โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต้องรื้อรัฐธรรมนูญ 2560: มายากลซ่อนสิทธิ กระบวนการยุติธรรม และเสรีภาพทางการเมือง

iLaw

อัพเดต 16 ธ.ค. 2568 เวลา 12.52 น. • เผยแพร่ 04 ธ.ค. 2568 เวลา 06.26 น. • iLaw

ตามคำสัญญาที่รัฐบาลพรรคภูมิใจไทยให้ไว้กับพรรคประชาชน ว่าจะเดินหน้าสู่การทำประชามติพร้อมเลือกตั้ง ซึ่งในการทำประชามติครั้งนี้จะมีคำถามสำคัญว่า "เห็นชอบหรือไม่ กับการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่" ประชาชนต้องพร้อมใจกันลงประชามติออกเสียง "เห็นชอบ" กับคำถามนี้ให้มากที่สุด เพื่อเปิดทางออกจากระบอบการเมืองที่อำนาจอยู่ในมือของคณะรัฐประหารและพวกพ้อง และเปิดโอกาสสู่ความเป็นไปได้ใหม่ๆ ที่จะมีการเมืองที่โปร่งใส เป็นธรรม ประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

รัฐธรรมนูญ 2560 เป็นรัฐธรรมนูญฉบับแรกที่เขียนหมวด “หน้าที่ของรัฐ” ขึ้นมา แทนที่หมวด “แนวนโยบายของรัฐ” ในรัฐธรรมนูญฉบับก่อนหน้า ซึ่งพบว่า สิทธิเสรีภาพของประชาชนบางส่วน ถูกวางเอาไว้ในหมวด “หน้าที่ของรัฐ” แตกต่างจากรัฐธรรมนูญฉบับก่อนหน้าที่กำหนดเอาไว้ในหมวด สิทธิและเสรีภาพของประชาชน

ชวนแกะรอย “สิทธิในกระบวนการยุติธรรม” และ “เสรีภาพทางการเมือง” ที่ถูกเล่น “มายากล” ในรัฐธรรมนูญ 2560 ผ่านการย้ายหมวด ลดทอน หรือกระทั่งถูกทำให้หายไปจากบทบัญญัติสูงสุดของประเทศ อันมีหน้าที่สำคัญคือ การรับรอง “สิทธิและเสรีภาพ” ของประชาชนในทุกด้าน

รัฐธรรมนูญ 2560 จงใจเขียนสิทธิเสรีภาพใหม่ แต่เพิ่ม “หน้าที่รัฐ” มาจัดสรรสิทธิให้ประชาชน

คำอธิบายประกอบรายมาตราของรัฐธรรมนูญ 2560 ระบุความมุ่งหมายในการบัญญัติสิทธิและเสรีภาพของประชาชนว่า ได้เปลี่ยนวิธีเขียนบทบัญญัติเรื่องสิทธิเสรีภาพให้เป็นสากลมากขึ้น โดยวางหลักการว่า “อะไรที่ไม่ได้ห้ามไว้ในรัฐธรรมนูญหรือกฎหมาย สามารถทำได้และได้รับการคุ้มครอง” ทั้งปรับปรุงหลักการจากรัฐธรรมนูญฉบับก่อนๆ โดยรับรองสิทธิและเสรีภาพของประชาชนชาวไทยให้ครอบคลุมกว้างขึ้นกว่าเดิม โดยไม่จำเป็นต้องมีกฎหมายมารองรับสิทธิและเสรีภาพดังกล่าว

ทั้งนี้ คำอธิบายดังกล่าวยังระบุด้วยว่า เมื่อมีสิทธิแล้วย่อมจะต้องมีหน้าที่ความรับผิดชอบ “สิทธิและหน้าที่จึงเป็นของคู่กัน เพราะเมื่อบุคคลใดบุคคลหนึ่งมีสิทธิหรือได้ประโยชน์ที่กฎหมายรับรองให้แล้ว อีกบุคคลหนึ่งก็จะต้องมีหน้าที่ที่จะไม่รบกวนหรือขัดขวางต่อสิทธินั้น ในอันที่จะกระทำการ หรืองดเว้นไม่กระทำการใดๆ เพื่อให้เป็นไปตามสิทธินั้นอย่างไรก็ได้”

นอกจากนี้ เสรีภาพของบุคคลก็ย่อมก่อหน้าที่แก่บุคคลอื่นๆ เช่นกัน โดยบุคคลอื่นๆ ไม่มีสิทธิที่จะบังคับหรือขัดขวางการใช้เสรีภาพของบุคคล ทั้งนี้ การใช้เสรีภาพจะต้องไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน และไม่ละเมิดสิทธิหรือเสรีภาพของบุคคลอื่น อีกทั้งระบุเพิ่มเติมว่า ได้กำหนดกรอบการใช้สิทธิและเสรีภาพว่า ต้องไม่กระทบต่อความมั่นคงของชาติ ด้วยเหตุว่า การใช้สิทธิและเสรีภาพย่อมต้องมีความรับผิดชอบต่อผู้อื่น สังคม และประเทศชาติ

ส่วนคำอธิบายประกอบหมวด “หน้าที่ของรัฐ” นั้น ระบุความมุ่งหมายของการบัญญัติหมวดนี้ไว้ 4 ประการด้วยกัน หนึ่งในนั้น คือ รัฐธรรมนูญฉบับก่อนๆ ได้บัญญัติสิทธิและเสรีภาพต่างๆ ในลักษณะที่เป็น “นามธรรม” ผู้ใดต้องการได้รับสิทธิก็จำเป็นต้องเรียกร้องเอา จึงต้องบัญญัติหมวดหน้าที่ของรัฐเพื่อเป็นหลักประกันว่า รัฐต้องทำหน้าที่ตามที่รัฐธรรมนูญกำหนดตามกำลังความสามารถทางการเงินการคลังของรัฐ โดยที่ประชาชนไม่ต้องเรียกร้อง

คำอธิบายดังกล่าวยังสอดคล้องกับคำกล่าวของมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญว่า “เรื่องสิทธิเสรีภาพ แทนที่จะเขียนลอยๆ ว่ามีสิทธิอะไรให้ไปเรียกร้องเอาเอง คราวนี้เขียนใหม่ให้เป็นหน้าที่ของรัฐ หน้าที่ของเจ้าหน้าที่รัฐไปทำให้สิทธินั้นเกิดขึ้น อะไรที่คิดว่าทำให้เกิดการพัฒนาในทางที่ดีขึ้นถ้าประชาชนไปใช้สิทธินั้น เราก็เขียนให้เป็นหน้าที่ของรัฐ” โดยระบุเพิ่มเติมด้วยว่า การเขียนเช่นนี้ แม้ประชาชนอยู่เฉยๆ ประชาชนก็จะได้รับสิทธิ ถ้ารัฐไม่ปฏิบัติตามก็ถือว่าจงใจไม่ปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญ สิทธิหลายอย่างบังคับให้รัฐทำ บางเรื่องเขียนไว้เป็นหน้าที่ของรัฐ ใครมีหน้าที่ต่อเราก็เกิดสิทธิขึ้นมาแล้ว

สิทธิในกระบวนการยุติธรรมถูกตัดให้สั้นลง สิทธิมีทนายความหายไป

เมื่อต้อง “ขึ้นโรงขึ้นศาล” สิทธิในการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมที่สะดวก รวดเร็ว เป็นบทบัญญัติหนึ่งในรัฐธรรมนูญที่จะต้องบัญญัติไว้เพื่อคุ้มครองประชาชนที่เดินเข้าสู่กระบวนการศาล

มาตรา 29 ของรัฐธรรมนูญ 2560 ระบุถึงสิทธิในกระบวนการยุติธรรมเอาไว้ว่า

“บุคคลไม่ต้องรับโทษอาญา เว้นแต่ได้กระทําการอันกฎหมายที่ใช้อยู่ในเวลาที่กระทํานั้นบัญญัติเป็นความผิดและกําหนดโทษไว้ และโทษที่จะลงแก่บุคคลนั้นจะหนักกว่าโทษที่บัญญัติไว้ในกฎหมายที่ใช้อยู่ในเวลาที่กระทําความผิดมิได้

ในคดีอาญา ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าผู้ต้องหาหรือจําเลยไม่มีความผิด และก่อนมีคําพิพากษาอันถึงที่สุดแสดงว่าบุคคลใดได้กระทําความผิด จะปฏิบัติต่อบุคคลนั้นเสมือนเป็นผู้กระทําความผิดมิได้

การควบคุมหรือคุมขังผู้ต้องหาหรือจําเลยให้กระทําได้เพียงเท่าที่จําเป็น เพื่อป้องกันมิให้มีการหลบหนี

ในคดีอาญา จะบังคับให้บุคคลให้การเป็นปฏิปักษ์ต่อตนเองมิได้

คําขอประกันผู้ต้องหาหรือจําเลยในคดีอาญาต้องได้รับการพิจารณาและจะเรียกหลักประกันจนเกินควรแก่กรณีมิได้ การไม่ให้ประกันต้องเป็นไปตามที่กฎหมายบัญญัติ”

ในมาตราดังกล่าวรับรองสิทธิพื้นฐานของประชาชนอันเกี่ยวเนื่องกับกระบวนการยุติธรรมไว้อย่างน้อย 2 ประการด้วยกัน คือ

  • หลักการ “ไม่มีโทษ โดยไม่มีกฎหมาย” กล่าวคือ บุคคลจะถูกลงโทษได้ต่อเมื่อมีกฎหมายบัญญัติไว้ในขณะที่กระทำผิด จะนำกฎหมายที่ออกมาภายหลัง มาลงโทษย้อนหลังไม่ได้
    ซึ่งหากเปรียบเทียบกับรัฐธรรมนูญถาวร 2 ฉบับก่อนหน้า หลักการนี้ได้รับการรับรองในมาตรา 32 ของรัฐธรรมนูญ 2540 และมาตรา 39 วรรคหนึ่ง ของรัฐธรรมนูญ 2550

  • หลักการสันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นผู้บริสุทธิ์ อันเป็นหลักการสากลที่ใช้ในการพิจารณาคดีที่ระบุว่า ผู้ต้องหาหรือจำเลยที่ถูกดำเนินคดีจะถือว่ายังไม่มีความผิดจนกว่าจะพิพากษาถึงที่สุดว่ามีความผิด และต้องได้รับการปฏิบัติว่าเป็นผู้บริสุทธิ์จนกว่าจะมีคำพิพากษาถึงที่สุด จะปฏิบัติเสมือนว่ากระทำผิดไปแล้วไม่ได้
    หลักการดังกล่าวยังปรากฏอยู่ในรัฐธรรมนูญ 2540 มาตรา 33 และรัฐธรรมนูญ 2550 มาตรา 39 วรรคสองและสาม

ส่วนหลักการอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง คือ หลักการควบคุมตัวผู้ต้องหาได้ “เท่าที่จำเป็น” หลักการสิทธิที่บุคคลจะไม่ให้การเป็นปฏิปักษ์ต่อตนเอง และหลักการให้ผู้ต้องหาได้รับประกันตัว มาตรา 29 มิได้รับรองไว้เป็น “สิทธิ” ของประชาชน แต่เขียนไว้เพียงเป็นหลักการที่ต้องปฏิบัติตาม ซึ่งแตกต่างจากในรัฐธรรมนูญ 2540 และ 2550 ที่ระบุให้หลักการทั้งสามเป็น “สิทธิ” ของประชาชนไว้ชัดเจน

ตัวอย่างเช่น ในรัฐธรรมนูญ 2540 บัญญัติไว้ในมาตรา 243 ระบุว่า บุคคลย่อมมีสิทธิไม่ให้ถ้อยคำเป็นปฏิปักษ์ต่อตนเองอันอาจทำให้ตนถูกฟ้องคดีอาญา ขณะที่มาตรา 29 วรรคสี่ของรัฐธรรมนูญ 2560 ระบุว่า ในคดีอาญา จะบังคับให้บุคคลให้การเป็นปฏิปักษ์ต่อตนเองมิได้

ส่วนในรัฐธรรมนูญ 2550 บัญญัติเรื่องสิทธิในกระบวนการยุติธรรมไว้ในมาตรา 40 (7) ระบุว่า ในคดีอาญา ผู้ต้องหาหรือจำเลยมีสิทธิได้รับการสอบสวนหรือการพิจารณาคดีที่ถูกต้อง รวดเร็ว และเป็นธรรม โอกาสในการต่อสู้คดีอย่างเพียงพอ การตรวจสอบหรือได้รับทราบพยานหลักฐานตามสมควร การได้รับความช่วยเหลือในทางคดีจากทนายความ และการได้รับการปล่อยตัวชั่วคราว ส่วนในมาตรา 29 วรรคห้าของรัฐธรรมนูญ 2560 ระบุว่า คําขอประกันผู้ต้องหาหรือจําเลยในคดีอาญาต้องได้รับการพิจารณา และจะเรียกหลักประกันจนเกินควรแก่กรณีมิได้ การไม่ให้ประกันต้องเป็นไปตามที่กฎหมายบัญญัติ

“สิทธิมีทนายความ” เปลี่ยนไปเป็น “หน้าที่ของรัฐ” จัดให้เฉพาะผู้ยากไร้

รัฐธรรมนูญ 2560 ยังเพิ่มหมวด “หน้าที่ของรัฐ” ไว้เป็นครั้งแรก โดยระบุว่ารัฐจะต้องมีหน้าที่จัดหา หรือทำสิ่งใดให้ประชาชนบ้าง ซึ่งเมื่อสิทธิและเสรีภาพของประชาชนถูกย้ายเข้าไปอยู่ในหมวดนี้แล้ว หมายความว่า สิ่งต่างๆ ที่เคยเป็นสิทธิของประชาชนจะถูกย้ายไปให้ “รัฐ” เป็นผู้จัดหาให้ ทำให้รัฐกลายเป็นผู้เล่นหลักที่จะต้องคอยจัดสรรสิ่งต่างๆ ให้ประชาชนที่รอรับอยู่ มิใช่ประชาชนที่ทรงไว้ซึ่งสิทธิตามกฎหมาย

ด้วยเหตุนี้เอง เมื่อสิทธิในกระบวนการยุติธรรมเปลี่ยนมือไปสู่สถานะที่เป็น “หน้าที่ของรัฐ” ก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงดังจะเห็นได้จากมาตรา 68 ของรัฐธรรมนูญ 2560 ที่ระบุว่า

“รัฐพึงจัดระบบการบริหารงานในกระบวนการยุติธรรมทุกด้านให้มีประสิทธิภาพเป็นธรรม และไม่เลือกปฏิบัติ และให้ประชาชนเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมได้โดยสะดวก รวดเร็ว และไม่เสียค่าใช้จ่ายสูงเกินสมควร

รัฐพึงมีมาตรการคุ้มครองเจ้าหน้าที่ของรัฐในกระบวนการยุติธรรม ให้สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้โดยเคร่งครัด ปราศจากการแทรกแซงหรือครอบงําใดๆ

รัฐพึงให้ความช่วยเหลือทางกฎหมายที่จําเป็นและเหมาะสมแก่ผู้ยากไร้หรือผู้ด้อยโอกาสในการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรม รวมตลอดถึงการจัดหาทนายความให้”

มาตรานี้กล่าวถึงสิ่งที่เคยเป็นสิทธิของประชาชนไว้ 3 ประการด้วยกัน ได้แก่

  • สิทธิเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมที่สะดวก รวดเร็ว ถูกย้ายไปเป็นหน้าที่ของรัฐที่จะต้องให้บริการกระบวนการยุติธรรมที่สะดวก รวดเร็ว

โดยรัฐธรรมนูญ 2540 ระบุไว้ในมาตรา 241 ว่า ในคดีอาญา ผู้ต้องหาหรือจำเลยย่อมมีสิทธิได้รับการสอบสวนหรือการพิจารณาคดีด้วยความรวดเร็ว ต่อเนื่อง และเป็นธรรม ส่วนรัฐธรรมนูญ 2550 ระบุไว้ในมาตรา 40 (1) ว่า บุคคลย่อมมีสิทธิเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมได้โดยง่าย สะดวก รวดเร็ว และทั่วถึง ซึ่งเป็นการบัญญัติสิทธิเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมให้ครอบคลุมคนทุกกลุ่มอยู่แล้ว

  • สิทธิในการมีทนายความ ถูกย้ายไปเป็นหน้าที่ของรัฐ ที่จะต้องจัดหาทนายความให้ ในกรณีที่เป็นผู้ยากไร้

ซึ่งแตกต่างจากรัฐธรรมนูญ 2540 และ 2550 ที่ระบุสิทธิการมีทนายความให้เป็นของประชาชนทุกคน ดังปรากฏตามรายละเอียด คือ มาตรา 242 ของรัฐธรรมนูญ 2540 บัญญัติว่า ผู้ต้องหาหรือจำเลยในคดีอาญาย่อมมีสิทธิได้รับความช่วยเหลือจากรัฐด้วยการจัดหาทนายความให้ตามที่กฎหมายบัญญัติ ในกรณีที่ผู้ถูกควบคุมหรือคุมขังไม่อาจหาทนายความได้ รัฐต้องช่วยเหลือโดยจัดหาทนายความให้โดยเร็ว ส่วนมาตรา 40 (7) ของรัฐธรรมนูญ 2550 ระบุว่า ในคดีอาญา ผู้ต้องหาหรือจำเลยมีสิทธิได้รับการสอบสวนหรือการพิจารณาคดีที่ถูกต้อง รวดเร็ว และเป็นธรรม มีโอกาสต่อสู้คดีอย่างเพียงพอ ได้ตรวจสอบหรือได้รับทราบพยานหลักฐานตามสมควร ได้รับความช่วยเหลือในทางคดีจากทนายความ และได้รับการปล่อยตัวชั่วคราว

  • สิทธิในการให้ความช่วยเหลือทางกฎหมาย ถูกย้ายไปเป็นหน้าที่ของรัฐที่จะต้องให้ความช่วยเหลือทางกฎหมายที่ “จำเป็น” และ “เหมาะสม” แก่ผู้ยากไร้หรือผู้ด้อยโอกาส

ซึ่งแตกต่างจากรัฐธรรมนูญฉบับถาวร 2 ฉบับก่อนหน้า กล่าวคือ มาตรา 242 วรรคสอง ของรัฐธรรมนูญ 2540 ระบุว่า ในคดีแพ่ง บุคคลย่อมมีสิทธิได้รับความช่วยเหลือทางกฎหมายจากรัฐตามที่กฎหมายบัญญัติ
ส่วนมาตรา 40 (8) ของรัฐธรรมนูญ 2550 ระบุว่า ในคดีแพ่ง บุคคลมีสิทธิได้รับความช่วยเหลือทางกฎหมายอย่างเหมาะสมจากรัฐ

การย้ายสิทธิ 3 ประการดังกล่าวไปเป็น “หน้าที่ของรัฐ” ทำให้การเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมที่ควรเป็น “สิทธิ” ของทุกคนโดยไม่แบ่งชนชั้นทางเศรษฐกิจและสังคมโอนย้ายไปเป็น “หน้าที่” ที่ภาครัฐจะต้องจัดสรร ซึ่งอาจทำให้ประชาชนทั่วไปเสียโอกาสต่อสู้คดีเพื่อยืนยันความบริสุทธิ์ของตัวเอง ทั้งยังอาจทำให้เสีย “พันธะผูกพัน” ที่รัฐจะต้องทำให้เกิดสิทธิในกระบวนการยุติธรรม รวมถึงเสียสิทธิฟ้องร้องต่อศาลในกรณีที่รัฐไม่ทำหน้าที่ให้เกิดสิทธิดังกล่าวได้ เนื่องจากเมื่อสิทธิเดิมถูกจัดวางไว้เป็น “หน้าที่ของรัฐ” แล้ว หน่วยงานรัฐก็สามารถใช้ข้อจำกัดด้านการเงินการคลัง และขีดความสามารถของหน่วยงานนั้นๆ ขึ้นอ้างได้ว่า ได้ทำหน้าที่เต็มขีดความสามารถแล้ว

สิทธิได้รับการเยี่ยม-พบทนายความของผู้ถูกควบคุมตัว หายไปจากรัฐธรรมนูญ

นอกจากนี้ สิทธิของผู้ถูกควบคุมตัวที่จะพบ และปรึกษากับทนายความ และสิทธิที่จะได้รับการเยี่ยมระหว่างการควบคุมตัว ยังไม่ถูกเขียนถึง นับตั้งแต่รัฐธรรมนูญ 2550 เป็นต้นมา จนถึงรัฐธรรมนูญ 2560 ก็มิได้ปรากฏสิทธิดังกล่าวไว้

แม้ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 7/1 ระบุหลักการดังกล่าวไว้แล้ว แต่ก็ปรากฏว่ามีความพยายามจะหลีกเลี่ยงข้อบัญญัติดังกล่าวอย่างชัดเจน โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากเจ้าหน้าที่ทหาร เช่น ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งอยู่ภายใต้กฎอัยการศึก และพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน (พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ) มาต่อเนื่องยาวนาน

กฎอัยการศึกกำหนดให้อำนาจควบคุมตัวผู้ต้องสงสัยได้นาน 7 วัน และ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ให้อำนาจควบคุมตัวต่อไปได้อีก 30 วัน แต่ทางปฏิบัติของเจ้าหน้าที่ฝ่ายทหารเมื่อจับกุมตัวผู้ต้องสงสัยก็จะอ้างว่า ควบคุมตัวด้วย “กฎหมายพิเศษ” ซึ่งเจ้าหน้าที่มักอ้างว่า ไม่ใช่ขั้นตอนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ผู้ที่ถูกควบคุมตัวไม่ใช่ “ผู้ต้องหา” จึงไม่มีสิทธิตามมาตรา 7/1 ของประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา และถูกปฏิเสธไม่ให้ญาติหรือทนายความเข้าเยี่ยม

แม้ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา จะรับรองสิทธิของผู้ถูกควบคุมตัวที่จะพบและปรึกษาทนายความ รวมถึงสิทธิได้รับการเยี่ยมไว้แล้ว แต่เจ้าหน้าที่ทหารก็อ้างกฎหมายพิเศษ และหลีกเลี่ยงการรักษาสิทธิของผู้ถูกควบคุมตัวได้ เหตุผลส่วนหนึ่งก็มาจากการที่รัฐธรรมนูญไม่ได้บัญญัติคุ้มครองสิทธินี้ไว้โดยตรง

หากรัฐธรรมนูญตราข้อบัญญัติที่คุ้มครองสิทธิของผู้ถูกควบคุมตัวชัดเจนเช่นกันกับรัฐธรรมนูญ 2540 แล้ว ก็ย่อมคุ้มครองผู้ถูกควบคุมตัวให้ได้รับสิทธิดังกล่าวในทุกระดับ ทุกพื้นที่ และเจ้าหน้าที่ฝ่ายทหารก็จะไม่สามารถอ้าง “กฎหมายพิเศษ” ให้ใหญ่กว่ารัฐธรรมนูญได้

คำขอประกันตัวต้องได้รับการพิจารณา แต่คำว่า “อย่างรวดเร็ว” หายไป

รัฐธรรมนูญ 2540 บัญญัติว่าด้วยการพิจารณาคำขอประกันตัวไว้ในมาตรา 239 ว่า

“คำขอประกันผู้ต้องหาหรือจำเลยในคดีอาญาต้องได้รับการพิจารณาอย่างรวดเร็ว และจะเรียกหลักประกันจนเกินควรแก่กรณีมิได้ การไม่ให้ประกันต้องอาศัยเหตุตามหลักเกณฑ์ที่บัญญัติไว้โดยเฉพาะในกฎหมาย และต้องแจ้งเหตุผลให้ผู้ต้องหาหรือจำเลยทราบโดยเร็ว”

หลักการเช่นนี้มีบัญญัติไว้เช่นกันในมาตรา 40 (7) ของรัฐธรรมนูญ 2550 ทว่าในรัฐธรรมนูญ 2560 กลับระบุข้อบัญญัติว่าด้วยการพิจารณาคำขอประกันตัวไว้ในมาตรา 29 วรรคท้าย ไว้เพียงว่า “คําขอประกันผู้ต้องหาหรือจําเลยในคดีอาญาต้องได้รับการพิจารณาและจะเรียกหลักประกันจนเกินควรแก่กรณีมิได้ การไม่ให้ประกันต้องเป็นไปตามที่กฎหมายบัญญัติ” เท่านั้น โดยตัดคำว่า “อย่างรวดเร็ว” ออกไป และตัดส่วนท้ายที่ระบุถึงการแจ้งเหตุผลของการไม่ให้ประกันตัวแก่จำเลยหรือผู้ต้องหาออกไป

แม้ในทางปฏิบัติ หลักการการพิจารณาคำขอประกันตัวจะมีบัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 107 กำหนดให้เจ้าพนักงานหรือศาลรีบสั่งอย่างรวดเร็วเมื่อได้รับคำขอปล่อยตัวชั่วคราว แต่การที่รัฐธรรมนูญจงใจไม่กำหนดหลักการเช่นเดียวกันนี้ไว้ ก็อาจทำให้เข้าใจได้ว่า เมื่อศาลหรือพนักงานสอบสวนไม่เร่งรัดตรวจสอบคำขอประกันตัวผู้ต้องหรือจำเลยจนทำให้กระทบต่อสิทธิของประชาชนผู้ถูกกล่าวหานั้นๆ ก็ไม่ได้ขัดต่อรัฐธรรมนูญแต่อย่างใด

สิทธิได้รับความคุ้มครองในคดีความรุนแรงทางเพศ “หายไป” จากรัฐธรรมนูญ 2560

รัฐธรรมนูญ 2540 บัญญัติเกี่ยวกับคดีความรุนแรงไว้ในมาตรา 53 ว่า เด็ก เยาวชน และบุคคลในครอบครัว มีสิทธิได้รับความคุ้มครองโดยรัฐจากการใช้ความรุนแรงและการปฏิบัติอันไม่เป็นธรรม

บทบัญญัติเช่นนี้ได้เขียนต่อเนื่องมาในรัฐธรรมนูญ 2550 ทั้งยังบัญญัติเพิ่มเติมให้ครอบคลุมถึงสิทธิในกระบวนการยุติธรรมตามมาตรา 40 (6) ไว้ว่า เด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ หรือผู้พิการหรือทุพพลภาพ ย่อมมีสิทธิได้รับความคุ้มครองในการดำเนินกระบวนพิจารณาคดีอย่างเหมาะสม และย่อมมีสิทธิได้รับการปฏิบัติที่เหมาะสมในคดีที่เกี่ยวกับความรุนแรงทางเพศ

แต่รัฐธรรมนูญ 2560 กลับตัดความที่เกี่ยวข้องกับสิทธิการได้รับความคุ้มครองและได้รับการปฏิบัติที่เหมาะสมในคดีความรุนแรงทางเพศออกไป ทั้งยังย้ายสิทธิได้รับความคุ้มครองจากการใช้ความรุนแรงและการปฏิบัติอันไม่เป็นธรรมไปเป็นหน้าที่ของรัฐ ดังปรากฏในมาตรา 71 วรรคสาม ความว่า

“รัฐพึงให้ความช่วยเหลือเด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ คนพิการ ผู้ยากไร้ และผู้ด้อยโอกาสให้สามารถดํารงชีวิตได้อย่างมีคุณภาพ และคุ้มครองป้องกันมิให้บุคคลดังกล่าวถูกใช้ความรุนแรงหรือปฏิบัติอย่างไม่เป็นธรรม รวมตลอดทั้งให้การบําบัด ฟื้นฟูและเยียวยาผู้ถูกกระทําการดังกล่าว”

สิทธิเสรีภาพที่ถูกจำกัดไว้ภายใต้ “ความมั่นคงของรัฐ”

นอกจากสิทธิในกระบวนการยุติธรรมที่รัฐธรรมนูญ 2560 ย้ายไปเป็น “หน้าที่ของรัฐ” อีกทั้งยังตัดทอนและจำกัดให้อยู่ในวงแคบเฉพาะผู้ยากไร้และผู้ด้อยโอกาสเท่านั้น แต่สิทธิเสรีภาพในการแสดงออกอื่นๆ ก็ถูกจำกัดไว้เช่นกัน ภายใต้คำว่า “ไม่กระทบต่อความมั่นคงของรัฐ”

โดยหลักการทั่วไป บุคคลจะใช้สิทธิเสรีภาพได้โดยไม่ละเมิดสิทธิเสรีภาพของบุคคลอื่น จึงต้องกำหนดให้มีข้อยกเว้นการใช้สิทธิเสรีภาพเพื่อให้ไม่ละเมิดหลักการดังกล่าว

รัฐธรรมนูญฉบับปี 2540 และ 2550 บัญญัติหลักการไว้ว่า ห้ามไม่ให้ใช้สิทธิและเสรีภาพกระทบบุคคลอื่น ห้ามใช้สิทธิเสรีภาพเป็นปฏิปักษ์ต่อรัฐธรรมนูญ และต้องไม่ขัดต่อศีลธรรมอันดีของประชาชน การจำกัดเสรีภาพด้วยเหตุ “ความมั่นคงของรัฐ” ใช้ได้กับเฉพาะเสรีภาพในการเดินทางและเสรีภาพในการเลือกถิ่นที่อยู่ภายในราชอาณาจักร เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น และเสรีภาพในการประกอบกิจการหรือประกอบอาชีพและการแข่งขันโดยเสรีอย่างเป็นธรรมเท่านั้น

ทว่ามาตรา 25 วรรคต้น ของรัฐธรรมนูญ 2560 ระบุถึงหลักการใช้สิทธิเสรีภาพของรัฐธรรมนูญไว้ว่า “สิทธิและเสรีภาพของปวงชนชาวไทย นอกจากที่บัญญัติคุ้มครองไว้เป็นการเฉพาะในรัฐธรรมนูญแล้ว การใดที่มิได้ห้ามหรือจํากัดไว้ในรัฐธรรมนูญหรือในกฎหมายอื่น บุคคลย่อมมีสิทธิและเสรีภาพที่จะทําการนั้นได้และได้รับความคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญ ตราบเท่าที่การใช้สิทธิหรือเสรีภาพเช่นว่านั้นไม่กระทบกระเทือนหรือเป็นอันตรายต่อความมั่นคงของรัฐ ความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน และไม่ละเมิดสิทธิหรือเสรีภาพของบุคคลอื่น”

การบัญญัติมาตราดังกล่าว ถือเป็นครั้งแรกที่หลักการพื้นฐานว่าด้วยการใช้สิทธิเสรีภาพของประชาชนถูกกำกับด้วย “ความมั่นคงของรัฐ” ในทุกๆ ประการ ทั้งยังตัดสิทธิบางประการออกไป และเขียนเสรีภาพในการแสดงออกไว้อย่างกว้างๆ เท่านั้น

กฎหมายที่จำกัดสิทธิต้องไม่ขัด “หลักนิติธรรม”

มาตรา 26 ของรัฐธรรมนูญ 2560 กำหนดลักษณะของกฎหมายที่จะเขียนขึ้นเพื่อจำกัดสิทธิของประชาชนตามข้อยกเว้นในมาตรา 25 ว่าจะต้องมีลักษณะอย่างไรบ้าง เพื่อไม่ให้รัฐออกกฎหมายมาจำกัดสิทธิได้ตามอำเภอใจ โดยมาตรา 26 บัญญัติว่า

“การตรากฎหมายที่มีผลเป็นการจำกัดสิทธิหรือเสรีภาพของบุคคลต้องเป็นไปตามเงื่อนไขที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ ในกรณีที่รัฐธรรมนูญมิได้บัญญัติเงื่อนไขไว้ กฎหมายดังกล่าวต้องไม่ขัดต่อหลักนิติธรรม ไม่เพิ่มภาระหรือจำกัดสิทธิหรือเสรีภาพของบุคคลเกินสมควรแก่เหตุ และจะกระทบต่อศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของบุคคลมิได้ รวมทั้งต้องระบุเหตุผลความจำเป็นในการจำกัดสิทธิและเสรีภาพไว้ด้วย
กฎหมายตามวรรคหนึ่ง ต้องมีผลใช้บังคับเป็นการทั่วไป ไม่มุ่งหมายให้ใช้บังคับแก่กรณีใดกรณีหนึ่งหรือแก่บุคคลใดบุคคลหนึ่งเป็นการเจาะจง”

หลักการของมาตราดังกล่าว คึอ ให้รัฐมีอำนาจออกกฎหมายเพื่อจำกัดสิทธิเสรีภาพของประชาชนได้ หากสิทธิเสรีภาพประเด็นใดที่รัฐธรรมนูญเขียนเงื่อนไขไว้เฉพาะแล้ว ก็ต้องเป็นไปตามนั้น ส่วนสิทธิเสรีภาพโดยทั่วไปที่ไม่มีเงื่อนไขเฉพาะ หากจะตรากฎหมายฉบับใหม่ หรือแก้ไขกฎหมายเดิม ที่จะมีผลต่อการจำกัดสิทธิและเสรีภาพของประชาชน อย่างน้อยกฎหมายดังกล่าวจะต้องมีลักษณะทุกข้อดังต่อไปนี้ 1) ต้องไม่ขัดกับหลักนิติธรรม 2) ต้องไม่เพิ่มภาระให้ประชาชนเกินสมควรแก่เหตุ 3) ต้องไม่กระทบต่อศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ 4) ต้องระบุเหตุผลความจำเป็นเอาไว้ 5) กฎหมายดังกล่าวต้องใช้เป็นการทั่วไป คือ เมื่อประกาศใช้แล้วมีผลต่อทุกคนเท่าเทียมกัน ไม่มุ่งใช้กับบางคน

หากมีการออกกฎหมายมาจำกัดสิทธิเสรีภาพของประชาชนที่ขัดกับเงื่อนไขข้อใดข้อหนึ่ง ก็สามารถยื่นเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญให้วินิจฉัยว่า กฎหมายฉบับนั้นๆ ขัดต่อรัฐธรรมนูญมาตรา 26 และเมื่อศาลวินิจฉัยว่ากฎหมายดังกล่าวขัดต่อรัฐธรรมนูญ กฎหมายนั้นๆ ก็จะบังคับใช้ไม่ได้

เมื่อเปรียบเทียบกับรัฐธรรมนูญฉบับปี 2540 และ 2550 จะเห็นว่า ทั้ง 2 ฉบับเขียนลักษณะของกฎหมายที่จำกัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคลไว้เพียงว่า 1) ต้องอาศัยอำนาจตามรัฐธรรมนูญ 2) ต้องจำกัดสิทธิเท่าที่จำเป็น 3) จะกระทบกระเทือนสาระสำคัญของสิทธินั้นไม่ได้ 4) ต้องใช้เป็นการทั่วไป

ดังนั้นจึงเห็นว่า แม้มาตรา 26 ของรัฐธรรมนูญ 2560 เสนอว่าจะเพิ่มเงื่อนไขหลายประการสำหรับการออกกฎหมายเพื่อจำกัดสิทธิและเสรีภาพของคนไทย แต่สิ่งที่ต่างไปคือรายละเอียดที่หลักการเดิมเขียนว่า การจำกัดเสรีภาพต้อง “กระทำเท่าที่จำเป็น” แต่รัฐธรรมนูญ 2560 ใช้คำว่า “ต้องไม่เกินสมควรแก่เหตุ” ซึ่งมีความหมายใกล้เคียงกันมาก ขณะเดียวกัน เงื่อนไขว่า “ต้องไม่กระทบกระเทือนสาระสำคัญแห่งสิทธิและเสรีภาพ” กลับถูกตัดออกไปจากรัฐธรรมนูญฉบับนี้

ออกกฎหมายต้องไม่กระทบ “ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์” แต่ไม่เขียนให้บุคคลยกขึ้นอ้างเองได้

รัฐธรรมนูญ 2560 กล่าวถึงคำว่า ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ 2 ครั้งด้วยกัน ครั้งแรกในมาตรา 4 ที่เขียนว่า ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ สิทธิ เสรีภาพ และความเสมอภาคของบุคคลย่อมได้รับความคุ้มครอง ปวงชนชาวไทยย่อมได้รับความคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญเสมอกัน และอีกครั้งในมาตรา 26 เรื่องการตรากฎหมายที่มีผลเป็นการจำกัดสิทธิหรือเสรีภาพของบุคคลจะกระทบต่อศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของบุคคลมิได้

ขณะที่รัฐธรรมนูญ 2 ฉบับก่อนหน้านี้ไม่ได้ยก “ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์” มาเป็นเงื่อนไขในการออกกฎหมายในรัฐธรรมนูญฉบับปี 2540 และ 2550 แต่มีเขียนไว้ในมาตรา 26 ของทั้ง 2 ฉบับว่า การใช้อำนาจขององค์กรรัฐทุกองค์กร ต้องคำนึงถึงศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ สิทธิและเสรีภาพ ซึ่งเนื้อหาลักษณะนี้ไม่ปรากฏในรัฐธรรมนูญ 2560

คำว่า “ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์” ยังถูกกล่าวถึงอีกในมาตรา 28 ของรัฐธรรมนูญทั้ง 2 ฉบับว่า บุคคลย่อมอ้างศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์หรือใช้สิทธิและเสรีภาพของตนได้ ซึ่งเนื้อหาของมาตราดังกล่าวเป็นลักษณะเดียวกับมาตรา 25 ของรัฐธรรมนูญ 2560 ที่ระบุเพียงว่า สิทธิและเสรีภาพใดที่ไม่ได้เขียนในรัฐธรรมนูญฉบับนี้สามารถทำได้ตราบเท่าที่ไม่ขัดกับข้อจำกัดของรัฐธรรมนูญ แต่ไม่ได้ระบุว่า ประชาชนสามารถอ้างศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ได้ในกรณีที่ถูกละเมิดสิทธิเสรีภาพ

รัฐธรรมนูญ 2560 ตัดสิทธิต่อต้าน “อำนาจนอกรัฐธรรมนูญ”

ในยุคสมัยหนึ่ง รัฐธรรมนูญบัญญัติข้อยกเว้นการใช้สิทธิเสรีภาพเอาไว้ โดยมี “ความไม่เป็นปฏิปักษ์ต่อรัฐธรรมนูญ” เป็นหนึ่งในข้อยกเว้นนั้น ทว่าหากพิจารณาความเป็นจริง เกิดการรัฐประหาร ฉีกรัฐธรรมนูญสำเร็จถึง 9 ครั้ง ทำให้เกิดคำถามว่าแล้วเราจะ “พิทักษ์” รัฐธรรมนูญไว้ได้อย่างไร

มาตรา 28 ของรัฐธรรมนูญ 2540 และมาตรา 27 ของรัฐธรรมนูญ 2550 บัญญัติไว้ว่าการใช้สิทธิเสรีภาพนั้นสามารถกระทำได้ตราบเท่าที่ไม่ละเมิดสิทธิเสรีภาพของบุคคลอื่น ไม่เป็นปฏิปักษ์ต่อรัฐธรรมนูญ และไม่ขัดต่อศีลธรรมอันดีของประชาชน ซึ่งเป็นหลักการสำคัญของการใช้สิทธิเสรีภาพตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญทั้งสองฉบับ

ทว่ารัฐธรรมนูญ 2560 กลับนำคำว่า “ไม่เป็นปฏิปักษ์ต่อรัฐธรรมนูญ” ออกไปจากบทบัญญัติดังกล่าว เหลือเพียงหลักการกว้างๆ ดังปรากฏในมาตรา 25 วรรคต้น โดยแทนที่ด้วยหลักการว่า

นอกจากหลักการพื้นฐานของการใช้สิทธิเสรีภาพแล้ว มาตรา 65 ของรัฐธรรมนูญ 2540 ระบุถึงสิทธิการต่อต้านอำนาจนอกรัฐธรรมนูญไว้ว่า “บุคคลมีสิทธิต่อต้านโดยสันติวิธี ซึ่งการกระทำใดๆ ที่เป็นไปเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศโดยวิธีการซึ่งมิได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญนี้” ซึ่งปรากฏต่อมาในรัฐธรรมนูญ 2550 มาตรา 69 ด้วยข้อความเดียวกัน แต่ในรัฐธรรมนูญ 2560 กลับนำบทบัญญัติดังกล่าวนี้ออกไป ทำให้การเคลื่อนไหวเพื่อต่อต้านการรัฐประหารซึ่งเป็นสิทธิของประชาชนเพื่อพิทักษ์ระบอบประชาธิปไตยไม่ได้รับการคุ้มครองในข้อบัญญัติตามกฎหมายสูงสุดของประเทศ ซึ่งเป็นกฎหมายที่กำหนดรูปแบบการปกครองในระบอบ “ประชาธิปไตย” และมีผลใช้บังคับกับทุกคนอย่างเสมอหน้า

ตัดความเป็นส่วนตัว-สิทธิครอบครัว-สุขภาพจิต จากข้อยกเว้นการใช้เสรีภาพแสดงความเห็น

“บุคคลย่อมมีเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น การพูด การเขียน การพิมพ์ การโฆษณา และการสื่อความหมายโดยวิธีอื่น” เป็นข้อความที่ปรากฏในบทบัญญัติว่าด้วยการรับรองเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นในรัฐธรรมนูญทั้งฉบับปี 2540 2550 และ 2560

ทั้งนี้ ในรัฐธรรมนูญทั้งสามฉบับต่างก็กำหนด “ข้อยกเว้น” ของเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นเอาไว้แตกต่างกัน โดยในรัฐธรรมนูญ 2560 ระบุว่า “การจำกัดเสรีภาพดังกล่าวจะกระทำมิได้ เว้นแต่โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายที่ตราขึ้นเฉพาะเพื่อรักษาความมั่นคงของรัฐ เพื่อคุ้มครองสิทธิหรือเสรีภาพของบุคคลอื่น เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน หรือเพื่อป้องกันสุขภาพของประชาชน”

แต่หากเทียบข้อความดังกล่าวกับข้อยกเว้นการใช้เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นในรัฐธรรมนูญ 2540 และ 2550 จะพบว่ารัฐธรรมนูญ 2560 ตัดถ้อยคำที่เกี่ยวข้องกับการคุ้มครองเกียรติยศ ชื่อเสียง สิทธิในครอบครัวหรือความเป็นอยู่ส่วนตัวของบุคคลอื่น และข้อยกเว้นการใช้เสรีภาพการแสดงออก “เพื่อป้องกันหรือระงับความเสื่อมทรามทางจิตใจ” ของประชาชน ออกไป ทำให้การกำหนดข้อยกเว้นการใช้เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นว่าด้วยชื่อเสียง ความเป็นส่วนตัว และสุขภาพจิตในรัฐธรรมนูญ 2560 ไม่รัดกุมเมื่อเทียบกับรัฐธรรมนูญฉบับถาวรสองฉบับก่อนหน้าโดยเปรียบเทียบ

เสรีภาพทางวิชาการที่ไม่ครอบคลุม “การสอน-การอบรม-การวิจัย”

มาตรา 34 วรรคสอง ของรัฐธรรมนูญ 2560 ระบุถึงเสรีภาพทางวิชาการไว้ว่า “เสรีภาพทางวิชาการย่อมได้รับความคุ้มครอง แต่การใช้เสรีภาพนั้นต้องไม่ขัดต่อหน้าที่ของปวงชนชาวไทยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน และต้องเคารพและไม่ปิดกั้นความเห็นต่างของบุคคลอื่น”

ข้อความดังกล่าวแตกต่างจากการบัญญัติคุ้มครองเสรีภาพทางวิชาการในรัฐธรรมนูญฉบับปี 2540 และ 2550 ที่ปรากฏเป็นมาตราแยกออกจากเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น อีกทั้งรัฐธรรมนูญสองฉบับดังกล่าวยังให้เสรีภาพทางวิชาการครอบคลุมถึงการศึกษาอบรม การวิจัย และการเผยแพร่งานวิจัยตามหลักวิชาการด้วย

ทั้งนี้ เบญจรัตน์ แซ่ฉั่ว อาจารย์ประจำสถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวถึงประเด็นเสรีภาพทางวิชาการไว้ว่า แม้ว่านักวิชาการ ไม่ได้มี และ ไม่ควรมี สิทธิหรือเสรีภาพในการแสดงความเห็นมากกว่าคนอื่น ทุกคนควรจะมีเท่ากัน และควรได้รับการปกป้องแบบเดียวกัน โดยเฉพาะในสังคมประชาธิปไตยที่เชื่อในเรื่องการมีปากมีเสียงของประชาชน อย่างไรก็ดี “เสรีภาพทางวิชาการ” หมายถึง เสรีภาพในการค้นคว้าและเสนอความรู้ใหม่ๆ หรือประเด็นอ่อนไหวที่สังคมยังไม่ยอมรับ และเสรีภาพในการปฏิบัติหน้าที่ทางวิชาการ เช่น การเรียน การสอน หรือการวิจัย

เสรีภาพทางวิชาการจึงเป็นหลักประกันไม่ให้มีการใช้อำนาจหรือความสัมพันธ์เชิงอำนาจแก่บุคลากรทางวิชาการ เช่น การขู่ว่าจะลงโทษ การไม่ต่อสัญญาจ้างอาจารย์ เพื่อปิดปากหรือปรามการค้นคว้าหรือการถกเถียงที่แตกต่าง

คุ้มครอง “เสรีภาพสื่อ” ผ่านคำกว้างๆ ไม่ได้ระบุว่าสื่อหมายถึงใครบ้าง

ท่ามกลางสถานการณ์สื่อมวลชนทั้งในไทยและในโลกที่ “ใครๆ ก็เป็นสื่อได้” ทว่ารัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 35 ระบุไว้ว่า “บุคคลที่ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชนย่อมมีเสรีภาพในการเสนอข่าวหรือแสดงความคิดเห็นตามจริยธรรมแห่งวิชาชีพ”

เดิมที รัฐธรรมนูญ 2540 บัญญัติเกี่ยวกับเสรีภาพสื่อมวลชนไว้ว่า “พนักงานหรือลูกจ้างของเอกชนที่ประกอบกิจการหนังสือพิมพ์ วิทยุกระจายเสียง หรือวิทยุโทรทัศน์ย่อมมีเสรีภาพในการเสนอข่าว และแสดงความคิดเห็นภายใต้ข้อจำกัดตามรัฐธรรมนูญ โดยไม่ตกอยู่ภายใต้อาณัติของหน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ หรือเจ้าของกิจการนั้น แต่ต้องไม่ขัดต่อจรรยาบรรณแห่งการประกอบวิชาชีพ” ซึ่งรัฐธรรมนูญ 2550 บัญญัติไว้เหมือนกัน แต่เพิ่มคำว่า “หรือสื่อมวลชนอื่น” เข้าไปหลังวิทยุโทรทัศน์เพื่อขยายความรับรองเสรีภาพสื่อในกิจการสื่ออื่นๆ

ดูเผินๆ แล้ว ข้อบัญญัติว่าด้วยเสรีภาพสื่อในรัฐธรรมนูญ 2560 อาจจะฟังดูดี เนื่องจากไม่ว่าใครที่เป็นสื่อมวลชนก็ได้รับความคุ้มครอง แต่การใช้คำกว้างๆ เช่นนี้อาจทำให้เกิดความสับสนว่า สื่อมวลชน ตามรัฐธรรมนูญฉบับนี้หมายถึงใครบ้าง เนื่องจากองค์กรวิชาชีพสื่อมวลชนแต่ละแห่งก็นิยามคำว่า “สื่อมวลชน”แตกต่างกัน

รัฐตรวจสอบสื่อได้เฉพาะช่วงสงคราม แต่ไม่ได้ระบุว่าต้องใช้อำนาจผ่านกฎหมายใด

รัฐธรรมนูญทั้งสามฉบับกำหนดห้ามไม่ให้สั่งปิดสื่อมวลชนเอาไว้ โดยรัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 35 ระบุว่า การสั่งปิดกิจการหนังสือพิมพ์ หรือสื่อมวลชนอื่น เพื่อลิดรอนเสรีภาพสื่อจะทำไม่ได้ ขณะที่รัฐธรรมนูญ 2550 ใช้ข้อความเดียวกันกับรัฐธรรมนูญ 2560 อย่างไรก็ดี รัฐธรรมนูญ 2540 ใช้ข้อความที่แตกต่างออกไป โดยมาตรา 39 วรรคสาม เจาะจงว่าห้ามสั่งปิดสื่อ 3 ประเภทด้วยกัน ได้แก่ โรงพิมพ์ สถานีวิทยุ และสถานีโทรทัศน์

อย่างไรก็ดี เสรีภาพสื่อจะจำกัดลงเมื่อประเทศอยู่ในสภาวะสงคราม กล่าวคือ เมื่อรัฐสภามีมติไม่น้อยกว่า 2 ใน 3 ของสมาชิกรัฐสภาเท่าที่มีอยู่ และพระมหากษัตริย์ทรงลงพระปรมาภิไธยประกาศสงคราม โดยรัฐธรรมนูญทั้งสามฉบับอนุญาตให้เจ้าหน้าที่รัฐตรวจการนำเสนอข่าวก่อนจะเผยแพร่ในสื่อต่างๆ ได้ ทั้งนี้ รัฐธรรมนูญ 2560 มิได้กำหนดให้ต้องออกกฎหมายเพื่อให้อำนาจเจ้าหน้าที่ตรวจสอบข่าวในสภาวะสงคราม ดังเช่นที่เคยบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ 2540 และ 2550

ห้ามรัฐให้เงินสื่อมวลชนเอกชน ยกเว้นเพื่อซื้อโฆษณา

รัฐธรรมนูญทั้งสามฉบับกำหนดไว้ว่า ห้ามไม่ให้รัฐให้เงินหรือสนับสนุนด้วยทรัพย์สินอย่างอื่นอุดหนุนกิจการสื่อมวลชนอื่นของเอกชน แต่รัฐธรรมนูญ 2560 มีข้อยกเว้นกรณีหน่วยงานรัฐจ่ายเงินให้สื่อมวลชนเพื่อการซื้อโฆษณา หรือประชาสัมพันธ์ หรือเพื่อการอื่นใดในทำนองเดียวกัน โดยต้องเปิดเผยรายละเอียดแก่คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดินและประกาศให้ประชาชนทราบด้วย

รัฐธรรมนูญ 2550 ระบุห้ามรัฐ-เจ้าของกิจการ-นักการเมือง แทรกแซงสื่อ

รัฐธรรมนูญ 2550 เป็นรัฐธรรมนูญเพียงฉบับเดียวที่กล่าวถึงการห้ามแทรกแซงสื่อ โดยมาตรา 45 วรรคสี่ ระบุว่า “การห้ามหนังสือพิมพ์หรือสื่อมวลชนอื่นเสนอข่าวสาร หรือแสดงความคิดเห็นทั้งหมดหรือบางส่วนหรือการแทรกแซงด้วยวิธีการใดๆ” จะกระทำไม่ได้ ยกเว้นตามข้อจำกัดที่รัฐธรรมนูญกำหนด

นอกจากนี้ รัฐธรรมนูญฉบับปี 2550 ยังห้ามนักการเมือง เจ้าหน้าที่ของรัฐ หรือเจ้าของกิจการแทรกแซงเสรีภาพสื่อ โดยมาตรา 46 วรรคสาม ระบุว่า “การกระทำใดๆ ไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อมของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เจ้าหน้าที่ของรัฐ หรือเจ้าของกิจการ อันเป็นการขัดขวางหรือแทรกแซงการเสนอข่าวหรือแสดงความคิดเห็นในประเด็นสาธารณะของบุคคลตามวรรคหนึ่งหรือวรรคสอง ให้ถือว่าเป็นการจงใจใช้อำนาจหน้าที่โดยมิชอบและไม่มีผลใช้บังคับ” ยกเว้นทำไปตามกฎหมายหรือจริยธรรมของอาชีพ

จากบริบทสังคมไทยที่การร่างรัฐธรรมนูญ 2560 มีจุดประสงค์ส่วนหนึ่งเพื่อให้คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ยังคงยึดกุมและสืบทอดอำนาจทางการเมืองต่อไป ทำให้การตราสิทธิในกระบวนการยุติธรรม และเสรีภาพทางการเมืองในรัฐธรรมนูญฉบับนี้กลายเป็น “เครื่องมือ” ที่รัฐลิดรอนไปจากประชาชน โดยใช้ “ความมั่นคงของรัฐ” เป็นเครื่องมือควบคุม ทั้งยังทำให้สิทธิประชาชนถูกเขียนอย่างกว้างขวาง ไม่อาจตีความได้ว่าครอบคลุมผู้ใด สิ่งใด หรือเหตุการณ์ใดบ้าง และอาจสร้างความเสียหายต่อประชาชนผู้เป็นเจ้าของสิทธินั้นมาแต่เดิม

เมื่อถึงวันที่ต้องตอบคำถามว่า จะมีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ หรือจะอยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ 2560 ของ คสช. ต่อไป จึงเป็นธรรมดาที่ประชาชนผู้เป็นเจ้าของประเทศจะใช้โอกาสนี้ทวงคืนอำนาจ รื้อโครงสร้างตามระบอบที่คณะรัฐประหารวางไว้ และเปิดทางไปสู่การออกแบบกติกาขึ้นใหม่ ที่เขียนขึ้นโดยประชาชน เพื่อประโยชน์ของประชาชนอย่างแท้จริง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...