โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

การเมือง

พรรคสีส้มกำลังผสมพันธุ์ “great grand compromise” กับขั้วอนุรักษ์นิยม จริงหรือ ?

THE ROOM 44 CHANNEL

เผยแพร่ 20 ชั่วโมงที่ผ่านมา

พรรคสีส้มกำลังผสมพันธุ์ “great grand compromise” กับขั้วอนุรักษ์นิยม จริงหรือ ?

เกิดสงครามน้ำลายฝ่ายซ้ายกันเอง หลังจาก “นิว กัลยพัชร” ทิ้งบอม พรรคสีส้มเปลี่ยนไปอาจกำลังจะกลายเป็นพวกเขา (อนุรักษ์นิยม) ลั่นดึงกี่ร้อยเทคโนแครต อีลีท ศาสตรจารย์ ดอกเตอร์ ก็ไม่มีค่าเท่าอุดมการณ์คนหนึ่ง “ปิยบุตร” จวกแหลก อดีตสส.เผาบ้านตัวเอง ด้าน “ปวิน”เล่าเรื่องที่เคยคนมาคุกเข่าขอถึงปารีส ให้เชียร์พรรคส้มสมัยตั้งอนาคตใหม่ แฉ ใครที่หมดประโยชน์มึงก็ใช้ตีนเขี่ยทิ้ง ขณะที่ “ชูวิทย์” ผสมโรงกระตุกเตือน อย่าคิดว่าตัวเองถูกไปเสียหมดอยู่ฝ่ายเดียว

เมื่อวันที่ 6 ม.ค. น.ส.กัลยพัชร รจิตโรจน์ หรือ “นิว” อดีต สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน(ปชน.) โพสต์ระบายความในใจผ่าน X หลังตัดสินใจลาออกจากพรรคสีส้มอย่างเป็นทางการไป

“อดีตสส.นิว” ยืนยัน “พิมพ์ความในใจไว้ก่อนที่พรรคปชน.จะประกาศผลลำดับสส.บัญชีรายชื่อ” เพื่อป้องกันคำครหา “ว่าไม่ผ่าน แล้วพาล” หรือ “ถ้าผ่าน ก็ต้องโดนบอกให้นั่งทับมือเช่นเดิม” และอยากจะปราศจาก conflict of interest หรือ bias ใด

ใจความสำคัญคือเจ้าตัวมองว่าวันนี้ “พรรคสีส้มเปลี่ยนไป” เข้าใจดีเรื่องที่ เพื่อให้ได้เป็นรัฐบาล ต้องกลืนเลือด ประนีประนอม เพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจรัฐ ไม่งั้นจะถูกดูถูกไปตลอดว่าไม่เคยบริหาร

สิ่งที่ “อดีตสส.นิว” แสดงความไม่เห็นด้วย คือถ้ากลัวการดูถูกก็ไม่ควรเป็นพรรคแบบนี้ อย่าลืมว่าเราชนะมวลชนมาด้วยความเป็นตัวเราแบบนี้ พร้อมกับเปิดเผยว่า มีพี่แกนนำพรรคท่านหนึ่งเคยกล่าวไว้ ว่า “เราไม่สมาทานรัฐมนตรี และนายกรัฐมนตรี คนนอก ทุกคนควรเป็น สส. เท่านั้น เพราะได้รับการเลือกตั้งมาจากประชาชนจริง”

“อดีตสส.นิว” ย้อนความหลังเตือนความจำ แกนนำบางคน พร้อมกับตั้งคำถาม แนวคิด “The professionals” ทีมบริหารคนนอกพรรค

เช่น ทราบดีว่า ครั้งนี้บริบทเปลี่ยนไป จะบอกว่ากลัวเหตุผลทางการเมือง กลัว 44 สส. โดนตัดสิทธิ์ กลัวเพื่อนคดี 112 โดนตัดสิน จึงต้องเอาทีมผู้บริหาร “The professionals” เราเคยกลัวด้วยหรือ ที่ผ่านมา ถ้า “โตโต้” นายปิยรัฐ จงเทพ ลงสมัครสส.บางนาต่อ แล้วโดนคดี112 คนที่ผิดคือ “โตโต้” หรือ

“ที่ต้องจัดการเรื่องเลือกตั้งซ่อม พรรคถึงต้องย้ายเพื่อนที่มีคดี 112 เข้ามาไว้ในปาร์ตี้ลิสต์ เสมือนพวกเขาจะเป็นภาระ หากมีการเลือกตั้งซ่อมเกิดขึ้น ?”

น.ส.กัลยพัชร มองว่า จะเอา “เทคโนแครต ศาสตร์จารย์ ดอกเตอร์ อีลีท” ที่เก่งมาอีกกี่ร้อยคน มันก็ไม่มีค่าเท่าอุดมการณ์คนหนึ่ง ที่ต้องออกไป กี่ร้อยด็อกเตอร์ ก็แทน “ลูกเกด” น.ส.ชลธิชา แจ้งเร็ว ,“โตโต้ปิยรัฐ” ,“แก้วตา” ธิษะณา ชุณหวัณ ,พี่มาร์ท, เท่าพิภพ ลิ้มจิตรกร ไม่ได้

แม้จะเคารพผู้ใหญ่คนนอก แต่ “อดีตสส.นิว” ให้ความสำคัญกับคนที่ใช้เวลามากพอ มีดีเอ็นเอพรรค เข้าใจตัวตนของพรรค มากกว่า

และมองว่า พรรคปชน.คิดมากเกินไป ตอนเจอกระแส “น.ส.ศุภจี สุธรรมพันธุ์”รมว.พาณิชย์ “นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว” รมว.ต่างประเทศ และ “นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาส” รองนายกฯและรมว.คลัง

“น.ส.กัลยพัชร” ตั้งคำถามอีก ว่า ทำไม “รังสิมันต์ โรม”จะเป็นรมว. ยุติธรรม ไม่ได้ ทำไม “หมอวาโย” หรือ “พี่มาร์ท-พี่สุภัทร” จะคุมกระทรวง สาธารณะสุข ไม่ได้ ฯลฯ

สรุปการเมืองที่คนธรรมดาเปลี่ยนแปลงได้ มันมีจริงไหม?

“อดีตสส.นิว” รู้สึกว่าพรรคปชน.กำลังจะกลายไปเป็นพวกเขา ก้าวถอยหลังออกมาจากจุดยืนจนอยู่ในจุดที่หมดศรัทธาในพรรค และอาจกำลังทำให้ประชาชนสิ้นหวังกับการเมืองใหม่ ที่ไม่ใหม่จริง

“น.ส.กัลยพัชร” เคยพูดเรื่องกระบวนการคัดสรรมีปัญหาแทบทุกครั้งที่มีประชุมสส.พรรคปชน. แต่ไม่เกิดการเปลี่ยนแปลง เราต้องถอยไปถึงจุดไหน อาจจะพูดว่า ถอยเพื่อให้ได้เสียงจากฝ่ายอนุรักษ์ หรือ swing vote มากขึ้น เพื่อเข้าสู่อำนาจ

“แต่ถ้าเรา great grand compromise ไปเรื่อยๆ เช่นนี้ Then whats the point of winning in the first place? เพราะเราสูญเสียตัวตน แนวร่วมอุดมการณ์ไปตลอดทาง คนแล้วคนเล่า เพื่อเข้าสู่อำนาจจอมปลอมนี้ ที่ทุกคนก็ทราบ ว่าถ้าหากเราเล่นตามกติกาของอำนาจเก่า คุณจะเอามืออาชีพเก่งมาจากไหน ก็จะไม่สามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงได้เลย เพราะคุณต้องเล่นตามกรอบและกติกาของเขา และมันสายไปแล้ว คุณสูญเสียตัวตนไปมากจนแทบไม่เหลือเค้าเดิมแล้ว แล้วมันคุ้มไหม กับการสูญเสียตัวตนหรือจุดยืนที่ดีงามเหล่านั้น เพื่อให้ได้อำนาจมา คงไม่ต้องถามแล้วว่าเรายังฝันเหมือนกันอยู่ไหม”

อดีตสส.พรรคสีส้ม ระบุ พร้อมตั้งคำถามทิ้งท้าย ว่า พวกคุณมองตัวเองในกระจกบ้างไหม ว่าคุณเปลี่ยนไปแค่ไหน คุณลืมไปแล้วใช่ไหม ว่าคุณเข้ามาการเมือง เพื่ออะไร ที่สำคัญคุณเปลี่ยนมิตรให้เป็นศัตรู ทำให้เราเสียแนวร่วมเรื่อยมา เพราะมีแกนนำท่านหนึ่งพูดว่า “ยังไงประชาชนก็ต้องเลือกเรา เพราะเขาไม่มีทางอื่นแล้ว” ประชาชนไม่ใช่ของตายค่ะ ดิฉันขอยืนยันตรงนี้ ในฐานะประชาชนคนหนึ่งในวันนี้ ผลการตัดสิน อยู่ที่ประชาชนค่ะ

“เท้ง” เสียดาย “หมอนิว”หมดโอกาสใช้สิทธิ์สมาชิก

ต่อมา วันที่ 7 ม.ค. “เท้ง” นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคปชน. ซึ่งกำลังหาเสียงอยู่ที่ จ.ชลบุรี ได้ตอบคำถามผู้สื่อข่าวเกี่ยวกับกรณี “น.ส.กัลยพัชร” ระบายความในใจหลายประเด็นหลังลาออกจากสมาชิกพรรค โดยรู้สึกเสียดาย ถ้ามีอะไรที่คับข้องใจอยากจะให้พรรคปรับเปลี่ยนวิธีการทำงาน

หัวหน้าพรรคปชน.บอกว่า ถ้าเชื่อว่าพรรคปชน.ออกจากหลักการดั้งเดิม การเป็นสมาชิกพรรคอยู่จะทำให้เสียงได้รับฟังมากที่สุด ยืนยันพรรคปชน.เป็นพรรคที่รับฟังเสียงดีที่สุดพรรคหนึ่งในประเทศด้วยซ้ำ ทุกการตัดสินใจใหญ่ ๆฟังเสียงของสมาชิกทุกครั้ง

“หมอนิวอาจไม่ได้เข้าอกเข้าใจกระบวนการตัดสินใจทั้งหมด แต่การลาออกจากสมาชิกพรรคไปก่อนอาจทำให้เสียโอกาส ไม่ได้ใช้สิทธิ์สมาชิกพรรค ในการสร้างการเปลี่ยนแปลงไปด้วยกัน”

นายณัฐพงษ์ ย้ำ พร้อมกับออกตัวตอบถามสื่อฯ เรื่องโปรลิตบูโรพรรคสีส้ม ว่า ถ้าจะมี ก็หัวหน้าพรรคนี่แหละ ที่เป็นคนตัดสินใจใหญ่ ๆ อดีตแกนนำก็อยู่ในฐานะที่ปรึกษาทางการเมืองตนก็รับฟังเสียงทุกฝ่าย ความรับผิดรับชอบก็อยู่ที่ตนและกรรมการบริหารพรรค

ขณะที่ส้มตัวพ่อ ซึ่งเป็นเสมือนไอดอลทางการเมือง ของ “น.ส.กัลยพัชร” อย่าง “อ.ป๊อก” ปิบุตร แสงกนกกุล ได้ไปให้สัมภาษณ์ เพจ “Friends Talk” หล่นวลีเผ็ดร้อน ตอนหนึ่งเกี่ยวกับเรื่อง “อดีตสส.เผาบ้าน” ว่า….

สถานการณ์หน้าสิ่วหน้าขวาน หัวต่อหัวเลี้ยวแบบนี้ ก็พูดตรง ๆ พรรค ปชน.โดนรุมกินโต๊ะ ทุกฝ่ายรุมหมด

คุณเหลือเพื่อนคนเดียว คือประชาชน ดังนั้น พรรคปชน.ต้องจับมือกับประชาชนที่สนับสนุนคุณ และเดินหน้าเพื่อเรียกความเชื่อมั่นด้วยกัน

ถ้าตั้งไม่ได้ เราจะไม่มีโอกาสเปลี่ยนแปลงประเทศ เดี๋ยวประเทศไทยจะแย่แล้ว มีโอกาสครั้งนี้แหละต้องเข้าไปทำ มันต้องเป็นอย่างนี้แทนไง

มรสุมรุมขนาดนี้ แล้วถ้าคนที่เคยอยู่ด้วยกันมา เคยเป็น สส.กันมาแต่กลับคิดว่าเฮ้ย อะไรนี่ก็ไม่ได้ นู่นก็ไม่ได้ ออกไปไม่ได้ดั่งใจตัวเอง ไม่ได้ตำแหน่งต่าง ๆ ไม่ได้ลง

ออกไปเผาบ้านตัวเองทุกวัน อย่างนี้มันก็ไม่ไหว ถ้าบอกว่าพรรค แกนนำพรรค ต้องส่องกระจก เจ้าตัวต้องลองส่องกระจกดู แล้วถามตัวเองดูว่า ออกจากสมาชิกพรรค ออกมาด่าพรรค เพราะอะไร

นายปิยบุตร เคยพูดหลายรายการว่า พรรคนี้มี 3 ช่วงชีวิต ตอนนี้ถึงชีวิตที่ 3 แล้ว บริบทก็เปลี่ยน ชีวิตมันเปลี่ยน สถานการณ์มันเปลี่ยน พอชีวิตเปลี่ยน สถานการณ์เปลี่ยน วิธีการเดินก็เปลี่ยน แต่หลักใหญ่ใจความ Core Value (ค่านิยมหลัก) ของพรรค วิธีคิดก็ยังเหมือนเดิม

“3 ชีวิตคืออะไร ช่วงแรกเราตั้งมาเพื่อสู้กับ พล.อ.ประยุทธ์ ต้องดึงพลังของคนออกมาจำนวนมาก ทั้งคนที่ไม่เคยสนใจการเมืองเลย หรือคนสารพัดสีมารวมพลังกัน ดังนั้นออกลักษณะที่อาจจะดูปลุกเร้า พอมารอบ 2 มันต่อเนื่องจากสถานการณ์การชุมนุม แล้วต้องการสกัดไม่ให้ พล.อ.ประยุทธ์ สืบทอดอำนาจอีก มาถึงช่วงที่ 3 จะเป็นรัฐบาลแล้ว คุณต้องใช้การเลือกตั้งให้จบ แล้วต้องเป็นรัฐบาล ต้องเดินอีกแบบหนึ่ง” นายปิยบุตร กล่าว

นายปิยบุตร อธิบายเพิ่มเติมว่า การเดินอีกแบบหนึ่ง ไม่ได้บอกว่าเดินแบบไหนก็ได้ ทำอะไรก็ได้ แต่อย่างน้อยต้องคิดเรื่องการบริหารประเทศอย่างไร ตอบคำถามคนจำนวนมากที่ถามคุณตลอดอย่างไรว่า นี่เป็นพรรคเด็ก นี่พรรคหัวร้อน พรรคที่ไม่มีผู้รู้ผู้เชี่ยวชาญ มีแต่เด็กอภิปรายด่าอย่างเดียว อภิปรายตรวจสอบ เป็นฝ่ายค้านอย่างเดียว จะบริหารเป็นหรือ เขาต้องเอาจุดนี้มาแก้ มาปิด นี่เป็นที่มาถึงเชิญคนนั้น คนนี้มา เอาคนใหม่มาร่วมงานกับพรรค เปิดทีมผู้บริหาร เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชน

“ปวิน”ฉะเดือด ใครที่หมดประโยชน์มึงก็ใช้ตีนเขี่ยทิ้ง

ล่าสุด เมื่อวันที่ 8 ม.ค. ทางด้านของ “ปวิน ชัชวาลพงษ์พัน” Center for Southeast Asian Studies, Kyoto University ได้เล่าเรื่องราวผ่านผ่านเฟซบุ๊ก ว่า ในงานอาหารค่ำ คืนหนึ่งในกรุงปารีสหลายปีมาแล้ว นายปิยบุตร เดินมาหาดิที่ปลายโต๊ะ คุกเข่าข้างๆ แล้วบอกว่า "อาจารย์ครับ ผมจะตั้งพรรคการเมือง อยากให้อาจารย์ช่วยเชียร์ ช่วยสนับสนุนด้วยครับ เรามาร่วมทำงานกันนะครับ"

ปวิน รู้สึกตื่นเต้นที่จะเห็นพรรคการเมืองใหม่ แล้วก็เทใจสนับสนุนพรรคอนาคตใหม่ ตั้งแต่วันก่อตั้งวันแรก

นอกจากนี้ ก่อตั้งไปได้ไม่นาน ปวิน ยังเคยช่วยจัดทริป ให้อนาคตใหม่มาเล็คเชอร์ในคลาสนักเรียนญี่ปุ่นของตนเอง แต่ขอไม่เล่ายาวเพราะเล่ามาหลายรอบ จนถึงจุดที่คริสโป ออกมาด่าดิชั้นว่าสาระแนอาสามาช่วยพรรคทั้งๆ ที่ไม่มีใครชวน

ในเหตุการณ์ครั้งนั้น ปวิน ส่งข้อความไปถึงผู้นำพรรค รวมถึงนายปิยบุตร เรียกร้องให้ออกมาพูดความจริงว่า พวกเค้าได้ขอให้สนับสนุนและช่วยพรรค

ทว่า ไม่มีหน้าตัวไหนออกมาพูดแม้แต่คนเดียว…

เมื่อวานดูคลิปปิยบุตรออกมาด่าหมอนิว สรุปสั้นๆ ไม่มีความเป็นมืออาชีพ ไปต่อไม่ได้แล้วยังเอาพรรคไปขาย เหมือนเผาบ้านตัวเอง บลา บลา บลา โถ อีป๊อก นี่ไงคะ ใครทีหมดประโยชน์มึงก็ใช้ตีนเขี่ยทิ้ง

ดิชั้นผ่านตรงนั้นมาด้วยตัวเองค่ะ แต่ที่มันไม่กล้าด่าดิชั้น เพราะกลัวดิชั้นจะแหกอกมัน ทำไมนิวถึงไม่มีสิทธิพูดในฐานะสมาชิกพรรคคนหนึ่ง

มึงเป็นใครที่จะบงการว่า คนที่ออกจากพรรคไปต้องเอาไปแต่ความทรงจำที่ดี คนพวกนี้แม่งนั่งบนหอคอยงาช้าง ถือเป็นผู้ก่อตั้งพรรค ส่วนที่เหลือแม่งก็ตัวจิ๊บตัวจ้อย ไม่จำเป็นต้องมีปากเสียง

ขอโทษค่ะ ไม่มีพรรคไหนที่ดีที่สุดในโลก แม้แต่นิกายศาสนาพุทธต่างๆ ยังมีความฉ้อฉล นี่เป็นแค่พรรคการเมืองธรรมดาพรรคหนึ่ง แต่ศาสดาทำตัวเป็นผู้นำจิตวิญญาณ ใครคิดต่างต้องออกมาด่า

กรุณาพิจารณาตัวเองด้วยค่ะ ตอนที่ตัวเองเป็น สส ตัวเองทำได้ดีแค่ไหน มีความกล้าหาญทางจริยธรรมแค่ไหน

นี่ไม่ต้องพูดเรื่องที่แอบหนีไปทำดีลกับไอ้แดงสมัยนั้น ถุย !!!

ไม่ใช่แค่ “ปวิน” ที่เลือกออกมาเตือนสติแกนนำพรรคส้มอย่างดุเดือด ผ่านโลกออนไลน์ นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ ก็เป็นอีกรายที่ตักเตือน

“ชูวิทย์” กระตุกเตือนรับฟังเสียงสะท้อน อย่าคิดว่าตนเองถูกไปเสียหมด

อาจารย์ปิยบุตรที่เคารพ ก่อนอื่น ผมยังชื่นชอบความเห็นด้านวิชาการของ อ.ปิยบุตร แต่สำหรับเรื่องพรรคการเมืองในโลกความจริงของการเมืองไทย

ผมว่าอาจารย์ต้องฟังความเห็นหลากหลาย เพราะพรรคเป็นศูนย์รวมของคนที่มีอุดมการณ์เดียวกัน แต่คำว่าอุดมการณ์ สามารถเปลี่ยนแปลงได้จากหลายเหตุปัจจัย

เกิดขึ้นได้ทั่วโลกแม้แต่พรรคคอมมิวนิสต์จีน เรื่องภายในพรรค เมื่อลูกพรรคลาออกแล้วระบายความในใจเป็นเรื่องปกติ ที่ผมสงสัย ทำไมพรรคส้มที่เคลมว่าตัวเองเป็นพรรคการเมืองใหม่

ทั้งลูกพรรค และอาจารย์ปิยบุตร (ที่ผมเคารพ และเป็นที่ปรึกษาพรรค) ถึงต้องมานั่งตอบโต้กัน มันช่างละม้ายคล้ายคลึงกับพรรคการเมืองเก่าทุกประการ ไม่ได้ผิดเพี้ยนสักนิด

คนออกไม่ได้มีอะไรหรอกครับ เขาคงเสียเวลาเสียความรู้สึกกับพรรคส้ม เหมือนคนลาออกจากบริษัท ก็อยากระบายปัญหาภายในบริษัทที่ตอนเป็นพนักงานอยู่ทำไม่ได้

แต่เมื่อก้าวขาออกมาแล้วเขาถึงกล้าพูด ในความเห็นผม หากเป็นผู้บริหารไม่ว่าบริษัท หรือพรรค แบบนี้ไม่ได้เรียกว่าเผาบ้านตัวเอง แต่กลับเป็นเสียงสะท้อนที่ต้องเก็บเอาไปปรับปรุงต่างหาก

กระจกมีไว้ส่องกันหมด ทั้งลูกพรรค ผู้บริหารพรรค ไปจนถึงกองเชียร์พรรค อย่าคิดว่าตัวเองถูกไปเสียหมดอยู่ฝ่ายเดียว

หากเป็นพวก “งูเห่า” ย้ายพรรค อันนี้ต้องประณามตำหนิมากกว่า แต่คนที่มาด้วยความศรัทธาต่อพรรค เมื่อหมดศรัทธา ผิดหวังอุดมการณ์ โบยบินไปแล้วด้วยเหตุผลใด

กลับกลายเป็นคนผิดที่เผาบ้านไปเสียอย่างนั้น หากมีคนออกแล้วตำหนิพรรคด้วยเหตุผลไม่ได้ จะเรียกว่า “พรรคที่มีความเท่าเทียมเสมอภาค” ได้ยังไง?

คงต้องจุดธูปกราบพรรคกันก่อนออกอย่างเดียวมั้งครับ

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...