“GCAP GOLD” คาดทองปีม้าคึกแตะ 4,900 ดอลลาร์ รับดอกเบี้ยขาลง-ภูมิรัฐศาสตร์เอเชีย
ฝ่ายวิจัย “จีแคป” ประเมินทองไทยลุ้นนิวไฮ 74,000 บาท ภายใต้สมมติฐานค่าเงินบาทระดับ 32 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ชี้เทคนิคระยะยาวส่งสัญญาณ Bullish Breakout ต่อเนื่อง พร้อมแรงหนุนจากธนาคารกลางทั่วโลกที่เพิ่มสัดส่วนทุนสำรอง จับตานโยบายการเงินสหรัฐฯ และความเสี่ยงตึงเครียดจีน-ญี่ปุ่น เป็นตัวแปรสำคัญขับเคลื่อนสินทรัพย์ปลอดภัย
26 ธันวาคม 2568- นางสาวอารีรัตน์ มุราชัย หัวหน้านักวิเคราะห์ บริษัท จีแคป จำกัด (GCAP GOLD) เปิดเผยผลการวิเคราะห์ทิศทางราคาทองคำในปี 2569 โดยประเมินว่าตลาดยังคงอยู่ในวัฏจักรขาขึ้น (Bull Market) และมีแนวโน้มสร้างจุดสูงสุดใหม่ (All-Time High) อย่างต่อเนื่อง ฝ่ายวิเคราะห์กำหนดกรอบเป้าหมายราคาทองคำโลก (Spot Gold) ไว้ที่ 4,750–4,900 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์
สำหรับผลกระทบต่อราคาทองคำในประเทศ คาดการณ์ว่าจะมีการปรับตัวสูงขึ้นไปอยู่ในช่วง 72,000–74,000 บาท บนสมมติฐานค่าเงินบาทที่ระดับ 32 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ อย่างไรก็ตาม หากปัจจัยด้านค่าเงินมีความผันผวน เช่น กรณีเงินบาทอ่อนค่าลงไปแตะระดับ 33–34 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ อาจเห็นราคาทองคำไทยพุ่งสูงกว่าระดับ 75,000 บาทได้ในระยะถัดไป
โครงสร้างปัจจัยพื้นฐานและนโยบายการเงิน
แรงขับเคลื่อนสำคัญของราคาทองคำในปี 2569 มาจาก 3 ปัจจัยหลักด้านเศรษฐกิจมหภาคและภูมิรัฐศาสตร์:
- นโยบายการเงินสหรัฐฯ: การเข้าสู่วัฏจักรดอกเบี้ยขาลงอย่างเต็มตัวของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ในช่วงปี 2568-2569 ส่งผลบวกโดยตรงต่อทองคำในฐานะสินทรัพย์ที่ไม่ได้รับผลตอบแทนในรูปดอกเบี้ย นอกจากนี้ ตลาดยังมีความกังวลเกี่ยวกับประเด็นความอิสระของ Fed จากการแทรกแซงทางการเมือง ซึ่งเพิ่มน้ำหนักให้ทองคำเป็นสินทรัพย์กระจายความเสี่ยง
- อุปสงค์จากสถาบันการเงินระดับชาติ: ธนาคารกลางทั่วโลกยังมีแนวโน้มเพิ่มสัดส่วนการถือครองทองคำในทุนสำรองระหว่างประเทศ เพื่อลดการพึ่งพาสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ (De-dollarization) ควบคู่ไปกับเม็ดเงินที่ไหลเข้าสู่กองทุนรวมดัชนีทองคำ (Gold ETF) อย่างต่อเนื่อง
- ความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์: สถานการณ์ความตึงเครียดในภูมิภาคเอเชีย โดยเฉพาะความสัมพันธ์ระหว่างจีนและญี่ปุ่น เป็นตัวเร่งให้อุปสงค์สินทรัพย์ปลอดภัย (Safe Haven) ปรับตัวสูงขึ้น ท่ามกลางความไม่แน่นอนของระเบียบโลกใหม่
ในเชิงเทคนิค ราคาทองคำแสดงรูปแบบการเคลื่อนไหวแบบ Bullish Breakout ในโครงสร้างระยะยาว ซึ่งบ่งชี้ว่าการย่อตัวระหว่างทางคือการพักฐานเพื่อสะสมกำลัง (Correction) ฝ่ายวิเคราะห์ประเมินแนวรับสำคัญเชิงกลยุทธ์ไว้ที่ 3,450 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ หากราคาสามารถยืนเหนือระดับดังกล่าวได้ ทิศทางขาขึ้นจะยังไม่เสียทรง
ระดับราคาที่ควรจับตา (Trading Zones):
- โซนสะสมระยะสั้น: 4,050–3,990 ดอลลาร์สหรัฐ (เทียบเท่าทองไทย 61,500–60,500 บาท)
- โซนแนวรับสำคัญ: 3,885–3,750 ดอลลาร์สหรัฐ ในกรณีเกิดการปรับฐานรุนแรง
- โซนเป้าหมายทำกำไร: 4,750–4,900 ดอลลาร์สหรัฐ
ทั้งนี้ สำหรับนักลงทุนที่ถือครองทองคำไว้ในระดับราคา 64,000 บาท ประเมินว่ายังมีส่วนต่างกำไร (Upside) อีกประมาณ 7,000–10,000 บาท ตามเป้าหมายสูงสุดที่วางไว้ อย่างไรก็ตาม นักลงทุนควรติดตามความเคลื่อนไหวของค่าเงินบาทอย่างใกล้ชิด เนื่องจากจะเป็นตัวแปรสำคัญที่กำหนดความเร็วของการปรับขึ้นราคาทองคำในประเทศ โดยหากเงินบาทแข็งค่าแตะระดับ 31 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ อาจทำให้ราคาทองไทยปรับตัวขึ้นช้ากว่าราคาทองคำโลก