โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ทั่วไป

กสม. ชี้โครงการรื้อฝายเก่า 3 แห่ง จ.เชียงใหม่ ละเมิดสิทธิ แนะรับฟังความเห็นปชช.เพิ่มเติม

ไทยโพสต์

อัพเดต 9 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 16 ชั่วโมงที่ผ่านมา

กสม. เผยผลการตรวจสอบโครงการรื้อฝายพญาคำ ฝายหนองผึ้ง และฝายท่าวังตาล จ.เชียงใหม่ ชี้เสี่ยงละเมิดสิทธิเกี่ยวกับน้ำและสิทธิทางวัฒนธรรม แนะจัดรับฟังความเห็นประชาชนเพิ่มเติม

9 ม.ค. 2569 - นายวสันต์ ภัยหลีกลี้ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เปิดเผยว่า ตามที่คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ได้รับเรื่องร้องเรียนจากเครือข่ายภาคประชาสังคมในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่เมื่อเดือนกรกฎาคม 2568 ระบุว่า โครงการรื้อฝายเก่า 3 แห่ง ได้แก่ ฝายพญาคำ ฝายหนองผึ้ง และฝายท่าวังตาล (แม่น้ำปิง) ในพื้นที่ตำบลวัดเกต และตำบลป่าแดด อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อป้องกันปัญหาน้ำท่วมในจังหวัดเชียงใหม่ภายใต้แผนการแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างพื้นฐาน (แม่น้ำปิง) ระยะเร่งด่วน ที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบเมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2568 จะส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตประชาชนในพื้นที่ที่ใช้น้ำจากลำเหมืองสาขาของฝายทั้ง 3 แห่ง และจะกระทบภูมิปัญญาท้องถิ่นเกี่ยวกับการทำเหมืองฝาย อีกทั้งในขั้นตอนการจัดรับฟังความเห็นของจังหวัดเชียงใหม่ (ผู้ถูกร้องที่ 1) ยังขาดการมีส่วนร่วมจากผู้มีส่วนได้เสียอย่างทั่วถึงและเพียงพอ จึงขอให้ตรวจสอบ

เบื้องต้นในระยะเร่งด่วนประธานกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (นางสาวพรประไพ กาญจนรินทร์) ได้มีหนังสือที่ สม 1400/45 ลงวันที่ 4 กันยายน 2568 ถึงนายกรัฐมนตรีเพื่อนำเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) ทบทวนโครงการรื้อฝายทั้ง 3 แห่ง ผ่านกลไกและกระบวนการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วน โดยเฉพาะพิจารณาทางเลือกอื่นนอกเหนือจากการรื้อหรือปรับปรุงฝาย พร้อมเร่งแก้ไขปัญหาการรุกล้ำลำน้ำปิงที่เป็นสาเหตุสำคัญของน้ำท่วมในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ นั้น

ล่าสุด กสม. ในคราวประชุมด้านการคุ้มครองและส่งเสริมสิทธิมนุษยชน เมื่อวันที่ 6 มกราคม 2569 ได้พิจารณารายงานผลการตรวจสอบกรณีดังกล่าว แล้วเห็นว่า การที่สำนักงานชลประทานที่ 1 กรมชลประทาน (ผู้ถูกร้องที่ 2) จะดำเนินการรื้อหรือปรับปรุงฝายทั้ง 3 แห่ง ที่มีอายุกว่า 700 ปี เพื่อป้องกันและลดความเสี่ยงจากปัญหาน้ำท่วมในพื้นที่เขตเมืองของจังหวัดเชียงใหม่นั้น จะส่งผลกระทบโดยตรงต่อวิถีชีวิตของประชาชนในพื้นที่โครงข่ายของลำเหมืองทั้ง 3 แห่ง ทั้งมิติการใช้น้ำ การบริหารจัดการน้ำ ประเพณี/ความเชื่อ และจะกระทบภูมิปัญญาการทำเหมืองฝาย อันเนื่องจาก “ตัวฝาย” เป็นวัตถุแห่งมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของชาติเกี่ยวกับการทำเหมืองฝายซึ่งได้ขึ้นทะเบียนตามกฎหมายไว้แล้ว ดังนั้น การจะดำเนินการใดต่อตัวฝายซึ่งจะกระทบต่อสิทธิเกี่ยวกับน้ำและสิทธิทางวัฒนธรรม จะต้องผ่านกระบวนการหารือร่วมกันระหว่างภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ทั้งภาครัฐ ภาคประชาสังคม ภาควิชาการ ประชาชนผู้มีส่วนได้เสีย ทั้งกลุ่มที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม กลุ่มผู้ใช้น้ำจากเหมืองฝาย และกลุ่มอนุรักษ์และสืบสานวัฒนธรรม เพื่อตัดสินใจร่วมกัน โดยต้องชั่งน้ำหนักความได้สัดส่วนระหว่างการนำฝายออกจากแม่น้ำเพื่อป้องกันน้ำท่วมกับการอนุรักษ์ฝายเพื่อสืบสานมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของชาติเกี่ยวกับการทำเหมืองฝายเพื่อใช้ประโยชน์ทางการเกษตรและอุปโภคบริโภค

อย่างไรก็ดี จากการตรวจสอบและชี้แจงของสำนักงานชลประทานที่ 1 พบว่า ยังไม่ได้ดำเนินการรื้อฝายทั้ง 3 แห่ง และกลุ่มผู้ใช้น้ำยังสามารถใช้น้ำจากลำเหมืองได้ อีกทั้งผู้เกี่ยวข้องสามารถจัดประเพณีความเชื่อเกี่ยวกับเหมืองฝาย เช่น พิธีกรรมไหว้ผีฝาย ได้ตามปกติ ในชั้นนี้ จึงยังไม่อาจรับฟังได้ว่า สำนักงานชลประทานที่ 1 ได้กระทำหรือละเลยการกระทำอันเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน

อย่างไรก็ตาม เนื่องจากรูปแบบการปรับปรุงฝายและมาตรการรองรับที่จะนำมาทดแทนฝาย ยังไม่มีรายละเอียดของการดำเนินงาน รวมถึงประชาชนที่ใช้ประโยชน์จากเหมืองฝาย ภาควิชาการ ภาคประชาสังคม และประชาชนในพื้นที่ยังกังวลว่าการดำเนินการปรับปรุงดังกล่าวจะกระทบต่อการใช้น้ำและภูมิปัญญาการทำเหมืองฝายซึ่งเป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของชาติ หากดำเนินการต่อไปโดยยังไม่มีความชัดเจนและความยั่งยืนของมาตรการรองรับจะสุ่มเสี่ยงต่อการละเมิดสิทธิมนุษยชน

ส่วนประเด็นการจัดรับฟังความเห็นของประชาชนผู้มีส่วนได้เสียในโครงการรื้อ/ปรับปรุงฝายทั้ง 3 แห่ง โดยจังหวัดเชียงใหม่ (ผู้ถูกร้องที่ 1) จากการตรวจสอบข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า จังหวัดเชียงใหม่ได้จัดรับฟังความคิดเห็นจากภาคส่วนต่าง ๆ 3 ครั้ง แต่ไม่ปรากฏข้อมูลที่แน่ชัดว่าผู้เข้าร่วมมาจากพื้นที่ใดบ้าง ในขณะที่ประชาชนบางส่วนที่ได้เข้าร่วมรับฟังความเห็นให้ข้อมูลว่าสัดส่วนผู้เข้าร่วมไม่เหมาะสม เช่น เจ้าหน้าที่รัฐมีจำนวนมากเมื่อเทียบกับประชาชนผู้มีส่วนได้เสีย โดยชาวบ้านส่วนใหญ่ในหลายหมู่บ้านที่ประกอบอาชีพเกษตรกรรมในหลายตำบล ได้แก่ ตำบลชมภู ยางเนิ้ง ดอนแก้ว สารภี หนองผึ้ง ซึ่งเป็นผู้ใช้ประโยชน์จากน้ำของเหมืองฝายไม่ทราบว่ามีการจัดรับฟังความเห็นจึงไม่ได้เข้าร่วม รวมไปถึงประชาชนส่วนหนึ่งไม่ทราบว่ามีการจัดรับฟังความเห็นและบางส่วนไม่ได้รับเชิญจึงไม่ได้เข้าร่วม จึงประสงค์ให้หน่วยงานของรัฐจัดรับฟังความเห็นเพิ่มเติม

กสม. พิจารณาแล้วเห็นว่าการจัดรับฟังความเห็นจากประชาชนผู้มีส่วนได้เสียเพื่อประกอบการดำเนินโครงการ หน่วยงานของรัฐจะต้องดำเนินการเพื่อให้เกิดการรับฟังความเห็นจากผู้มีส่วนได้เสียอย่างทั่วถึงและเพียงพอ เพื่อที่จะได้รับข้อมูลที่ถูกต้อง ครบถ้วน จากกลุ่มผู้มีส่วนได้เสียทุกกลุ่มในลักษณะไม่เลือกปฏิบัติ ซึ่งต้องคำนึงถึงรูปแบบ วิธีการและขั้นตอนที่จะทำให้การจัดรับฟังความเห็นเกิดขึ้นได้อย่างแท้จริง เช่น การให้ข้อมูล คำชี้แจง และเหตุผลที่เพียงพอต่อผู้มีส่วนได้เสียเพื่อประกอบการตัดสินใจ การเลือกพื้นที่ สถานที่ ระยะเวลา และสัดส่วนผู้เข้าร่วมที่เหมาะสมและได้สัดส่วน และผู้มีส่วนได้เสียมีโอกาสแสดงความคิดเห็นได้อย่างอิสระ การที่จังหวัดเชียงใหม่จัดรับฟังความเห็นโดยเลือกจัด ณ ที่ว่าการอำเภอสารภี สำนักงานเทศบาลตำบลหนองหอย ซึ่งเป็นพื้นที่ถูกน้ำท่วมและพื้นที่ส่วนใหญ่ไม่ได้ใช้ประโยชน์จากเหมืองฝาย และสำนักงานเทศบาลตำบลหนองผึ้ง ซึ่งมีพื้นที่การเกษตรน้อย จึงไม่ครอบคลุมพื้นที่หลักที่ประชาชนผู้มีส่วนได้เสียโดยตรงจะได้รับผลกระทบจากการรื้อหรือปรับปรุงฝายทั้ง 3 แห่ง ประกอบกับการจัดรับฟังความเห็นพบว่า รายละเอียดส่วนใหญ่มุ่งเน้นการป้องกันและแก้ไขปัญหาน้ำท่วมเป็นหลัก ทั้งที่โครงการดังกล่าวจะมีทั้งผลดี ผลเสียต่อการแก้ไขปัญหาน้ำท่วม การใช้น้ำจากเหมืองฝาย รวมไปถึงการอนุรักษ์และสืบสานมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมในพื้นที่ด้วย ในชั้นนี้ จึงรับฟังได้ว่า การจัดรับฟังความเห็นดังกล่าวไม่ทั่วถึงและเพียงพอตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มาตรา 58 และกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (ICCPR) ข้อ 19 เป็นการละเลยการกระทำอันเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน

ด้วยเหตุผลข้างต้น กสม. จึงมีมติให้มีข้อเสนอแนะแนวทางที่เหมาะสมในการป้องกันหรือแก้ไขการละเมิดสิทธิมนุษยชน โดยให้จังหวัดเชียงใหม่ (ผู้ถูกร้องที่ 1) ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจัดประชุมรับฟังความเห็นของประชาชนผู้มีส่วนได้เสียเพิ่มเติมให้ครอบคลุมทุกกลุ่มในระดับตำบลที่ใช้น้ำจากเหมืองฝายทั้ง 3 แห่ง ได้แก่ ตำบลชมภู ยางเนิ้ง สารภี ดอนแก้ว หนองแฝก ท่าวังตาล หนองผึ้ง ไชยสถาน และหนองหอย พร้อมข้อมูลที่ครบถ้วน ชัดเจน โดยคำนึงถึงความเหมาะสมของสถานที่จัดและความสะดวกต่อการเข้าร่วมรับฟังความเห็น โดยเปิดโอกาสให้ประชาชนมีเวลาและความเป็นอิสระในการแสดงความคิดเห็นอย่างเพียงพอ รวมทั้งให้ลงพื้นที่ประชาสัมพันธ์ข้อมูลที่เป็นสาระสำคัญของโครงการให้กลุ่มเป้าหมายทราบล่วงหน้าอย่างน้อย 15 วัน และจัดทำสรุปผลการรับฟังความเห็นประกาศให้ประชาชนทราบ โดยใช้แนวทางตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการรับฟังความเห็นของประชาชน พ.ศ. 2548 และคู่มือการจัดรับฟังความเห็นของกรมชลประทาน ในการดำเนินการ

และให้จังหวัดเชียงใหม่ร่วมกับสำนักงานชลประทานที่ 1 (ผู้ถูกร้องที่ 2) นำข้อมูลจากการรับฟังความเห็นหารือร่วมกับกรมส่งเสริมวัฒนธรรม หน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้อง และภาคส่วนต่าง ๆ อาทิ ตัวแทนชุมชนผู้ใช้น้ำ ภาคประชาสังคม ภาควิชาการ ผู้ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม และกลุ่มที่อนุรักษ์และสืบสานภูมิปัญญาการทำเหมืองฝาย ในสัดส่วนที่ใกล้เคียงกันเพื่อร่วมกันกำหนดรูปแบบการปรับปรุงฝายทั้ง 3 แห่ง ให้มีความเหมาะสมและยอมรับได้ โดยคำนึงถึงสิทธิเกี่ยวกับน้ำ การป้องกันและลดความเสี่ยงจากปัญหาน้ำท่วม ควบคู่กับการอนุรักษ์และสืบสานมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของชาติเกี่ยวกับการทำเหมืองฝายก่อนการดำเนินการเกี่ยวกับฝายทั้ง 3 แห่ง โดยมีมาตรการที่ชัดเจนและเป็นรูปธรรมที่แสดงให้เห็นถึงรายละเอียดของแผนงาน งบประมาณ ระยะเวลาดำเนินการ และหน่วยรับผิดชอบ

นอกจากนี้ กสม. ยังมีข้อเสนอแนะในการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชน ให้กระทรวงคมนาคมโดยกรมเจ้าท่า ประสานกรมที่ดิน จังหวัดเชียงใหม่ อำเภอสารภี รวมถึงองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ริมฝั่งแม่น้ำปิง เร่งดำเนินการแก้ไขปัญหาการรุกล้ำลำน้ำปิงที่เป็นสาเหตุสำคัญของน้ำท่วมในพื้นที่เขตเมืองของจังหวัดเชียงใหม่ ให้สามารถขยายขนาดความกว้างของลำน้ำปิงในการรองรับการไหลของน้ำตามหลักวิชาการ เพื่อป้องกันและลดปัญหาความรุนแรงของน้ำท่วมโดยเร็วต่อไป และให้สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ ประสานจังหวัดเชียงใหม่ สำนักงานชลประทานที่ 1 คณะกรรมการลุ่มน้ำปิง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมกันขับเคลื่อนการบริหารจัดการน้ำเชิงระบบเพื่อป้องกันและแก้ไขภาวะน้ำท่วมในพื้นที่เขตเมืองของจังหวัดเชียงใหม่ควบคู่กับการป้องกันและแก้ไขภาวะน้ำแล้งในพื้นที่โครงข่ายของเหมืองฝายทั้ง 3 แห่ง ผ่านการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วนทั้งระยะเร่งด่วนและระยะยาว

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...