โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

เผ่าภูมิ: นโยบายเศรษฐกิจเพื่อไทยคิดจากประสบการณ์ รู้อะไรทำได้-ไม่ได้

Amarin TV

อัพเดต 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา
คุยกับเผ่าภูมิ โรจนสกุล ถึงนโยบายเศรษฐกิจพรรคเพื่อไทยที่คิดจากประสบการณ์การบริหารประเทศ รู้ว่าอะไรทำได้-ไม่ได้

ในห้วงเวลาที่เศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญปัญหาและแรงกดดันหลายด้าน ทั้งจากภายในและภายนอก อีกทั้งแนวโน้มตัวเลขทางเศรษฐกิจบ่งชี้ว่า ปีนี้เป็นปีที่เศรษฐกิจไทยจะแย่ที่สุดในรอบหลายปี นโยบายทางเศรษฐกิจ ทั้งการวางอนาคตเศรษฐกิจของประเทศที่ต้องเลือกให้ถูกทาง-เล่นให้ถูกเกม และการแก้ปัญหาเศรษฐกิจในระยะสั้น จึงถูกมองว่าเป็นนโยบายด้านที่สำคัญที่สุด และอาจเป็นปัจจัยตัดสินชัยชนะในการเลือกตั้ง 2569 ที่จะเกิดขึ้นในวันที่ 8 กุมภาพันธ์นี้

จากการเปิดตัวนโยบายของพรรคการเมือง จะเห็นได้ว่าแทบทุกพรรคชูนโยบายเศรษฐกิจเป็นธงนำแบบไม่มีใครยอมใคร และนโยบายของหลายพรรคมีส่วนที่คล้ายกันในแง่เป้าหมาย แต่แตกต่างที่รายละเอียดและวิธีการ อย่างเช่น นโยบายแก้ปัญหาหนี้และนโยบายลดค่าครองชีพ ที่มีกันแทบทุกพรรค

ท่ามกลางสมรภูมิทางนโยบายที่พรรคการเมืองกำลังนำเสนอนโยบายและวิสัยทัศน์เพื่อชิงคะแนนจากผู้มีสิทธิเลือกตั้ง SPOTLIGHT สัมภาษณ์พิเศษ เผ่าภูมิ โรจนสกุล รองหัวหน้าพรรคของพรรคเพื่อไทย และขุนพลคนสำคัญด้านเศรษฐกิจของพรรค ซึ่งเคยดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลังในรัฐบาลเศรษฐา ทวีสิน และรัฐบาลแพทองธาร ชินวัตร (2567-2568) ถึงนโยบายเศรษฐกิจของพรรคเพื่อไทยว่าเสนอนโยบายอะไรมาแก้ปัญหาเศรษฐกิจบ้าง รวมถึงแนวคิดและเหตุผลที่อยู่เบื้องหลังของนโยบายต่าง ๆ ก่อนจะมาเป็นสโลแกนหาเสียงที่ว่า“เพื่อไทยทำได้”

SPOTLIGHT: ในการเลือกตั้งครั้งก่อนหน้านี้ พรรคเพื่อไทยมีนโยบายดิจิทัลวอลเล็ต (Digital Wallet) ซึ่งยังทำไม่สำเร็จ สำหรับการเลือกตั้ง 2569 พรรคเพื่อไทยมีอะไรจะพูดถึงนโยบายดิจิทัลวอลเล็ตบ้าง

เผ่าภูมิ: เราใช้เวลาเพียงสองปีในการกระจายเงินไปได้ครึ่งหนึ่งของยอดที่ต้องกระจายทั้งหมด เชื่อว่าถ้าเราอยู่ครบวาระ เม็ดเงินจะถูกกระจายให้พี่น้องประชนได้ครบกลุ่มเป้าหมาย แต่ด้วยระยะเวลา ด้วยข้อจำกัดต่าง ๆ เราก็ใช้ความสามารถและใช้เจตจำนงในการที่จะฟันฝ่าอุปสรรคหลาย ๆ สิ่ง ซึ่งทุกคนเห็นอุปสรรคที่เข้ามา ผมเชื่อว่าถ้าไม่ใช่พรรคเพื่อไทยคงยอมแพ้ตั้งแต่วันแรกแล้ว แต่เราผ่านกระบวนการในการต่อสู้ กระบวนการในการชี้แจง กระบวนการในการที่จะผลักดันให้มันเกิดผลสัมฤทธิ์สูงสุด

ในการเลือกตั้งครั้งนี้ ยังมีความจำเป็นในการกระตุ้นเศรษฐกิจ มีความจำเป็นในการที่จะกระตุ้นการจับจ่ายของพี่น้องประชาชน เพราะภาวะเศรษฐกิจยังไม่ดี ช่องว่างในการพัฒนายังมี แต่ตัวกระบวนการหรือตัวมาตรการในการกระตุ้นเศรษฐกิจนั้นต้องดูสถานการณ์ว่าสถานการณ์แบบไหนควรใช้มาตรการลักษณะไหน

ในครั้งนี้ เรื่องการแก้หนี้เป็นวาระสำคัญในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจของประเทศ เพราะถ้าพี่น้องประชาชนยังเป็นหนี้อยู่และเป็นหนี้ที่หมักหมมไปเรื่อย ๆ จากภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว เงินที่รัฐบาลกระตุ้นเศรษฐกิจไปจะถูกนำไปชำระหนี้ ไม่ได้หมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจเท่าที่ควร เพราะฉะนั้นสเต็ปแรก พรรคเพื่อไทยเห็นว่าการเข้าไปแก้ไขปัญหาหนี้มีความสำคัญสูง จึงออกแพ็กเกจการแก้หนี้ ซึ่งเราไม่สามารถแก้เป็นจุด ๆ ได้ ต้องแก้ไขทั้งระบบ มาตรการแก้หนี้ของเราประกอบด้วย 5 ส่วนสำคัญ นั่นคือ การแก้หนี้ผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดเล็ก (SME) การแก้หนี้ประชาชนทั่วไป การแก้หนี้ผู้สูงอายุ การแก้หนี้เกษตรกร การแก้หนี้นอกระบบ และยังมีการให้รางวัลคนที่มีวินัยในการชำระหนี้ด้วย เพราะฉะนั้น แพ็กเกจแก้หนี้เป็นแพ็กเก็จใหญ่ ใช้แรงกำลังเยอะทั้งในเชิงงบประมาณและในเชิงกระบวนการ เพื่อที่จะปลดล็อกโซ่ตรวนให้พี่น้องประชาชน

SPOTLIGHT: นั่นแปลว่า ดิจิทัลวอลเล็ตไม่ได้ไปต่อในนโยบายของพรรคเพื่อไทยสำหรับการเลือก 2569 หรือเปล่า

เผ่าภูมิ: เรื่องมาตรการในการกระตุ้นเศรษฐกิจต้องดูตามสถานการณ์ ขึ้นอยู่กับว่าความจำเป็นของการกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงนั้น ๆ ควรใช้มาตรการไหน แต่ความจำเป็นที่รัฐจะต้องกระตุ้นเศรษฐกิจจะยังมีอยู่ครับ เรื่องการแก้หนี้เป็นเรื่องสำคัญในเบื้องต้น และเรายังมีมาตรการอื่น ๆ อย่าง ‘คนไทยไร้จน’ ที่เพิ่งประกาศออกมา เป็นการกระจายเม็ดเงินให้คนที่รายได้น้อย คนที่รายได้อยู่ต่ำกว่าเส้นความยากจน ซึ่งเส้นความยากจนอยู่ที่ 3,000 บาทต่อเดือน หรือ 36,000 บาทต่อปี ใครที่มีรายได้น้อยกว่าเส้นความยากจนนั้น เราจะเติมให้เต็มจนกว่าจะพ้นเส้นความยากจน

SPOTLIGHT: อยากให้เรียงลำดับความสำคัญของการทำนโยบายของพรรคเพื่อไทย ถ้าหากได้เป็นรัฐบาลแล้ว ลำดับเวลาเป็นอย่างไร อะไรทำก่อน อะไรทำหลัง

เผ่าภูมิ: ทุกนโยบายสำคัญเท่า ๆ กัน ในเชิงของความจำเป็นของคนแต่ละกลุ่ม เราจะบอกว่าเรื่องของหนี้สำคัญกว่าเรื่องของพี่น้องชาวประมง สำคัญกว่าเรื่องของพี่น้องเกษตรกร สำคัญกว่าเรื่องฟรีแลนซ์ – ไม่ใช่ ทุกเรื่องมีความสำคัญเท่ากันในแต่ละกลุ่ม แต่เนื่องจากรัฐบาลมีงบประมาณจำกัด มีระยะเวลาจำกัด ก็ต้องดูว่าอะไรเป็นจุดสำคัญที่จะเข้าไปแก้ไขก่อน แต่ถามว่าจะแก้ไขทั้งระบบไหม – ใช่

เรื่องสำคัญคือเรื่องการแก้หนี้ และเรื่อง ‘คนไทยไร้จน’ ที่จะช่วยคนรายได้น้อยให้มีรายได้เพียงพอที่จะดำรงชีพขั้นพื้นฐาน ส่วนเรื่องมาตรการการแก้ไขปัญหาสินเชื่อ การตั้งสถาบันค้ำประกันเครดิตแห่งชาติ (NaCGA) ก็เป็นสิ่งที่สำคัญ เรื่องการดึงดูดการลงทุนใหม่ ๆ การดึงดูดการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) การใช้กฎหมายเพื่อที่จะดึงดูดเม็ดเงินต่าง ๆ ก็มีความสำคัญไม่แพ้กัน

SPOTLIGHT: งบประมาณที่จะใช้ในการดูแลเศรษฐกิจ อย่าง ‘คนไทยไร้จน’ ต้องใช้งบฯค่อนข้างเยอะ จะทำให้มีปัญหาอีกไหม

เผ่าภูมิ: ไม่เยอะครับ ‘คนไทยไร้จน’ จะใช้งบประมาณในการเข้าไปดูแลพี่น้องประชาชนในแต่ละปีประมาณ 60,000 กว่าล้านบาท ไม่ถึง 70,000 ล้านบาท จำนวนเม็ดเงินไม่ถือว่าเยอะ แต่จะเข้าไปตรงจุด ตรงคนที่มีความเดือดร้อนจริง ๆ คราวที่แล้วองค์กรต่าง ๆ คัดค้านดิจิทัลวอลเล็ตว่ากระจายเม็ดเงินไปสู่กลุ่มคนที่กว้างเกินไป-คนไม่ได้เดือดร้อนจริง ครั้งนี้เราทำให้มันครอบคลุมกลุ่มคนที่เดือดร้อนจริง ๆ ก็หวังว่าองค์กรเหล่านั้นจะไม่มีการคัดค้าน

SPOTLIGHT: คุณมองปัญหาเศรษฐกิจไทยในปี 2569 เป็นต้นไปอย่างไรบ้าง เขาว่ากันว่าปีนี้แย่กว่าปีที่ผ่านมา และเศรษฐกิจไทยโตต่ำสุดในอาเซียนด้วย

เผ่าภูมิ: ปีนี้เป็นปีที่มีความท้าทายสูง มันไม่ได้ท้าทายจากการเป็นเศรษฐกิจที่แย่ แต่มันท้าทายจากการเป็นเศรษฐกิจที่มีความไม่แน่นอนสูง ซึ่งความไม่แน่นอนสูงที่พูดถึงมาจากปัจจัยภายนอกเป็นส่วนสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอัตราภาษี reciprocal tariff ของสหรัฐฯ เรื่องท่าทีของชาติมหาอำนาจ ซึ่งประเทศไทยเราต้องมาทบทวนว่าจะวางตัวอย่างไรให้เหมาะสม จะรับมือกับความไม่แน่นอนอย่างไรให้เหมาะสม

เรื่องภาษีเป็นเรื่องสำคัญ ไม่ว่าจะออกหน้าไหนก็สำคัญสำหรับประเทศเรามาก เพราะประเทศเราพึ่งพาการส่งออก และการส่งออกมีซัพพลายเชนกว้าง ยาว และลึก เพราะฉะนั้น ต้องเข้าไปดูแลในส่วนนี้อย่างเหมาะสม และต้องรับมือทุกสถานการณ์ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตให้ได้ ผลการตัดสินของศาลสูงสหรัฐฯอาจจะออกมาว่าเรื่องภาษีที่คุยกันมาตลอดทั้งปีที่ผ่านมานั้นไม่มีอีกแล้ว หรืออาจจะออกมาว่า สิ่งที่คุยมาตลอดทั้งปีก็ยังยืนอยู่ตามนั้น สองหน้านี้มีผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง เพราะฉะนั้น ประเทศไทยต้องรับมือให้ดี

ในส่วนท่าทีของชาติมหาอำนาจ ซึ่งปัจจุบันเราเห็นว่ามีความ aggressive มากขึ้นในเรื่องภูมิรัฐศาสตร์ ประเทศไทยจะต้องวางตัวให้เหมาะสม แต่อย่างไรก็ตาม เราต้องยืนอยู่ในจุดยืนที่สำคัญ นั่นคือจุดยืนของความถูกต้อง จุดยืนที่ยึดหลักการสำคัญ เราจำเป็นต้องมีหลังพิง เพื่อที่จะสามารถดำเนินการได้อย่างถูกต้อง

อีกส่วนหนึ่งที่สำคัญในการรับมือความไม่แน่นอนจากต่างประเทศ คือ ต้องทำให้ประเทศไทยแข็งแรงในเชิงการใช้จ่ายในประเทศ การลงทุนในประเทศ การดึงดูดเม็ดเงินใหม่ ๆ เข้ามาในประเทศ ซึ่งในส่วนนี้นับว่าเป็นจุดแข็งจุดหนึ่งของพรรคเพื่อไทยที่มีแคนดิเดตนายกฯ อาจารย์เชน ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ ที่มีความเชี่ยวชาญและความสามารถในการดึงเอาวิทยาศาสตร์มาพัฒนาเศรษฐกิจ ซึ่งสำคัญในการที่จะสกัดเอามูลค่าของทั้งคน ทุน และเทคโนโลยีต่าง ๆ ออกมา สกัดเอาสิ่งที่ยังใช้ประสิทธิภาพได้ไม่เต็มที่กลับมาใช้ประสิทธิภาพได้เต็มที่อีกครั้ง

SPOTLIGHT: อะไรคือนโยบายเศรษฐกิจของพรรคเพื่อไทยที่คิดว่าเป็นจุดแข็งและมีความแตกต่างจากพรรคอื่น ๆ

เผ่าภูมิ: ผมไม่คิดว่าหนึ่งนโยบายจะสามารถชนะได้ทุกอย่าง และไม่คิดว่าหนึ่งนโยบายจะสามารถตอบโจทย์คนได้ทุกคน เพราะฉะนั้น เวลาเสนอนโยบาย เราเสนอเป็นแพ็กเกจภาพรวม จะเห็นว่าเรามีนโยบายในทุก ๆ ด้านในการตอบโจทย์พี่น้องประชาชนในทุกส่วน ในการตอบโจทย์ประเทศทั้งระยะสั้น ระยะกลาง ระยะยาว ผมคงไม่สามารถเลือกหนึ่งนโยบายออกมาแล้วบอกว่านโยบายนี้จะเป็นนโยบายที่นำไปสู่ชัยชนะและนำไปสู่การแก้ไขปัญหาประเทศอย่างเดียวได้ เราต้องผสมผสานนโยบาย

สำหรับคำถามนี้ ผมตอบว่า พรรคเพื่อไทยมีแพ็กเกจนโยบายที่ตอบโจทย์ทุกกลุ่มคน ทั้งระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาวให้กับประเทศ ผมว่าตรงนี้สำคัญกว่าสำหรับการที่จะเข้าไปบริหารประเทศ

SPOTLIGHT: การคิดนโยบายสำหรับการเลือกตั้งปี 2569 มีความยากหรือมีความต่างจากการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมาอย่างไรบ้าง

เผ่าภูมิ: การเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมาสภาวะเศรษฐกิจย่ำแย่ เพราะเราผ่านการที่รัฐบาลไม่ได้บริหารประเทศอย่างมีประสิทธิภาพมายาวนานในช่วงหลังรัฐประหาร ซึ่งทำให้เศรษฐกิจไทยซึมลึกและซึมยาว แต่ตอนนั้น external factor หรือปัจจัยรุมล้อมจากต่างประเทศน้อยกว่าตอนนี้ เพราะฉะนั้น ความยากคนละแบบ ผมเชื่อว่าภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบันไม่ได้แย่เหมือนตอนเลือกตั้งครั้งก่อนหน้านี้ แต่มีภาวะแทรกซ้อนเยอะกว่า มีความไม่แน่นอนสูงกว่า

ถ้าถามว่ายากกว่าหรือง่ายกว่ายังไง ผมคิดว่าคนละแบบ ในการเลือกตั้งครั้งนี้ สิ่งที่ต้องเตรียมให้พี่น้องประชาชน นอกจากเตรียมการรับมือปัจจัยภายนอกที่เข้ามามากกว่าแล้ว เราก็ต้องทำให้คนไทยแข็งแรงมากกว่า ในเชิงของการที่ต้องทำให้คนรายได้น้อยมีรายได้เพียงพอที่จะดำรงชีพ หรือการแก้หนี้ที่เป็นภาวะหนี้เรื้อรัง หนี้ติดนาน ทำให้เขาลุกขึ้นมาได้อีกครั้ง นี่เป็นปัจจัยสำคัญ ๆ ในการเข้าไปช่วยเหลือพี่น้องประชาชน

SPOTLIGHT: อะไรคือปัจจัยของความสำเร็จในการทำนโยบายของพรรคเพื่อไทย ในการจะช่วยพี่น้องประชาชนหรือช่วยเศรษฐกิจได้ มีอะไรเป็นหัวใจสำคัญที่สุด

เผ่าภูมิ: ผมคิดว่าเป็นข้อดีและถือว่าเป็นโชคดีของพรรคเพื่อไทยที่เราได้บริหารประเทศประมาณสองปีที่ผ่านมา ทำให้เราเห็นไรเยอะเลยครับ ในมิติที่ว่าอะไรที่สามารถทำได้ อะไรที่ทำยังไงก็ทำไม่ได้ อะไรที่ต้องแก้กฎหมายจึงจะทำได้ อะไรบางอย่างใช้หน่วยงานเดิม ๆ ทำไปก็ไม่เกิดมรรคผล ต้องตั้งหน่วยงานใหม่ขึ้นมาทำ

มีหลายอย่างหลายเรื่องที่เราเห็น อย่างเรื่องหนี้ ถ้าแก้ไขโดยวิธีปกติก็แก้ไม่ได้ การที่เราเข้าไปอยู่ในรัฐบาลเราได้เห็นว่าต้องใช้ระบบบริษัทบริหารสินทรัพย์ (AMC) เข้ามาซื้อหนี้ เพื่อที่จะทำให้เกิดการบริหารจัดการได้ ครั้นจะไปบอกให้ธนาคารแก้ไขปัญหาหนี้แต่ละธนาคาร ทำไม่ได้และไม่ประสบความสำเร็จนะครับ ส่วนการค้ำประกันสินเชื่อ เราก็เห็นว่าการจะให้บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) เดินต่อไปแบบนี้ เป็นการใช้งบประมาณมากแต่เหมือนเอางบประมาณไปทิ้งแม่น้ำ เราก็เลยจะตั้งองค์กรใหม่ที่ชื่อว่าสถาบันค้ำประกันเครดิตแห่งชาติ (NaCGA)

สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้เป็นสิ่งที่เราเห็นในยุคที่เราเข้าไปบริหาร เพราะฉะนั้นการออกแบบนโยบายหลังจากที่ได้บริหารราชการแผ่นดินมาในช่วงระยะเวลาหนึ่ง ผมว่าเราเห็นความเป็นไปได้ในหลาย ๆ มิติหลาย ๆ เรื่องว่าอะไรที่ควรทำ อะไรที่ควรจะเดินไปทางไหน อะไรที่ไม่ควรจะเดินไป เพราะฉะนั้นจึงออกมาเป็นสโลแกนในการหาเสียงของพรรคเพื่อไทยครั้งนี้ คือ “เพื่อไทยทำได้” เพราะเรามั่นใจเหลือเกินว่าสิ่งที่เรานำเสนอจะผ่านกระบวนการใช้ประสบการณ์ ใช้องค์ความรู้ต่าง ๆ ที่จะนำไปสู่ความสำเร็จได้

SPOTLIGHT: ปัญหาเศรษฐกิจเรื่องไหนที่คิดว่าแก้ยากที่สุด

เผ่าภูมิ: จริง ๆ มันมีหลายเรื่องในมิติของปัญหาเศรษฐกิจ พูดเป็นเรื่องเดียวคงยาก ทุกเรื่องยากเหมือนกันหมด การทำให้พี่น้องประชาชนมีกำลังซื้อโดยไม่เป็นภาระงบประมาณเยอะ ต้องทำยังไง การกระตุ้นบริษัท SME ต้องทำยังไง จะเป็นการให้สิทธิประโยชน์หรือจะเป็นการให้สินเชื่อ เรื่องต่าง ๆ เหล่านี้ต้องมาคิดด้วยกัน อย่างในส่วนของการกระตุ้นภาค SME สิ่งที่สำคัญสำหรับ SME คือ SME เข้าไม่ถึงแหล่งทุน ทำให้เขาโตไม่ได้ ถามว่าจะทำยังไง รัฐบาลจะไปบีบคอแบงก์ให้ปล่อยสินเชื่อ ก็ไม่ได้ สิ่งที่ควรทำคือ การลดความเสี่ยงของ SME จึงเป็นที่มาของการตั้งสถาบันค้ำประกันเครดิตแห่งชาติ ร่างกฎหมายแล้ว ผ่าน ครม.แล้ว ตอนนี้อยู่ที่กฤษฎีกา ถ้าเราได้เข้าไปเป็นรัฐบาล เราจะเอากฎหมายนี้เข้าสภา เป็นกระบวนการที่ลดความเสี่ยงของ SME เพื่อให้ SME เข้าถึงสินเชื่อได้ง่ายขึ้น

เรื่องต่าง ๆ เหล่านี้ต้องแก้ในเชิงโครงสร้าง คนที่บอกว่าเพื่อไทยเข้ามาใช้งบประมาณกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างเดียว ผมเถียงสุดตัวเลย เรานำกฎหมายเข้ามาแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างให้กับประเทศในหลาย ๆ มิติ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการปล่อยสินเชื่อ การผลักดันศูนย์กลางทางการเงิน (Financial Hub) ซึ่งเป็นการดึงดูดเม็ดเงินเข้าประเทศ เรื่องธนาคารไร้สาขา (virtual bank) ก็เป็นการใช้ข้อมูลใหม่ ๆ ในการทำให้คนที่อยู่นอกระบบเข้าถึงสินเชื่อ ไม่อิงกับเรื่องเครดิตบูโร เรื่องหวยเกษียณ เราเห็นคนไทยขาดการออม คนไทยชอบเสี่ยงโชค เราจับสองอย่างมารวมกันทำให้เกิดเป็นเสาการออมใหม่สำหรับประเทศในระยะยาว ดึงเงินที่เคยซื้อหวยใต้ดินแล้วจมไปเข้าสู่กองทุนนี้ ซึ่งกองทุนนี้จะลงทุนในตลาดทุน เป็นการกระตุ้นตลาดทุนได้อีก นี่คือเรื่องโครงสร้าง เพราะฉะนั้นเวลาใครบอกว่าพรรคเพื่อไทยกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น ผมปฏิเสธเสมอ ส่วนใหญ่เราทำแต่เรื่องระยะยาวด้วยซ้ำ

SPOTLIGHT: ภาคเกษตรเจอปัญหาราคาตกต่ำ เจอภัยพิบัติ เจอการแข่งขันจากต่างประเทศ พรรคเพื่อไทยมีนโยบายอะไรในการดูแลภาคเกษตรบ้าง ไทม์ไลน์ในการดำเนินการเป็นอย่างไร

เผ่าภูมิ: ภาคเกษตรเป็นส่วนที่สำคัญและเป็นกระดูกสันหลังของประเทศไทยในเชิงการผลิต เพราะฉะนั้นต้องดูแลทั้งมิติเรื่องราคา เรื่องประสิทธิภาพ เรื่องที่ดิน เรื่องปัจจัยการผลิตต่าง ๆ ในส่วนของราคา สิ่งที่เราเข้าไปดูแลคือเรื่องการรับประกันกำไรให้พี่น้องเกษตรกร 30% ของต้นทุนการผลิต ถ้าขายได้น้อยกว่านั้น ภาครัฐจะชดเชยให้ ทำให้เราสามารถพูดได้ว่าพี่น้องเกษตรกรของเราไม่มีการขาดทุนอีกต่อไป และจะมีการเข้าไปช่วยเหลือทางด้านพืชผลต่าง ๆ อย่างอ้อย จะมีการปรับเรื่องระบบการแบ่งปันผลประโยชน์ จากสัดส่วน 70 ต่อ 30 ให้เกษตรกรได้ผลประโยชน์มากขึ้น

ส่วนเรื่องที่ดิน เรื่องน้ำ เรื่องปุ๋ย เรื่องเมล็ดพันธุ์ ก็จะมีการเข้าไปช่วยเหลือ และจะมีโครงการพักหนี้เกษตรกรเป็นเวลาสามปี วงเงิน 500,000 บาทต่อราย ซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญมากและเป็นสิ่งที่ต้องให้ความสำคัญอย่างต่อเนื่อง ในระหว่างที่รายได้ของเขายังโตขึ้นไม่เพียงพอ เราจะมีโครงการนี้ไปช่วยระงับรายจ่ายในช่วงหนึ่งก่อน

SPOTLIGHT: เรื่องบุคลากร เห็นได้ว่าคุณอนุทินดึงคนนอกมาแล้วคะแนนนิยมเพิ่มขึ้น ในส่วนของพรรคเพื่อไทย มีกลยุทธ์อย่างไรบ้าง เราจะเห็นการชวนคนนอกที่เก่ง ๆ หรือคนรุ่นใหม่เข้ามาร่วมทีมเศรษฐกิจเพิ่มอีกไหม

เผ่าภูมิ: ผมเชื่อว่าบุคลากรของพรรคเพื่อไทยเราไม่เป็นรองใครมาตั้งนานแล้ว เราไม่มีความจำเป็นที่ต้องไปเอาอิมเมจมาช่วย เพราะเราเก่งจากเนื้อใน เราแข็งจากเนื้อใน ผมเชื่อว่าการทำงานในด้านเศรษฐกิจของพรรคเพื่อไทยแข็งแกร่งมาก เราไม่ได้มีแค่ที่คนภายนอกเห็น แต่เรามีการทำงานกันเป็นทีม เรามีการทำงานกับนักวิชาการ เรามีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับนักวิชาการ มีทีมเบื้องหลังเยอะ มี Think Tank ขนาดใหญ่ ในการออกแบบนโยบายและการบริหารทางเศรษฐกิจของพรรคเพื่อไทย

อีกประเด็นหนึ่งที่สำคัญ ผมคิดว่าการที่บุคลากรต่าง ๆ เข้ามาทำงานกับพรรคเพื่อไทย อย่างผมเป็นนักวิชาการ การเข้าพรรคเพื่อไทยทำให้เราเห็นว่าเราต้องสัมผัสกับ สส. ให้เยอะ เราต้องคุยกับ สส. ให้เยอะ เพราะว่า สส. เขาจะรู้ความต้องการของพี่น้องประชาชนที่แท้จริง นักวิชาการทำงานอยู่ในภาพบน บางทีเรามองไม่เห็นความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน เรามองไม่เห็นปัญหาที่แท้จริงของพี่น้องประชาชน การลงสัมผัส การสัมผัสผ่านพี่น้อง สส. ทำให้เราเห็นภาพต่าง ๆ ที่สำคัญ เพราะฉะนั้น ผมจึงให้ความสำคัญกับความกลมเกลียว-ความกลมกลืนระหว่างนักวิชาการกับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกับประชาชน ซึ่งผมคิดว่าเพื่อไทยไม่เป็นรองใครในมิติของการกลั่นเอาปัญหาของพี่น้องประชาชนขึ้นมาสร้างนโยบายและกระจายไปสู่การแก้ไขปัญหา

SPOTLIGHT: เพื่อไทยมีการวางตัววางบุคลากรเอาไว้เตรียมพร้อมเต็มที่เลยใช่ไหม ถ้าได้เป็นรัฐบาล ทุกอย่างจะรวดเร็วและสามารถฟื้นเศรษฐกิจได้ในเวลาเท่าไหร่ มีไทม์ไลน์หรือมีเป้าหมายอะไรเป็นภาพที่ชัดเจนไหม

เผ่าภูมิ: ผมคิดว่าพรรคเพื่อไทยมีความพร้อมด้านบุคลากรมานานมากแล้ว พร้อมมาโดยตลอด จริง ๆ เรามีบุคลากรที่มีความสำคัญที่อยู่เบื้องหลังเยอะ ในเรื่องการทำงานด้านเศรษฐกิจ เราคิดว่าตรงนี้เป็นจุดแข็งของเรามากกว่าจะต้องเอาอะไรมาแปะ เอาอะไรมาโปะ หรือเอาอะไรมามาทำให้เห็นเป็นภาพ เพราะว่าเราทำงานและพิสูจน์ในจุดนี้เพียงพอ มันเพียงพอจากตัวเลขด้วยซ้ำ ในรัฐบาลนายกฯแพทองธาร เศรษฐกิจของเราโตเฉลี่ย 3% ทุกไตรมาส นี่เป็นสิ่งที่พิสูจน์ว่าความแข็งแกร่งในด้านของเศรษฐกิจของเรานั้นไม่เป็นรองใคร

SPOTLIGHT: รัฐบาลมักจะถูกฝ่ายวิชาการและนักเศรษฐศาสตร์มองว่าทำนโยบายประชานิยม ใช้จ่ายโดยไม่คำนึงถึงการหารายได้ สำหรับพรรคเพื่อไทยมีแนวทางการเพิ่มรายได้รัฐอย่างไรในยุคที่รายจ่ายจะเพิ่มขึ้น และกำลังแรงงานที่จะทำงานจ่ายภาษีลดน้อยลง

เผ่าภูมิ: เป็นคำถามที่สำคัญ และผมคิดว่าพรรคเพื่อไทยตอบได้ดีที่สุดในเรื่องการหารายได้ของภาครัฐ สิ่งที่พรรคเพื่อไทยเก่งและพรรคเพื่อไทยพยามทำให้ได้มากที่สุดนั่นคือ การพยายามไม่หมกมุ่นอยู่กับงบประมาณ แต่พยายามดึงดูดเม็ดเงินใหม่เข้ามาใช้บริหารประเทศ นั่นจึงเป็นที่มาว่าทำไมเราจึงต้องทำ พ.ร.บ.ศูนย์กลางประกอบธุรกิจการเงิน (Financial Hub) ซึ่งมีเม็ดเงินมหาศาลกำลังจะเข้ามาลงทุนในประเทศไทย แต่ถ้าเราไม่มีกฎหมายฉบับนี้ เขาก็ไม่เข้ามาลงทุน เขาก็ไปลงทุนสิงคโปร์ ฮ่องกง อันนี้เป็นเม็ดเงินที่ไม่ได้ใช้งบประมาณเลย แต่ใช้การบริหารจัดการทำให้มันเกิดขึ้น ดึงเงินมาลงทุนในประเทศไทย

เรื่องของการดึงดูดเม็ดเงิน FDI หรือการลงทุนต่าง ๆ ก็เป็นสิ่งที่เราให้ความสำคัญ เรื่อง local content สัดส่วนการผลิตในประเทศก็มีความสำคัญ ตอนที่ผมดูแลกรมสรรพสามิต ผมทำให้การผลิตรถยนต์ไฟฟ้า (EV) มีการใช้ local content เยอะ มีการระบุหลักเกณฑ์ต่าง ๆ ในการประคองตลาดยานยนต์ในประเทศ ต่าง ๆ เหล่านี้คือการหารายได้เข้าประเทศ

นอกจากนั้น การพัฒนาศักยภาพมนุษย์ก็สำคัญมาก เพราะว่าแรงงานของเรามีจำกัดและมีแนวโน้มไม่ขยายตัว จากภาวะการเกิดที่ต่ำ เพราะฉะนั้นจะทำยังไงให้แรงงานมีศักยภาพสูงสุด ต้องใส่ศักยภาพให้เขา ผลิตภาพ (productivity) ต่อหน่วยต้องเพิ่มขึ้น การให้สิทธิประโยชน์เรื่องการให้แรงงานต่างชาติเข้ามาถ่ายทอดองค์ความรู้ให้คนไทย ก็ควรมีการพัฒนา

เรื่องการศึกษาก็มีความสำคัญ แรงงานจะโตอย่างมีประสิทธิภาพไม่ได้ถ้าการศึกษาไม่ดี เพราะฉะนั้นเรามีโครงการ ‘เรียนได้งบจบได้งาน’ ในการพัฒนาทักษะที่จะแมตช์กับอุปสงค์ในประเทศว่าความต้องการของประเทศคืออะไร เราต้องผลิตแรงงานขึ้นมาให้ตรงกับความต้องการของประเทศ

ผมคิดว่าเรื่องของการหาเงินเป็นสิ่งที่สำคัญมากกว่าเรื่องของการใช้เงิน เรามีความจำเป็นต้องสร้างรายได้ให้กับประเทศ แล้วเวลาพูดถึงเรื่องการหาเงิน ตัวเลขที่สะท้อนได้ดีที่สุดก็คือ ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ซึ่งตอนรัฐบาลนายกฯแพทองธาร ตัวเลขเศรษฐกิจสะท้อนมาว่าดีที่สุดในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา

SPOTLIGHT: การผลักดันศูนย์การกลางทางการเงิน (ไฟแนนเชียลฮับ) มีความกังวลจากบางพรรคว่าจะเอื้อต่อทุนเทา คุณอยากอธิบายเรื่องนี้หรือไม่ อย่างไร

เผ่าภูมิ: ไฟแนนเชียลฮับทำโดยเจตนาบริสุทธิ์ ทำโดยกระทรวงการคลัง โดยตั้งคณะกรรมการร่วมมือกับธนาคารแห่งประเทศไทย (แบงก์ชาติ) ร่วมมือกับ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ร่วมมือกับสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) ร่วมมือกับสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) หน่วยงานเหล่านี้เข้ามาร่างกฎหมายนี้ด้วยกัน ไม่ใช่ผม-ไม่ใช่เพื่อไทยร่างคนเดียว แต่ร่างโดยทุกหน่วยงานเพื่ออยากให้ประเทศไทยมีไฟแนนเชียลฮับสู้กับประเทศอื่น เขามองเห็นโอกาสที่เสียไปว่าเม็ดเงินกระโดดข้ามเราไปสิงคโปร์ กระโดดข้ามเราไปฮ่องกง เราสร้างไฟแนนเชียลฮับขึ้นมาด้วยความเห็นร่วมกันของทุกฝ่าย

เรื่องการป้องกันการฟอกเงิน กฎหมายฉบับนี้มิได้ละเว้นมาตราใด ๆ เลยของกฎหมายควบคุมการฟอกเงิน ใช้มาตรฐานเดียวกันทั่วประเทศ ในเรื่องการฟอกเงิน เรื่องเงินเทาต่าง ๆ เราเห็นอยู่ว่ามันเป็นปัญหา แต่การมีไฟแนนเชียลฮับไม่ได้เพิ่มปัญหา เพราะฉะนั้น ไฟแนนเชียลฮับมีความเสี่ยงเท่ากับสถาบันการเงินทุกสถาบันในประเทศไทย ไม่ได้เพิ่มความเสี่ยงเลย เพราะฉะนั้น อย่าเอาจินตนาการในแง่ลบมาขัดขวางการพัฒนาประเทศ ซึ่งจริง ๆ เวลามีคอมเมนต์เรื่องนี้ผมโกรธเลยนะ ถ้ามองอย่างนี้จะพัฒนาประเทศยังไง อันนี้เรามองเรื่องโอกาส มองเรื่องศักยภาพของประเทศ เรามองถึงเรื่องถ้าประเทศไทยเสียโอกาสตรงนี้ไปจะทำยังไง

ส่วนเรื่องการป้องกัน ผมเล่าเป็นเกร็ดว่าในกฤษฎีกามีการคุยกันว่า ใช้องค์กรที่ตั้งใหม่ดูแลเรื่องการฟอกเงินจะดีกว่าไหม ไม่ต้องใช้ ปปง.ก็ได้ แต่ทางกระทรวงการคลังซึ่งตอนนั้นผมเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการก็บอกว่า ใช้ ปงง.เลย แข็งแกร่งกว่า ดีกว่า และเห็นภาพรวมมากกว่า นี่เป็นการหารือกันในเรื่องการป้องกันการฟอกเงิน ซึ่งเราหาจุดที่ดีที่สุดในการที่จะป้องกันเรื่องเหล่านี้

SPOTLIGHT: จากผลการสำรวจความเห็น มีประชาชนจำนวนมากที่ยังไม่ตัดสินใจ พรรคเพื่อไทยมีอะไรอยากบอกพี่น้องประชาชนบ้าง โดยเฉพาะเรื่องเกี่ยวกับเศรษฐกิจและปัญหาปากท้องของคนไทย

เผ่าภูมิ: เราอยู่ในช่วงเวลาที่ท้าทายทางด้านเศรษฐกิจ ปัจจัยภายในไม่ได้แย่เท่าไหร่ แต่ปัจจัยภายนอกสามารถกระทบในมิติไหนก็ได้ กระทบในแง่ที่แย่ที่สุดก็ได้ เพราะฉะนั้น เราต้องการทีมนักบริหารที่มีศักยภาพสูงในการเข้าไปบริหารประเทศ เราบริหารมาสองปี เราเห็นภาพทั้งหมดว่าอะไรที่ควรจะทำ อะไรที่ทำได้ อะไรที่เราสำเร็จ อะไรที่เรายังติดขัด อะไรที่เรายังต้องแก้ไข ซึ่งเราเอาตรงนั้นมาหลอมเป็นชุดนโยบายที่จะตอบโจทย์การแก้ไขปัญหาของประเทศ

ผมเชื่อว่าพรรคเพื่อไทยนำเสนอนโยบายครั้งนี้ครอบคลุมจากสิ่งที่สามารถปฏิบัติได้จริง จากสิ่งที่เห็นในกลไกภาครัฐจริง ๆ ว่าอะไรที่ต้องเข้าไปแก้ไข อะไรที่ต้องเข้าไปทำ อย่างเช่นนโยบายล้างหนี้ ไม่ง่ายนะครับกว่าจะออกมาเป็นวันนี้ ไม่ใช่แค่การใส่งบประมาณเข้าไป มันมีกลไกข้างหลังเยอะในการนำไปสู่การล้างหนี้ จะทำไม่ได้เลยถ้าไม่ได้เป็นรัฐบาล เราเป็นรัฐบาลมา เราเห็น เราดำเนินการมา ทำให้เรามั่นใจในชุดนโยบายของพรรคเพื่อไทย บุคลากรของพรรคเพื่อไทย และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคเพื่อไทยมีความรู้ความสามารถมากในการที่จะสกัดศักยภาพของประเทศไทย ทำให้ประเทศไทยนั้นกลับมายืนอย่างสง่าผ่าเผยได้อีกครั้ง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...