All Weather Strategy”...พอร์ตสุดแกร่งบน “Finnomena Funds” สร้างผลตอบแทนสะสมกว่า 71.7% วางกลยุทธ์ส่งท้ายปี เน้นหุ้นโลก สหรัฐฯ และตลาดเกิดใหม่
พอร์ตการลงทุน “All Weather Strategy” (AWS) โดย “Andrew Stotz” นักวิเคราะห์ชั้นนำของประเทศไทยร่วมกับ “Finnomena Funds” ซึ่งสร้างผลตอบแทนสะสมกว่า 71.7% นับตั้งแต่จัดตั้งในปี 2562 ด้วยกลยุทธ์ FVMR Framework ที่มุ่งหวังเพิ่มพูนและปกป้องความมั่งคั่งระยะยาวผ่านการกระจายความเสี่ยงอย่างมีประสิทธิภาพ
เมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2025 Finnomena Funds จัดงาน Exclusive Afternoon Tea with Andrew Stotz “Rebalancing for Resilience : Strengthen Your Portfolio Amid Global Shifts” ณ โรงแรมอินเตอร์คอนติเนนตัล กรุงเทพฯ โดย Andrew Stotz นักวิเคราะห์การลงทุนชั้นนำของไทย เปิดเผยว่า All Weather Strategy (AWS) ถูกออกแบบมาเพื่อสร้างความยืดหยุ่นให้กับพอร์ตการลงทุน โดยเป็นพอร์ตการลงทุนที่มุ่งหวังเพิ่มพูนและปกป้องความมั่งคั่งระยะยาวผ่านการกระจายความเสี่ยงในสินทรัพย์หลากหลายประเภท เหมาะสำหรับผู้ที่มองหาผลตอบแทนระยะยาว พร้อมปรับสัดส่วนสินทรัพย์ทุกไตรมาสตามสภาวะเศรษฐกิจและแนวโน้มตลาด ทำให้สามารถรับมือกับการเปลี่ยนแปลงของตลาดได้อย่างมีประสิทธิภาพ
นับตั้งแต่จัดตั้งในปี 2019 พอร์ต AWS สร้างผลตอบแทนสะสมได้กว่า 71.7% สูงกว่าพอร์ตแบบดั้งเดิมที่มีสัดส่วนหุ้น 60% และตราสารหนี้ 40% (60/40 Portfolio) ถึง 43.0% (ข้อมูล ณ วันที่ 30 พ.ย. 2568)* สะท้อนถึงประสิทธิภาพของกลยุทธ์ที่ออกแบบมาเพื่อรับมือความผันผวนในสภาวะตลาดที่เปลี่ยนแปลงโดยเน้นการบริหารความเสี่ยงอย่างเป็นระบบ*
*ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต / ผลการดำเนินงานของดัชนีอ้างอิงและกลยุทธ์ถูกคำนวณจากมูลค่าหน่วยลงทุนสุทธิ (NAV) ของกองทุน ซึ่งเป็นตัวเลขหลังหักค่าธรรมเนียมการจัดการ (management fee) แล้ว แต่ไม่รวมค่าธรรมเนียมการขาย เช่น front-end fees
ปรับพอร์ตส่งท้ายปี 2025 เสริมเกราะให้พอร์ตท่ามกลางโลกที่ผันผวน
เพื่อเสริมเกราะให้พอร์ต AWS ท่ามกลางโลกที่ผันผวน ในเดือนธันวาคม 2568 ทีมงาน A. Stotz ได้ปรับสัดส่วนสินทรัพย์ในพอร์ต AWS ดังนี้
เพิ่มสัดส่วนหุ้นโลก (Core Global Equity) อีก 15%
เพิ่มสัดส่วนหุ้นตลาดเกิดใหม่ยกเว้นจีน (Emerging Markets ex China) จาก 5% เป็น 25%
เพิ่มสัดส่วนหุ้นสหรัฐฯ จาก 5% เป็น 15%
ลดสัดส่วนหุ้นจีนจาก 25% เป็น 10%
ลดสัดส่วนหุ้นเอเชียยกเว้นญี่ปุ่นและจีน (Asia ex Japan ex China) จาก 25% เป็น 5%
ปิดการลงทุนในหุ้นยุโรปและหุ้นญี่ปุ่น ซึ่งเดิมถือสัดส่วนตลาดละ 5%
ทองคำและพันธบัตรยังคงสัดส่วนไว้ที่ 25% และ 5% ตามลำดับ
สรุปภาพรวมตลาด: จับทิศเศรษฐกิจโลกก่อนเข้าปี 2026
สหรัฐฯ แม้จะเผชิญแรงกดดันจากเงินเฟ้อและความไม่แน่นอนด้านนโยบายการค้า แต่เศรษฐกิจยังแสดงความแข็งแกร่งเหนือประเทศพัฒนาแล้วอื่น ๆ จากพื้นฐานบริษัทแข็งแกร่งและกำไรมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง ขณะเดียวกัน สหรัฐฯ ยังเป็นผู้นำเทคโนโลยี AI ซึ่งกลายเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญที่ช่วยหนุนเศรษฐกิจและตลาดหุ้นให้โดดเด่นในช่วงที่ผ่านมา
ยุโรป ต้องรับมือแรงกดดันทั้งด้านเศรษฐกิจและการเมือง ตั้งแต่แผนการขึ้นภาษีในสหราชอาณาจักร ความเชื่อมั่นภาคธุรกิจเยอรมนีที่อ่อนแรง ไปจนถึงความไม่แน่นอนในการเมืองฝรั่งเศส ปัจจัยเหล่านี้กดทับบรรยากาศการลงทุนและชะลอการฟื้นตัวของภูมิภาคโดยรวม
ญี่ปุ่น ภาพรวมยังคงเปราะบางจากเงินเยนที่อ่อนค่า แม้รัฐบาลจะกำลังพิจารณามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจครั้งใหญ่ แต่ความผันผวนของค่าเงินและอัตราผลตอบแทนพันธบัตรที่พุ่งขึ้นยังคงกดดันภาคธุรกิจ
ตลาดเกิดใหม่ (ไม่รวมจีน) มีแรงหนุนหลายด้าน โดยเฉพาะดอลลาร์ที่อ่อนค่าลง ช่วยลดภาระหนี้สกุลต่างประเทศและดึงดูดเงินทุนไหลเข้า อีกทั้งกระแสความต้องการ AI และ EV ยังช่วยหนุนประเทศผู้ผลิตเซมิคอนดักเตอร์อย่างเกาหลีใต้และไต้หวัน รวมถึงบราซิลที่ได้ประโยชน์จากราคาสินค้าเกษตรและสินค้าโภคภัณฑ์ที่ปรับตัวสูงขึ้น
เอเชียแปซิฟิก (ไม่รวมญี่ปุ่นและจีน) แม้ต้องจับตาความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์ แต่ภูมิภาคนี้ยังมีปัจจัยหนุนหลายด้าน ทั้งการย้ายฐานการผลิตออกจากจีน ความต้องการเซมิคอนดักเตอร์และแบตเตอรี่ที่สูงขึ้นจากเทคโนโลยี AI และ EV ตลอดจนบทบาทสำคัญในตลาดสินค้าโภคภัณฑ์
จีน ถูกกดดันจากสงครามการค้า แต่หลังบรรลุข้อตกลงช่วงใยปลายเดือนตุลาคม ก็เริ่มเห็นสัญญาณฟื้นตัวมากขึ้น หากความสัมพันธ์สหรัฐฯ-จีนคลี่คลาย จะมีโอกาสหนุนตลาดหุ้นจีนต่อเนื่อง โดยจีนยังได้เปรียบในอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์อย่างแบตเตอรี่ EV และ AI ขณะเดียวกัน มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพื่อรับมือเงินฝืดอาจช่วยพยุงตลาดในระยะสั้นได้
พันธบัตร เป็นสินทรัพย์ปลอดภัยที่ช่วยลดความผันผวนของพอร์ต แม้ผลตอบแทนจริงอาจถูกกดดันจากเงินเฟ้อ แต่ด้วยความสัมพันธ์กับหุ้นที่ต่ำ ทำให้พันธบัตรยังคงมีบทบาทสำคัญในการกระจายความเสี่ยง
ทองคำ ได้รับแรงหนุนจากความกังวลต่อระดับหนี้ภาครัฐที่สูงขึ้นทั่วโลก โดยเฉพาะในสหรัฐฯ และจีน ทำให้ตลาดกังวลเรื่องเงินเฟ้อและความเสี่ยงด้านเครดิต กลงทุนจึงยังมองทองคำเป็นสินทรัพย์ปลอดภัยในยามที่ความไม่แน่นอนยังสูง
หากคุณกำลังมองหากลยุทธ์ที่วางแผนมาเพื่อรับมือทุกฤดูกาลของตลาด All Weather Strategy คือหนึ่งทางเลือกที่น่าสนใจ
ผู้ลงทุนต้องทำความเข้าใจ ลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยง ก่อนตัดสินใจลงทุน ผลการดำเนินงานในอดีต มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต