋ พล.ท.ณัฐวุฒิ ภาสุวานิชยพงศ์ รุ่นน้องเตรียมทหาร 31 ขึ้นมาเป็นเจ้ากรมยุทธการทหารบก ซึ่งถือเป็นดาวเด่นของกองทัพบกในสายฝ่ายอำนวยการเพราะมีอายุราชการถึงตุลาคม 2575 และเป็นนายทหารที่ไปช่วยงาน พล.อ.ประยุทธ์ที่ทำเนียบรัฐบาลมายาวนานเกือบ 10 ปี ได้ชื่อว่าเป็นทีมตึกไทยคู่ฟ้า และได้ฉายาว่าเป็น “นายกฯ น้อย” คนหนึ่ง ที่ พล.อ.ประยุทธ์ไว้วางใจ และให้ดูแลเรื่องต่างๆ แทน

เรียกได้ว่านายทหารสายบุ๋นในกองทัพบกเวลานี้ เติบโตมาในยุคพี่น้อง 3 ป. โดยเฉพาะ พล.อ.ประยุทธ์ มาอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ พล.อ.ณัฐพล ก็ถือว่าเป็นน้องรัก และการที่ได้มามานั่งเป็น รมว. กลาโหมในรัฐบาลของนายอนุทินนี้ พล.อ.ประยุทธ์ก็มีส่วนสำคัญในการสนับสนุน และยังคงเป็นผู้หลักผู้ใหญ่ที่ พล.อ.ณัฐพลให้ความเคารพนับถือ และปรึกษาหารือในบางเรื่องที่สำคัญ เพราะ พล.อ.ประยุทธ์ ก็ดำรงตำแหน่งองคมนตรีอีกด้วย

ดังนั้น จะเห็นได้ว่าท่ามกลางสถานการณ์ตึงเครียดชายแดนไทย-กัมพูชา กองทัพบกซึ่งเป็นเหล่าทัพหลักในการรับผิดชอบพื้นที่การรบทั้งในส่วนของกองกำลังสุรนารี กองทัพภาค 2 อีสานใต้ และพื้นที่กองกำลังบูรพา กองทัพภาค 1 บรรดาคีย์แมนจึงเป็นนายทหารสายบุ๋น เป็นส่วนใหญ่

ขณะที่ พล.อ.พนา แม้จะเติบโตมาจากหน่วยกำลังรบ เช่น ร.31 รอ. กองพลทหารวงศ์เทวัญ และกองพลสไตรเกอร์ พล.ร.11 ก็ตาม

แต่ก็มีความเป็นนายทหารนักวิชาการ เคยเป็นครูบาอาจารย์ในโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้าฯ มาก่อนด้วย

พล.อ.พนาจึงไม่ใช่นายทหารสายบู๊ ที่พร้อมจะเปิดการสู้รบรอบสอง ตามกระแสเสียงเรียกร้องของประชาชน หรือความต้องการของทหารหน้าแนว ที่พร้อมสละชีพเพื่อให้ปัญหาทุกอย่างจบ เผด็จศึกกัมพูชาโดยเร็ว

ดังนั้น จะเห็นได้ว่าย่างก้าวของกองทัพบก จะเป็นไปอย่างมีขั้นตอน และระมัดระวัง เพราะพิจารณาในหลายปัจจัย ก่อนที่จะนำกองทัพเข้าสู่การสู้รบรอบสอง

โดยต้องพิจารณาทั้งเรื่องของงบประมาณ ที่ตลอดเวลากว่า 3 เดือนตั้งแต่การสู้รบรอบแรก กองทัพใช้งบประมาณไปแล้วเกือบหมื่นล้านบาท และความพร้อมของกำลังพล ทั้งในแง่ของจำนวน ที่อาจไม่เพียงพอจึงต้องเอาทหารกองทัพภาค 1 และกองทัพภาค 3 ภาคเหนือ มาเสริมกำลังในพื้นที่กองทัพภาค 2

รวมทั้งเรื่องอาวุธยุทโธปกรณ์และกระสุน ที่จะต้องมีเพียงพอหากการสู้รบรอบ 2 ต่อเนื่องยาวนาน โดยเฉพาะเรื่องโดรน ทั้งเชิงรุกและเชิงรับ

รวมถึงกระแสของสังคมโลกโดยเฉพาะมหาอำนาจอย่างสหรัฐอเมริกา และอาเซียน ที่เคยมีบทบาททำให้ไทยและกัมพูชาต้องลงนามในประกาศสันติภาพ เมื่อ 26 ตุลาคม 2568 ที่ผ่านมาที่มาเลเซีย ก่อนที่จะถูกระงับเมื่อทหารไทยเหยียบกับระเบิดที่ทหารเขมรวางใหม่ขัดอนุสัญญาออตตาวาจนขาขาด

แม้ทหารทุกคนจะอยากรบ อยากสั่งสอนกัมพูชา แต่ระดับผู้บริหารกองทัพต้องพิจารณาหลายปัจจัย ก่อนที่จะนำกองทัพเข้าสู่การสู้รบอีกครั้ง

พล.อ.พนาดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการทหารบกเป็นปีที่ 2 ซึ่งดูแตกต่างจากที่เป็น ผบ.ทบ.ในปีแรก และนำการสู้รบรอบแรก

เพราะในเวลานั้นแม้ พล.อ.พนาจะเก็บตัวเงียบไม่ออกสื่อไม่ให้สัมภาษณ์แต่ก็เป็นผู้สนับสนุน แม่ทัพกุ้ง พล.ท.บุญสิน พาดกลาง แม่ทัพภาค 2 ให้ออกแอ๊กชั่นและแสดงความคิดเห็น จนไม่รู้สึกว่าผู้นำกองทัพขาดหาย แม้ ผบ.ทบ.จะไม่ออกหน้ากล้องเองก็ตาม

แต่มาเวลานี้ พล.ท.บุญสินเกษียณราชการแล้ว แม้ พล.อ.พนาจะแต่งตั้งให้เป็นที่ปรึกษา ผบ.ทบ. แต่ก็มีข้อจำกัดในเรื่องการแสดงความคิดเห็นผ่านสื่อ จนเกิดปัญหาเรื่องคำสั่งหยุดยิงในการสู้รบวันแรก จนที่สุดมีคำสั่งให้ พล.ท.บุญสินแก้ข่าวและจากนั้นก็ลดบทบาทในเรื่องการให้สัมภาษณ์และการออกสื่อลงไป

ในขณะที่แม่ทัพเติ่ง พล.ท.วีระยุทธ รักศิลป์ แม่ทัพภาค 2 คนใหม่ ที่แม้จะเป็นเพื่อนเตรียมทหารรุ่น 26 เช่นเดียวกับ พล.ท.บุญสิน แต่บุคลิกก็แตกต่าง คือเงียบและไม่ค่อยออกสื่อ จึงมักจะโดนทัวร์ลงบ่อยๆ

ทำให้ พล.อ.พนาถูกจับตามองมากขึ้นในฐานะผบ.ทบ. ที่อาจจะต้องแอ๊กชั่นเพื่อให้ประชาชนและกำลังพลมีความมั่นใจมากขึ้นโดยเฉพาะหากต้องมีการสู้รบรอบสอง

อย่างไรก็ตาม พล.อ.พนาก็ยังคงเลือกที่จะทำหน้าที่อยู่หลังฉาก ในการสนับสนุน พล.ท.วีระยุทธ ในการทำหน้าที่ต่อไป

การที่ พล.อ.พนามีจุดอ่อนในเรื่องการไม่ออกสื่อ ไม่ค่อยให้สัมภาษณ์ โดยจะใช้ช่องทางการชี้แจงผ่านทีมโฆษกกองทัพบกเป็นหลัก จึงส่งผลให้บทบาทหลักนี้ถูกโฟกัสที่ พล.อ.อุกฤษฎ์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด แทน

แม้ว่า พล.อ.อุกฤษฎ์จะไม่ค่อยอยากให้สัมภาษณ์สื่อ แต่ทุกครั้งที่สื่อพบหน้า ก็สามารถที่จะพูดคุยนอกรอบ หรือขอสัมภาษณ์ได้บ้าง เนื่องจาก พล.อ.ณัฐพลเองได้ให้นโยบายไว้ว่า หากไม่สื่อสารเลยก็จะไม่มีใครที่ชี้แจงในระดับนโยบาย จึงเป็นเหตุผลให้ พล.อ.ณัฐพลเองยังคงให้สัมภาษณ์สื่อทุกครั้งที่พบหน้า แม้ว่าหลายครั้งกันให้สัมภาษณ์นั้นจะทำให้ถูกโจมตีก็ตาม

แม้ว่าตำแหน่งผู้บัญชาการทหารบก จะถือเป็นผู้บัญชาการในการสู้รบตัวจริง แต่ด้วยการลดบทบาทของ พล.อ.พนา จึงทำให้บทบาทของ พล.อ.อุกฤษฎ์ กลายเป็นความหวัง ในบรรดาผู้บัญชาการเหล่าทัพชุดใหม่ ที่ขึ้นมาในยามเปลี่ยนม้ากลางศึก

เพราะในตัว พล.อ.อุกฤษฎ์ ก็ถือว่ามีทั้งเลือดสายบู๊และสายบุ๋น อยู่ในตัว ดังนั้น การวางแผนการรบหรือย่างก้าวสู่สนามรบ จึงถูกมองอย่างมั่นใจว่าจะวางแผนรอบคอบแบบเสนาธิการ ที่มากประสบการณ์ และในขณะเดียวกันก็จะมีความดุดันเด็ดขาด ในฐานะที่เป็นทหารหน่วยรบทั้งกองพลบูรพาพยัคฆ์ และกองพลทหารวงศ์เทวัญ

ที่สำคัญ พล.อ.อุกฤษฎ์ ยังถือเป็นความหวังในฐานะผู้นำ ผบ.เหล่าทัพ ถึงขั้นที่ พล.อ.ณัฐพลจับมือให้กำลังใจพร้อมแสดงความเชื่อมั่นในตัวน้องเลิฟคนนี้

ในระยะหลัง พล.อ.ณัฐพลเอง ก็ปรับเปลี่ยนโหมดตัวเองจากโหมดสันติภาพ มาสู่โหมดสายบู๊ที่พร้อมจะสู้รบหลังจากที่ได้พยายามเจรจาและประชุม มาจนประกาศว่าไม่อยากประชุมให้เปลืองภาษีอีกแล้ว

อีกทั้งที่ผ่านมาด้วยความรับผิดชอบที่ต้องประคองสถานการณ์และเจรจาทำให้ พล.อ.ณัฐพลถูกโจมตีและถูกทัวร์ลงมานับครั้งไม่ถ้วน โดยเฉพาะความคิดเรื่องเปิดด่าน ที่แม้จะไม่ใช่ความคิดเพียงลำพังของ พล.อ.ณัฐพลก็ตาม แต่ พล.อ.ณัฐพลก็ไม่พาดพิงใคร และก้มหน้าโดนโจมตีเพียงคนเดียว

แต่เมื่อสถานการณ์เกินเยียวยา พล.อ.ณัฐพลก็เล่นบทบู๊ จนประกาศที่จะเอาคืนปราสาทตาควายไม่ว่าจะด้วยวิธีใด พร้อมประกาศลั่นที่จะไม่ปล่อยตัวเชลยศึก และไม่คิดที่จะเจรจากับกัมพูชาอีกแล้ว จนมาถึงการประกาศกฎการใช้กำลัง ให้ยิงเตือนและยิงตรงได้เลยหากทหารกัมพูชาล้ำอธิปไตยไทย และเตือนแล้วไม่ฟัง

พล.อ.ณัฐพลระบุว่า การสู้รบรอบสอง หรือการปะทะอาจเกิดขึ้นได้ หากฝ่ายกัมพูชารุกล้ำอธิปไตยไทย รวมถึงการขัดขวางการเก็บกู้ทุ่นระเบิด ที่ไทยกำลังเร่งเคลียร์ในทุกพื้นที่ ตามการสนับสนุนของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐอเมริกา ที่เคยได้พูดคุยกับนายอนุทิน

ขณะเดียวกันกองทัพก็เล่นบทบู๊มากขึ้นหลังจากที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์มานานว่าสุภาพบุรุษใจดี ได้แต่ประท้วงและประณามมาตลอด โดยมีการแก้ไขกฎใช้กำลังและกฎการปะทะ ในกรณีที่ทหารกัมพูชาล้ำเส้น ปฏิบัติการหรืออธิปไตยไทย จะเตือนด้วยวาจาก่อนแล้วจากนั้น จะยิงเตือนหากไม่หยุด ก็จะเป็นการยิงตรง

จะไม่มีแค่ประท้วงและประณามเช่นแต่ก่อนอีกแล้ว

การประชุมคณะผู้บัญชาการทหารเมื่อเช้า 19 พฤศจิกายนที่ผ่านมาที่กองบัญชาการกองทัพไทย พล.อ.อุกฤษฎ์ ได้ตอกย้ำการปฏิบัติ ตามมติที่คณะผู้บัญชาการทหาร ในยุคของ พล.อ.ทรงวิทย์ และมติผู้บัญชาการทหารร่วม ของผู้บัญชาการเหล่าทัพชุดก่อนหน้านี้และผู้บัญชาการเหล่าทัพชุดใหม่ ในการยืนยันจุดยืนการปิดด่าน การสร้างรั้วชายแดน และการปกป้องอธิปไตยภายใต้กรอบกฎหมายและกฎใช้กำลัง จนกว่ากัมพูชาจะสิ้นสุดการเป็นปฏิปักษ์ต่อประเทศไทย

ที่สำคัญคือมีการรับทราบแผนของกองทัพบก กองทัพเรือ และกองทัพอากาศ ในกรณีที่เกิดการปะทะและการสู้รบเกิดขึ้นอีกครั้ง โดยครั้งนี้จะเป็นครั้งที่ใหญ่กว่า และตลอดแนวทั้งทางทะเลและทางบก เพราะครั้งที่ผ่านมากองทัพเรือยังไม่ได้ร่วมปฏิบัติการเต็มที่

ขณะที่กองทัพอากาศ เตรียมแผนปฏิบัติการโดยถอดบทเรียนจากการรบคราวที่แล้ว เพื่อให้การใช้กำลังทางอากาศเป็นไปอย่างสมบูรณ์และปลอดภัย สามารถสนับสนุนการปฎิบัติการภาคพื้นของกองทัพบกได้อย่างประสานสอดคล้อง

โดยที่นายกรัฐมนตรีได้แต่งตั้ง “คณะกรรมการนโยบายความมั่นคงชายแดน” ที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน ร่วมด้วย รมว.กลาโหม รมว.ต่างประเทศ ปลัดกระทรวงกลาโหม ปลัดกระทรวงการต่างประเทศ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ผู้บัญชาการเหล่าทัพ เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ และผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติ เพื่อเป็นกรรมการในการประชุมวงเล็ก ก่อนเข้าที่ประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) เพื่อกำหนดแนวทางในการทำงานร่วมกัน

เป็นที่คาดการณ์กันว่าในส่วนของกองทัพ พล.อ.อุกฤษฎ์ จะเป็นกำลังหลัก และเป็นคีย์หลักของกองทัพ ในการศึกครั้งนี้

ดังนั้น ไฟโฟกัสจึงจับจ้องมาที่ พล.อ.อุกฤษฎ์ ที่จะเป็นแม่ทัพใหญ่ ในการนำศึกเขมรรอบสอง ที่พร้อมนับถอยหลังได้ทุกเมื่อ

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : กลางศึกเขมร ‘บิ๊กปู-แม่ทัพกุ้ง’ โลว์โปรไฟล์ โฟกัส ‘บิ๊กหยอย’ นำทัพ บนเส้นทาง สายบู๊ บุ๋น กับ ทางใหม่ ของ บิ๊กเล็ก

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th/weekly

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...