โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

“GCAP GOLD” คาดทองปีม้าคึกแตะ 4,900 ดอลลาร์ รับดอกเบี้ยขาลง-ภูมิรัฐศาสตร์เอเชีย

การเงินธนาคาร

อัพเดต 26 ธ.ค. 2568 เวลา 10.48 น. • เผยแพร่ 26 ธ.ค. 2568 เวลา 03.48 น.

ฝ่ายวิจัย “จีแคป” ประเมินทองไทยลุ้นนิวไฮ 74,000 บาท ภายใต้สมมติฐานค่าเงินบาทระดับ 32 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ชี้เทคนิคระยะยาวส่งสัญญาณ Bullish Breakout ต่อเนื่อง พร้อมแรงหนุนจากธนาคารกลางทั่วโลกที่เพิ่มสัดส่วนทุนสำรอง จับตานโยบายการเงินสหรัฐฯ และความเสี่ยงตึงเครียดจีน-ญี่ปุ่น เป็นตัวแปรสำคัญขับเคลื่อนสินทรัพย์ปลอดภัย

26 ธันวาคม 2568- นางสาวอารีรัตน์ มุราชัย หัวหน้านักวิเคราะห์ บริษัท จีแคป จำกัด (GCAP GOLD) เปิดเผยผลการวิเคราะห์ทิศทางราคาทองคำในปี 2569 โดยประเมินว่าตลาดยังคงอยู่ในวัฏจักรขาขึ้น (Bull Market) และมีแนวโน้มสร้างจุดสูงสุดใหม่ (All-Time High) อย่างต่อเนื่อง ฝ่ายวิเคราะห์กำหนดกรอบเป้าหมายราคาทองคำโลก (Spot Gold) ไว้ที่ 4,750–4,900 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์

สำหรับผลกระทบต่อราคาทองคำในประเทศ คาดการณ์ว่าจะมีการปรับตัวสูงขึ้นไปอยู่ในช่วง 72,000–74,000 บาท บนสมมติฐานค่าเงินบาทที่ระดับ 32 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ อย่างไรก็ตาม หากปัจจัยด้านค่าเงินมีความผันผวน เช่น กรณีเงินบาทอ่อนค่าลงไปแตะระดับ 33–34 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ อาจเห็นราคาทองคำไทยพุ่งสูงกว่าระดับ 75,000 บาทได้ในระยะถัดไป

โครงสร้างปัจจัยพื้นฐานและนโยบายการเงิน

แรงขับเคลื่อนสำคัญของราคาทองคำในปี 2569 มาจาก 3 ปัจจัยหลักด้านเศรษฐกิจมหภาคและภูมิรัฐศาสตร์:

  • นโยบายการเงินสหรัฐฯ: การเข้าสู่วัฏจักรดอกเบี้ยขาลงอย่างเต็มตัวของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ในช่วงปี 2568-2569 ส่งผลบวกโดยตรงต่อทองคำในฐานะสินทรัพย์ที่ไม่ได้รับผลตอบแทนในรูปดอกเบี้ย นอกจากนี้ ตลาดยังมีความกังวลเกี่ยวกับประเด็นความอิสระของ Fed จากการแทรกแซงทางการเมือง ซึ่งเพิ่มน้ำหนักให้ทองคำเป็นสินทรัพย์กระจายความเสี่ยง
  • อุปสงค์จากสถาบันการเงินระดับชาติ: ธนาคารกลางทั่วโลกยังมีแนวโน้มเพิ่มสัดส่วนการถือครองทองคำในทุนสำรองระหว่างประเทศ เพื่อลดการพึ่งพาสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ (De-dollarization) ควบคู่ไปกับเม็ดเงินที่ไหลเข้าสู่กองทุนรวมดัชนีทองคำ (Gold ETF) อย่างต่อเนื่อง
  • ความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์: สถานการณ์ความตึงเครียดในภูมิภาคเอเชีย โดยเฉพาะความสัมพันธ์ระหว่างจีนและญี่ปุ่น เป็นตัวเร่งให้อุปสงค์สินทรัพย์ปลอดภัย (Safe Haven) ปรับตัวสูงขึ้น ท่ามกลางความไม่แน่นอนของระเบียบโลกใหม่

ในเชิงเทคนิค ราคาทองคำแสดงรูปแบบการเคลื่อนไหวแบบ Bullish Breakout ในโครงสร้างระยะยาว ซึ่งบ่งชี้ว่าการย่อตัวระหว่างทางคือการพักฐานเพื่อสะสมกำลัง (Correction) ฝ่ายวิเคราะห์ประเมินแนวรับสำคัญเชิงกลยุทธ์ไว้ที่ 3,450 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ หากราคาสามารถยืนเหนือระดับดังกล่าวได้ ทิศทางขาขึ้นจะยังไม่เสียทรง

ระดับราคาที่ควรจับตา (Trading Zones):

  • โซนสะสมระยะสั้น: 4,050–3,990 ดอลลาร์สหรัฐ (เทียบเท่าทองไทย 61,500–60,500 บาท)
  • โซนแนวรับสำคัญ: 3,885–3,750 ดอลลาร์สหรัฐ ในกรณีเกิดการปรับฐานรุนแรง
  • โซนเป้าหมายทำกำไร: 4,750–4,900 ดอลลาร์สหรัฐ

ทั้งนี้ สำหรับนักลงทุนที่ถือครองทองคำไว้ในระดับราคา 64,000 บาท ประเมินว่ายังมีส่วนต่างกำไร (Upside) อีกประมาณ 7,000–10,000 บาท ตามเป้าหมายสูงสุดที่วางไว้ อย่างไรก็ตาม นักลงทุนควรติดตามความเคลื่อนไหวของค่าเงินบาทอย่างใกล้ชิด เนื่องจากจะเป็นตัวแปรสำคัญที่กำหนดความเร็วของการปรับขึ้นราคาทองคำในประเทศ โดยหากเงินบาทแข็งค่าแตะระดับ 31 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ อาจทำให้ราคาทองไทยปรับตัวขึ้นช้ากว่าราคาทองคำโลก

อ่านข่าว การเงิน-อัตราแลกเปลี่ยน-ราคาทอง ทั้งหมด ได้ที่นี่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...