โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

แบรนด์ดัง'ห้างทองชุ่ยหวา'กับตำนานการเป็นผู้รังสรรค์'พระมาลาของจักรพรรดิองค์สุดท้าย'

The Better

อัพเดต 07 ธ.ค. 2568 เวลา 03.32 น. • เผยแพร่ 06 ธ.ค. 2568 เวลา 03.00 น. • THE BETTER
ตำนานไม่ธรรมดาของ'ห้างทองชุ่ยหวา'กับการรับหน้าที่ผู้สร้าง'พระมาลาสุดท้ายของจักรพรรดิองค์สุดท้าย'

ผู่อี๋ จักรพรรดิองค์สุดท้ายของราชวงศ์ชิง หลังจากถูกขับออกจากพระราชวังหลวงที่ปักกิ่งแล้วโดยกองกำลังระบอบสาธารณรัฐ ก็เสด็จไปพำนักที่เทียนจินซึ่งที่นั่นพระองค์ได้ติดต่อกับญี่ปุ่นซึ่งรุกรานและครอบครองภาคอีสานของจีนเอาไว้ และต้องการใช้พระองค์เป็นหุ่นเชิดปกครองดินแดนที่ยึดครองนั้นแต่ในนาม จึงได้สถาปนา "ประเทศ" ใหม่ขึ้นมาชื่อว่า ประเทศแมนจู หรือ หม่านโจวกั๋ว และผู่อี๋จะเป็นจักรพรรดิของประเทศใหม่นี้

ต้นปี ค.ศ. 1934 จักรพรรดิผู่อี๋จะทรงประกอบพิธีขึ้นครองราชย์เป็นประมุข (หุ่นเชิดญี่ปุ่น) ของประเทศหม่านโจวกั๋ว แต่เพราะผู่อี๋เป็นเพียงประมุขแตในนาม อำนาจก็ไม่มี ทั้งยังต้องถูกชี้นำโดยญี่ปุ่นร้อยเปอร์เซนต์ พระราชพิธีบรมราชาภิเษกนี้จึงเป็นเรื่องที่ทำแบบแกนๆ โดยญี่ปุ่นสั่งห้ามปฏิบัติขนบธรรมเนียมเดิมของราชวงศ์ชิงไปเกือบหมดทุกอย่าง

แม้จะถูกห้ามโน่นห้ามนี่ไปหมด แต่สุดท้าย ผู่อี๋ก็ยังได้รับอนุญาตประกอบพิธี "แจ้งข่าวสวรรค์" นอกเมืองฉางชุน ในพิธีนี้ พระองค์ต้องสวมชุดระดับข้าราชการก็จริง แต่ก็ยังได้รับอนุญาตให้สวมพระมาลาที่สมกับฐานะได้

สำนักพระราชวังประเทศหม่านโจวกั๋วจึงสั่งให้มีการสร้างพระมาลาตามธรรมเนียมบรรพบุรุษของชาวแมนจูทันที หลังจากการคัดเลือกอย่างพิถีพิถัน สุดท้ายภารกิจนี้ตกเป็นของ "ร้านทองฉุ่ยหวา"

กลายเป็นแบรนด์ขึ้นชื่อของแผ่นดินจีน
ปัจจุบัน "ร้านทองฉุ่ยหวา" (萃华金店) ยังคงดำเนินการอยู่และได้รับการยกย่องจากกระทรวงพาณิชย์ของสาธารณรัฐประชาชนจีนให้เป็น China Time-honored Brand หรือ 中华老字号 ซึ่งหมายถึงแบรนด์หรือกิจการที่ดำเนินธุรกิจมาแต่โบราณและยังคงสืบทอดกิจการอยู่ ทั้งยังมีประวัติศาสตร์อันลึกซึ้ง และมีผลิตภัณฑ์คุณภาพสูง ในบรรดาแบรนด์และกิจการของจีนทั้งหลายมากมายนั้น ร้านทองร้านหนึ่งอย่าง "ร้านทองฉุ่ยหวา" จะได้รับเกียรติขนาดนี้ นับว่าไม่ธรรมดา

สิ่งสำคัญที่ทำให้ร้านทองฉุ่ยหวาได้รับการยกย่องเป็น China Time-honored Brand ก็คือ ฝีมืออันประณีตในการทำทองรูปพรรณและมีความเกี่ยวข้องกับประวัติศาสตร์จีนยุคเปลี่ยนผ่านอย่างแนบแน่น

ร้านทองฉุ่ยหวาก่อตั้งขึ้นในปี ค.ศ. 1895 ผู้ก่อตั้งคือกวนซีหลิง (关锡龄) สมาชิกตระกูลกวาเอ่อร์เจีย ชาวซีเบ (หรือชนชาติซสีปั๋ว 锡伯) จากกองทัพธงน้ำเงิน (正蓝旗 เป็นหนึ่งในกองทัพ 8 แปดธงของแมนจู เป็นการจัดระเบียบกองทัพและการปกครองชนชาติแมนจูและชนกลุ่มน้อยอื่นๆ ในสมัยราชวงศ์ชิง) เขาเคยดำรงตำแหน่งเจ้าเมืองต้าหมิง และต่อมาเป็นเจ้าเมืองเต้าอิ่นแห่งเขตตงเปียนต้าวในช่วงปลายราชวงศ์ชิงและต้นสาธารณรัฐจีน

หลังจากรับราชการมานาน กวนซีหลิงได้สะสมทรัพย์สมบัติและอิทธิพลมาได้ระดับหนึ่ง และมุ่งมั่นที่จะสร้างคุณูปการต่อบ้านเกิด เขาเลือกพื้นที่ทางตอนเหนือของย่านฉู่อิงหูท่ง (หรือที่รู้จักกันในชื่อถนนอิ๋นโหลว) ในถงสิงหูท่ง ถนนซื่อผิง เมืองเฟิ่งเทียน (ปัจจุบันคือเมืองเสิ่นหยาง) เพื่อเปิดร้านทองโดยได้รับมรดกตกทอดจากบรรพบุรุษ ร้านชื่อ "ตึกใหม่เครื่องถนิมพิมพาภรณ์ชุ่ยหวา" (萃华新首饰楼) เขาได้ว่าจ้าง จู้อวี้ถัง (祝玉堂) เจ้าของร้านทองและเงินมาหลายปี มาเป็นผู้จัดการร้าน ร้านนี้จำหน่ายเครื่องประดับเป็นหลัก และยังจำหน่ายแท่งทองและเงิน ไข่มุก เพชร และหยกอีกด้วย

เมืองเสิ่นหยางนั้นแม้จะอยู่ในภาคอีสานและค่อนข้างไกลจากปักกิ่งอันเป็นเมืองหลวง แต่สำหรับชาวแมนจูและราชวงศ์ชิง เมืองนี้คือ "เมืองหลวงทางจิตวิญญาณ" เพราะเป็นที่ที่จักรพรรดินูร์ฮาฉีได้สถาปนาราชวงศ์ชิง ได้ย้ายเมืองหลวงมาที่นี่ในปี ค.ศ. 1626 นอกจากนี้ เสิ่นหยางยังเป็นศูนย์กลางการค้าที่ใหญ่ที่สุดนอกกำแพงเมืองจีน อุตสาหกรรมทุกประเภทจึงเจริญรุ่งเรือง

ร้านทองชุ่ยหวาตั้งอยู่ใกล้กับพระราชวังหลวงเมืองเสิ่นหยาง อันเป็นศูนย์กลางการปกครองของราชวงศ์ชิงมาแต่เดิม ว่าด้วยสถานที่ตั้งแล้วถือเป็นเรื่องบังเอิญเพราะในเวลานั้นราชวงศ์ชิงถึงยุคสนธยาแล้ว แม้ราชวงศ์ชิงจะล่มสลายในเวลาต่อมา แต่ร้านทองชุ่ยหวาก็ยังเข้าไปเกี่ยวข้องกับเคลื่อนไหวทางประวัติศาสตร์ของจีนยุคใหม่อย่างเลี่ยงไม่ได้

กระนั้นก็ตาม ในเวลานั้นกิจการทองของชุ่ยหวาถือว่าเติบโตได้ดีมากมีการขยายสาขาอย่างต่อเนื่อง เพราะวิสัยทัศน์ในการลงทุนที่กว้างไกลและเพราะบรรยายกาศการลงทุนทองในเสิ่นหยาง (หรือเมืองเฟิ่งเทียน) คึกคักอย่างมากจนในเวลานั้นมีร้านทอง ร้านเงิน และร้านของมีค่าถึง 470 ร้านเลยทีเดียว แต่อันดับหนึ่งในนั้นย่อมเป็นร้านทองชุ่ยหวา

ชุ่ยหวากับชื่อเสียงเลื่องลือไปทั่วแผ่นดิน
ร้านทองชุ่ยหวาผลิตเครื่องประดับและเครื่องใช้หลากหลายประเภทและยังมุ่งมั่นแสวงหานวัตกรรม สร้างสรรค์เครื่องประดับที่มีดีไซน์แปลกใหม่ และสามารถผลิตเครื่องประดับที่ร้านค้าทองอื่นๆ ในอุตสาหกรรมไม่สามารถผลิตได้ ซึ่งยิ่งช่วยยกระดับชื่อเสียงและสร้างความโดดเด่นให้กับร้านทองชุ่ยหวา ที่สำคัญคือเนื้อทองไม่มีการผสมเกินมาตรฐาน มีความบริสุทธิ์สูง ทำให้แบรนด์มีความน่าเชื่อถือ สามารถนำไปแลกเปลี่ยนที่ร้านทองอื่นๆ ได้โดยไม่ถูกลดราคาร แม้แต่เมืองใหญ่ๆ อย่างปักกิ่ง เทียนจิน และเซี่ยงไฮ้ ก็ยังให้การยอมรับเครื่องประดับทองและเงินของร้านทองชุ่ยหวาอย่างสูง

หลี่ซี (李西 เกิด ค.ศ. 1879 ~ ตาย ค.ศ. 1932) ลิปิกรชื่อดังแห่งเฟิ่งเทียน เคยยกย่องเครื่องประดับทองและเงินอันวิจิตรงดงามของชุ่ยหวาอย่างสูง ครั้งหนึ่งเขาเคยเขียนโคลงสองบทเอาไว้ว่า "ขุมคลัง (萃) ของล้ำค่าหายากดั่งเมืองมายา อลังการ (华) เสริมแต้มแต่งแย่งลายมังกร" โคลงนี้แสดงถึงความล้ำเลิศของทองรูปพรรณจากร้านชุ่ยหวาโดยใช้ชื่อสองคำของร้าน คือ 萃华 มาแต่งเป็นโคลงให้คล้องจองกันอย่างชาญฉลาด

จุดเปลี่ยนสำคัญของชุ่ยหวาเกิดขึ้นเมื่อ จางจั้วหลิน (张作霖) ขุนศึกท้องถิ่นแห่งเฟิ่งเทียนได้เป็นใหญ้ในพื้นที่นั้น ด้วยความที่อนุภรรยาของเขาและภรรยาของลูกน้องของ จางจั้วหลิน ให้ความนิยมทองของร้ายชุ่ยหวา ทำให้ร้านนี้กลายเป็นร้านประจำของพวกขุนศึก นายทหาร ข้าราชการ และภรรยากับอนุภรรยาของชนชั้นนี้ ซึ่งกลายเป็นกลุ่มอำนาจสำคัญหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองของจีน นั่นคือการโค่นล้มราชวงศ์ชิงและเปลี่ยนมาเป็นระบบสาธารณรัฐ

ความเปลี่ยนแปลงนี้แม้จะทำให้กิจการขอชุ่ยหวาเจริญรุ่งเรืองเพราะความนิยมในหมู่ชนชั้นขุนศึก แต่เพราะระบอบขุนศึก (นั่นคือพวกกองกำลังทหารตามหัวเมืองที่ถือโอกาสปกครองตนเองหลังสิ้นราชวงศ์ชิง) มีความไม่แน่นอนสูง ทำให้ร้านทองต้องคอยระวังสถานการณ์ที่ไม่คาดฝัน เช่น ในปี ค.ศ. 1925 กัวซ่งหลิง ขุนศึกอีกคนหนึ่งในแถบเฟิ่งเทียนได้ก่อกบฏต่อขุนศึก จางจั้วหลิน ผู้เป็นใหญ่ในพื้นที่เฟิ่งเทียน จู้อวี้ถัง ผู้จัดการร้านชุ่ยหวาจึงส่งคนไปขนทองคำและเงินสำรองออกนอกเมืองทันทีข้ามคืน เหลือเพียงเครื่องประดับเล็กน้อยในร้านเพื่อการค้าขาย แม้ต่อมา กัวซ่งหลิง จะพ่ายแพ้และถูกสังหาร แต่ปฏิบัติการของ จู้อวี้ถัง ก็นับว่าไม่ธรรมดา เพราะเท่าเป็นการซักซ้อมหายนะที่อาจเกิดขึ้นจากการปล้นสดมภ์หลังความนุ่วายได้

การทำธุรกิจร้านทองนั้น แม้จะเกี่ยวข้องกับความมั่นคงทางเศรษฐกิจ แต่เพราะทองคำคือความมั่นคงทางเศรษฐกิจ มันจึงเป็นสิ่งที่นำพาความยุ่งยากมาให้ผู็นำธุรกิจประเภทนี้ได้เหมือนกัน โดยเฉพาะในช่วงกลียุค

รับบทบาทที่ประวัติศาสตร์ไม่อยากจดจำ
ภาคอีสานของจีนรวมถึงเสิ่นหยางถูกญี่ปุ่นรุกรานในที่สุด ขุนศึกตระกูลจางถูกเขี้ยพ้นจากวงอำนาจในพื้นที่ จากนั้นญี่ปุ่นก็พยายามสร้างความชอบธรรมในการยึดครองภาคอีสานของจีน หรือ "แมนจูเรีย" ด้วยการสถาปนารัฐกำมะลอขึ้นมาที่ชื่อ "หม่านโจวกั๋ว" โดยเชิญ ผู่อี๋ จักรพรรดิองค์สุดท้ายของราชวงศ์ชิงมาเป็นจักรพรรดิองค์แรกของประเทศหม่านโจวกั๋ว โดยจะทรงใช้ชื่อรัชกาลว่า "คังเต๋อ" มีเมืองหลวงที่ฉางชุน

เมื่อ "จักรพรรดิคังเต๋อ" หรือผู่อี๋จึประกอบพิธีบรมราชาภิเษก ก็ต้องประสบกับข้อห้ามมากมายจากญี่ปุ่นที่ควบคุมพื้นที่นั้นโดยกองทัพคันโตหรือกองทัพกวนตง เช่น ระหว่างการเตรียมการสำหรับพิธีราชาภิเษก ผู่อี๋คิดไว้เป็นอันดับแรกว่าจะต้องเตรียมเสื้อคลุมมังกร (หรือ "หลงเผา") อันเป็นเครื่องทรงของจักรพรรดิและชนชั้นสูงสมัยราชวงศ์ชิง อย่างไรก็ตาม กองทัพคันโตด้แจ้งต่อพระองค์ว่าญี่ปุ่นรับรอง “จักรพรรดิแห่งหม่านโจวกั๋ว” ไม่ใช่จักรพรรดิแห่งราชวงศ์ชิง ดังนั้น ผู่อี๋จึงไม่สามารถสวมเสื้อคลุมมังกรของราชวงศ์ชิงได้ และจะต้องสวมเพียง “เครื่องแบบของจอมพลแห่งกองทัพบก กองทัพเรือ และกองทัพอากาศแห่งหม่านโจวกั๋ว” ที่กองทัพคันโตกำหนดเท่านั้น

แต่ยังดีที่ญี่ปุ่นอนุญาตให้ทรงพระมาลาตามที่ต้องการได้ และสำนักพระราชวังหม่านโจวกั๋วได้เลือกร้านทองชุ่ยหวาเป็นผู้รับหน้าที่นี้

บางบทความระบุถึงช่วงเวลานี้ไว้ว่า "ช่วงเวลาแห่งประวัติศาสตร์นี้ช่างมืดมนและน่าปวดร้าว แต่ประวัติศาสตร์กลับทำให้ชุ่ยหวาไม่มีทางเลือกอื่น เพื่อความอยู่รอดของพนักงานหลายร้อยคน ร้านทองชุ่ยหวาจึงต้องรวบรวมช่างฝีมือที่มีชื่อเสียงที่สุดและทำงานทั้งกลางวันและกลางคืนเพื่อสร้างพระมาลาทองคำให้เสร็จทันเวลา แม้จะเป็นทางเลือกสุดท้าย แต่ความพยายามอย่างสุดความสามารถของฉุ่ยฮวาก็ได้ทิ้งผลงานชิ้นเอกที่คงอยู่ตลอดไป"

การประเมินประวัติศาสตร์ตอนนี้ของชุ่ยหวาเขียนออกมาอย่างเห็นใจห้างทองร้านนี้ เพราะการรับหน้าที่สร้างพระมาลาให้จักรพรรดิคังเต๋อไม่ใช่เรื่องน่าภาคภูมิใจ เพราะคังเต๋อหรือผู่อี๋ถูกมองว่าเป็นคนทรยศชาติเพราะสมคบกับญี่ปุ่นผู้รุกราน พระองค์ยอมเป็นหุ่นเชิดให้ญี่ปุ่นเพื่อที่ตนจะได้มีสถานะจักรพรรดิอีกครั้ง ทั้งๆ ที่รู้ว่าญี่ปุ่นใช้งานตนแะลใช้ตนเป็นตัวอ้างความชอบธรรมในการรุกรานและยึดครองแผ่นดินจีน

เรื่องนี้จะถือเป็นความภาคภูมิใจของร้านทองชุ่ยหวาได้อย่างไร?

อย่างไรก็ตาม เมื่อรับ "เผือกร้อนทางประวัติศาสตร์" มาแล้วร้านทองชุ่ยหวาไม่มีทางเลือกนอกจากทำให้สมกับความเป็นมืออาชีพ และผลงานก็ออกมาล้ำเลิศ พระมาลาที่สร้างขึ้นสำหรับผู่อี๋นั้น ประดับประดาด้วยรายละเอียดการฝังและแกะสลักอย่างวิจิตรงดงามและซับซ้อนอย่างเหลือเชื่อถือเป็นผลงานชิ้นเอกทางศิลปะที่แท้จริง

แม้แต่ ผู่เจี๋ย พระอนุชนของผู่อี๋ ก็ยังเขียนอักษรชื่อร้านทองชุ่ยหวาเสิ่นหยางด้วยตนเองเพื่อเป็นเกียรติแก่ทางร้าน

ปัจจุบันของแบรนด์ชุ่ยหวาหาใช่ภาพลวงตา
แต่แม้จะรับหน้าที่ทำพระมาลาให้จักรพรรดิคังเต๋อ ก็เช่นดียวกับจักพรรดิคังเต๋อที่ไม่ได้อยู่ในสายของญี่ปุ่น พวกญี่ปุ่นทำการปิดร้านทองของชุ่ยหวาลงในเวลาต่อมา ทำให้ต้องเปลี่ยนไปทำธุรกิจห้างสรรพสินค้า หลังจากจีนได้รับชัยชนะในสงครามต่อต้านญี่ปุ่นกิจการก็กลับมาเปิดอีกครั้งโดย จ้าวรุ่ยฟู่ (赵瑞馥) หนึ่งในผู้ถือหุุ้นรับหน้าที่เป็นผู้จัดการร้าน แต่แทนที่จะกลับมาทำธุรกิจได้าถาวรรัฐบาลก๊กมินตั๋งกลับสั่งห้ามการซื้อขายทองคำ ทำให้ร้านต้องปิดตัวลง และหลังจากจีนได้รับการปลดปล่อยโดยพรรคคอมมิวนิสต์ ร้านทองชุ่ยยหวาเปิดกิจการอยู่พักหนึ่ง แต่เพราะการซื้อขายทองคำและเงินถือเป็นอุตสาหกรรมเก็งกำไรและไม่สอดคล้องกับนโยบายเศรษฐกิจของประเทศที่ดำเนินนโยบายสังคมนิยม ผู้ถือหุ้นชุ่ยหวาจึงตอบรับคำเรียกร้องของรัฐบาลและหยุดดำเนินกิจการโดยสมัครใจและหันไปทำธุรกิจอื่นแทน

แต่ชื่อเสียงของชุ่ยหวาที่สั่งสมมาไม่เคยจางหายไปแม้จะต้องปิดกิจการ และแม้ระหว่างช่วงที่จีนกำลังพัฒนาตัวเองในช่วงแรกของการสถาปนาสาธารณรัฐประชาชน ความทรงจำของผู้คนต่อชุ่ยหวาก็ยังคงดำรงอยู่ต่อไป

จนกระทั่ง จีนเข้าสู่ยุคแห่งการเปิดประเทศและการปฏิรูปเศรษฐกิจในช่วงทศวรรษที่ 80 ในปี ค.ศ. 1985 ซึ่งปิดตัวลงมานานหลายทศวรรษ ได้เปิดทำการอีกครั้งในเดือนพฤษภาคมของปีนั้น ด้วยการสนับสนุนจากรัฐบาลเทศบาลเมืองเสิ่นหยาง และการสนับสนุนทางการเงินจากโรงงานผลิตทองคำและเงินเสิ่นหยาง และ จ้าวรุ่ยฟู่ อดีตผู้จัดการร้านทองชุยหวาคนสุดท้ายก่อนปิดตังลงครั้งก่อน ณ เวลานี้เขามีอายุถึง 80 ปีแล้ว ก็ได้รับการว่าจ้างให้เป็นที่ปรึกษาของร้าน หวนคือนสู่รากเหง้าเดิมของเขาอีกครั้ง

หลังจากนั้น ชุ่ยหวาที่ต้องเริ่มเดินก้าวใหม่อีกครั้งก็ค่อยๆ เรียนรู้ "ระบอบตลาด" ของศตวรรษที่ 20 ทีละน้อยๆ แม้จะล้มบ้างแต่ก็ลุกได้ แม้จะช้าบ้าง แต่ก็ไม่สายเกินไป

จนกระทั่ง ร้านทองชุ่ยหัวสามารถปรับตัวให้เขากับการทำธุรกิจในศตวรรษที่ 20 ได้ในที่สุด และเติบโตอย่างต่อเนื่องพร้อมกับได้รับสถานะการเป็น และชื่อเสียงที่เลื่องลืออีกครั้งจนกระทั่งชื่อ "เครื่องทองชุ่ยหวา" กลายเป็นคำที่ถูกใช้เรียกเครื่องทองที่หรูหราและมีภาพลักษณ์เกี่ยวข้องกับราชวงศ์ แม้ว่าชุ่ยหวาจะเกี่ยวข้องราชงศ์ใดๆ ก็ตามเพียงช่วงสั้นๆ ก็ตาม

แต่กระนั้น มันก็เหมือนเป็นการรับประกันว่า "เครื่องทองชุ่ยหวา" คือของดี ของมีคลาส ที่ผู้คนต่างปรารถนาและให้การยอมรับ

โดยทีมข่าวต่าวประเทศ The Better

Photo -คังเต๋อ จักรพรรดิหุ่นเชิดของหม่านโจวกั๋วกำลังประกอบพิธีบอกกล่าวฟ้าดิน

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...