โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

เขื่อนหลักทั่วประเทศน้ำเต็มอ่าง พายุ‘คัลแมกี’ เติมน้ำ ท่วมภาคกลาง-อีสาน

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 08 พ.ย. 2568 เวลา 01.31 น. • เผยแพร่ 08 พ.ย. 2568 เวลา 01.31 น.

พายุไต้ฝุ่น “คัลแมกี (KALMAEGI)” ซึ่งอาจจะเป็นพายุลูกท้าย ๆ ของปีนี้ที่ส่งอิทธิพลต่อประเทศไทย ในช่วงรอยต่อระหว่างการสิ้นสุดของฤดูฝนกับการเริ่มต้นฤดูหนาว ได้ก่อให้เกิดความกังวลถึงความเป็นไปได้ที่จะเกิด “น้ำท่วมใหญ่” ขึ้นมาอีกครั้ง เนื่องจากปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำทั่วประเทศเกือบทั้งหมดกำลังอยู่ในภาวะ “ล้นเกิน” ส่งผลให้เกิดการเร่งระบายน้ำกันยกใหญ่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งบริเวณลุ่มเจ้าพระยา ซึ่งจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อบริเวณกรุงเทพฯและปริมณฑล และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

โดยเขื่อนภูมิพลมีปริมาณน้ำใช้การได้อยู่ที่ 9,414 ล้าน ลบ.ม. หรือคิดเป็น 97% มีปริมาณน้ำไหลลงอ่าง 68.30 ล้าน ลบ.ม. ระบายอยู่ที่ 30.29 ล้าน ลบ.ม. ส่งผลให้ต้องเร่งระบายน้ำด้วยการปรับเพิ่มการระบายแบบขั้นบันได ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ในอัตรา 30 ล้าน ลบ.ม. และในวันที่ 7 พฤศจิกายน 2568 ระบายวันละ 40 ล้าน ลบ.ม. และวันที่ 8 พฤศจิกายน 2568 ระบายวันละ 45 ล้าน ลบ.ม./วันอย่างต่อเนื่อง และจะระบายสูงสุดไม่เกิน 60 ล้าน ลบ.ม./วัน ส่งผลให้ปริมาณน้ำที่ระบายออกจากเขื่อนดังกล่าว จะส่งผลให้ระดับน้ำด้านท้ายเขื่อนเพิ่มสูงขึ้นไม่เกิน 20 เซนติเมตร

ขณะที่เขื่อนสิริกิติ์มีปริมาณน้ำใช้การได้ 6,408 ล้าน ลบ.ม. หรือคิดเป็น 96% ยังมีน้ำไหลลงอ่าง 13.36 ล้าน ลบ.ม. ระบายอยู่ที่ 9.91 ล้าน ลบ.ม. ก็ได้ปรับแผนการระบายระหว่างวันที่ 7-9 พฤศจิกายน 2568 เป็นวันละ 10 ล้าน ลบ.ม.

ส่วนเขื่อนแควน้อยบำรุงแดน จ.พิษณุโลก มีปริมาณน้ำใช้การได้ 902 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็น 101% ระบายน้ำในอัตรา 5.18 ล้าน ลบ.ม.ต่อวัน และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ มีปริมาณน้ำใช้การได้ 978 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็น 102% ต้องเพิ่มการระบายน้ำเป็น 450 ลูกบาศก์เมตร/วินาที โดยจะทยอยปรับเพิ่มแบบ “ขั้นบันได” เช่นกัน

ปริมาณน้ำในเขื่อน

ทบทวนบทเรียน-เสี่ยงซ้ำรอยปี’65

จากปริมาณน้ำเหนือที่เพิ่มสูงอย่างต่อเนื่อง ทำให้กรมชลประทานได้ปรับการระบายน้ำจาก 2,500 ลบ.ม./วินาที เป็น 2,700 ลบ.ม./วินาที ซึ่งอาจทำให้ประชาชนที่อยู่ 2 ฝั่งริมน้ำเจ้าพระยา โดยเฉพาะ จ.ชัยนาท จ.สิงห์บุรี จ.อ่างทอง จ.พระนครศรีอยุธยา ได้รับผลกระทบ โดยนายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้แสดงความห่วงใยต่อสถานการณ์น้ำท่วมภาคกลาง และได้เรียกประชุมหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

พร้อมกับระบุว่า ปัจจุบันปริมาณน้ำมาก นอกจากการระบายน้ำผ่านเขื่อนเจ้าพระยาแล้ว จะต้องหาพื้นที่หน่วงน้ำหรือแก้มลิง ในพื้นที่ตามเขตชลประทานที่สามารถเก็บได้ เพื่อป้องกันน้ำอยู่ในลำน้ำเจ้าพระยามากเกินไป

เพราะเคยมีประสบการณ์น้ำท่วมในอดีตปี 2554 และปี 2565 ถือเป็นบทเรียนที่สำคัญ ซึ่งทุกหน่วยงานปฏิบัติต้องทบทวนบทเรียน เนื่องจากเวลานั้นเป็นการบริหารจัดการน้ำโดยไม่ผันน้ำไปยังพื้นที่ฝั่งตะวันออกและตะวันตก หรือในพื้นที่เขตชลประทาน ส่งผลให้ทำให้น้ำแม่เจ้าพระยา แม่น้ำท่าจีน และแม่น้ำน้อย ยกตัวขึ้นรวดเร็ว สุ่มเสี่ยงต่อการพังทลายของเขื่อนป้องกัน ส่งผลให้การควบคุมทิศทางน้ำไม่สามารถควบคุมได้ เป็นเหตุให้ปี 2554 น้ำท่วมถึงกรุงเทพฯ และปี 2565 สิงห์บุรี อ่างทอง พระนครศรีอยุธยา เกิดน้ำท่วมหนักมาก

“หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องเร่งศึกษาแนวทางการบริหารจัดการน้ำ และป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ซ้ำอีก หากหน่วยงานปฏิบัติตัดสินใจช้าเพียง 1-2 วัน อาจทำให้สถานการณ์น้ำท่วมอย่างไม่สามารถควบคุมได้ และมีโอกาสสูงมากที่จะเกิดสถานะน้ำท่วมใหญ่แบบปี 2565 อีก” นายภราดรกล่าว

รับไม่ไหวพนังกั้นน้ำแตก

กรมชลประทานคาดการณ์ว่า ปริมาณน้ำที่สถานีวัดน้ำ C.2 จังหวัดนครสวรรค์ มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นประมาณ 2,900-3,000 ลบ.ม./วินาที และปริมาณน้ำจากแม่น้ำสะแกกรังและลำน้ำสาขาเพิ่มขึ้นประมาณ 400 ลบ.ม./วินาที ซึ่งจะทำให้ปริมาณน้ำเหนือเขื่อนเจ้าพระยามีประมาณ 3,300-3,400 ลบ.ม./วินาที และรับน้ำเข้าระบบชลประทานฝั่งตะวันออกและฝั่งตะวันตกรวม 550 ลบ.ม./วินาที

จากสถานการณ์ข้างต้น กรมชลประทานได้ดำเนินการภายใต้เกณฑ์การบริหารจัดการน้ำของเขื่อนเจ้าพระยา ปรับเพิ่มการระบายน้ำมากกว่า 2,700 ลบ.ม./วินาที โดยปริมาณน้ำผ่านท้ายเขื่อนเจ้าพระยาที่เพิ่มขึ้น จะส่งผลให้ระดับน้ำตั้งแต่ท้ายเขื่อนเจ้าพระยา จังหวัดชัยนาท เพิ่มสูงขึ้นจากปัจจุบัน ในบริเวณพื้นที่ลุ่มต่ำนอกคันกั้นน้ำ ดังนี้

1.คลองโผงเผง จังหวัดอ่างทอง, คลองบางบาล จังหวัดพระนครศรีอยุธยา, ตำบลหัวเวียง อำเภอเสนา, ตำบลลาดชิด ตำบลท่าดินแดง อำเภอผักไห่ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา (แม่น้ำน้อย) 2.วัดสิงห์ อำเภออินทร์บุรี จังหวัดสิงห์บุรี

3.อำเภอเมือง จังหวัดสิงห์บุรี 4.อำเภอพรหมบุรี จังหวัดสิงห์บุรี 5.อำเภอไชโย จังหวัดอ่างทอง 6.ตำบลโพธิ์นางดำออก อำเภอสรรพยา จังหวัดชัยนาท 7.วัดเสือข้าม อำเภออินทร์บุรี จังหวัดสิงห์บุรี 8.อำเภอป่าโมก จังหวัดอ่างทอง 9.บ้านท่าทราย อำเภอสรรพยา จังหวัดชัยนาท 10.ตำบลอินทร์บุรี อำเภออินทร์บุรี จังหวัดสิงห์บุรี

11.ตำบลเทวราช อำเภอไชโย จังหวัดอ่างทอง 12.ตำบลตลาดกรวด ตำบลย่านซื่อ ตำบลบ้านแห ตำบลจำปาหล่อ ตำบลมหาดไทย ตำบลโพสะ อำเภอเมือง, ตำบลบางจัก ตำบลสี่ร้อย ตำบลท่าช้าง ตำบลไผ่จำศีล ตำบลศาลเจ้าโรง อำเภอวิเศษชัยชาญ, ตำบลโพธิ์รังนก ตำบลบ่อแร่ ตำบลบางระกำ และตำบลองครักษ์ อำเภอโพธิ์ทอง จังหวัดอ่างทอง 13.ตำบลตลุก ตำบลหาดอาษา และตำบลสรรพยา อำเภอสรรพยา จังหวัดชัยนาท 14.ตำบลบ้านกระทุ่ม อำเภอเสนา, ตำบลบ้านกุ่ม อำเภอบางบาล, ตำบลบ้านโพ อำเภอบางปะอิน และตำบลประตูชัย อำเภอเมือง จังหวัดพระนครศรีอยุธยา 15.อำเภออินทร์บุรี จังหวัดสิงห์บุรี

ล่าสุดในพื้นที่ชุมชนวัดโคกจันทร์ ต.โพนางดำตก อ.สรรพยา จ.ชัยนาท ซึ่งอยู่ท้ายเขื่อนเจ้าพระยา หลังจากเขื่อนเจ้าพระยาประกาศระบายน้ำ 2,700 ลบ.ม./วินาที แนวกระสอบทรายที่เป็นพนังกั้นน้ำก็เริ่มรั่วซึมจากระดับน้ำที่เพิ่มสูงขึ้นวันละ 20-30 ซม. จนเกิดการเซาะใต้พนังแล้วแตกลงในที่สุด ซึ่งใช้เวลาไม่ถึง 1 ชั่วโมง ระดับน้ำก็ทะลักเข้าท่วมชุมชนจนเต็มพื้นที่ ทำให้ชาวบ้านต้องเร่งขนข้าวของขึ้นมาอยู่บนถนนสรรพยา-อินทร์บุรีเป็นการชั่วคราว ด้วยเวลาเพียง 1-2 ชั่วโมง ระดับน้ำเพิ่มขึ้นสูงเกือบ 1 เมตร ทำให้รถเข้าไปขนของไม่ได้ จำใจต้องปล่อยให้เสียหาย

แต่ถ้าเทียบปีนี้กับปี 2554 ที่เกิดมหาอุทกภัย ปีนี้ถือว่าน้ำน้อยกว่า แต่การปล่อยน้ำของเขื่อนเจ้าพระยาปล่อยเร็วและแรงกว่า ทำให้น้ำขึ้นเร็วจนพนังรับไม่ไหว

บางบาลท่วมหนักกว่าปี’54

นายชูเกียรติ บุญมี นายกเทศมนตรีตำบลบางบาล อ.บางบาล จ.พระนครศรีอยุธยา กล่าวว่า ชาวอยุธยาเจอน้ำท่วมเป็นประจำ จะเห็นว่า ทุกบ้านมีการยกใต้ถุนสูง 1.5-1.8 ม. เพราะในอดีตการถูกน้ำท่วมคือความสุข น้ำเหนือหลากลงมาที่ราบ เมื่อแม่น้ำเต็มความจุ มวลน้ำจะไหลเป็นหน้ากระดานกว่า 15 กม. ทำให้น้ำท่วมสูงอย่างมากแค่เอว แต่ปัจจุบันปัญหาน้ำท่วมได้เริ่มทวีความรุนแรงมากขึ้น จากการเติบโตของเมือง มีนิคมอุตสาหกรรม ย่านเศรษฐกิจ ถนน บ้านจัดสรร ศูนย์ราชการ ทุกที่ต่างสร้างคันกั้นน้ำไว้ เกิดการเบี่ยงเบนทางน้ำ รวมถึงพื้นที่แบ่งปันน้ำลดลง ส่งผลให้ระดับน้ำท่วมสูงขึ้น

หากเทียบอัตราการระบายน้ำในปี 2554 ของเขื่อนเจ้าพระยาที่อัตรา 2,500 ลบ.ม./วินาที ชาวบางบาลยังไม่เดือดร้อน แต่ปัจจุบันปี 2568 ปล่อยน้ำในอัตราเดิม ทำไมชาวบางบาลกลับเดือดร้อนเท่ากับปี 2554 ตอนนี้ 6 ตำบล 41 หมู่บ้าน มีประชากร 10,000 กว่าคน ได้แก่ ตำบลบ้านกุ่ม, ตำบลไทรน้อย, ตำบลบางบาล, ตำบลบางชะนี, ตำบลบางหัก และตำบลบางหลวงโดด ถูกน้ำท่วมหมด บางจุดท่วม 3 เมตร

โดยเฉพาะริมตลิ่งท่วมสูงสุด 4 เมตร ทำให้บ้านที่เคยยกใต้ถุนสูงไม่เพียงพออีกต่อไป ส่วนภาคเกษตรมีการปรับรอบเกษตร เดือนกันยายน-เดือนธันวาคม จะงดเว้นทำเกษตรเพื่อหนีน้ำ อย่างไรก็ดี การทำเกษตรถือเป็นความมั่นคงทางรายได้ ใน 1 ปี พวกเกษตรกรจะเสียเวลาใช้พื้นที่ 4 เดือนไปกับการรับน้ำ มากกว่าความเสียหายคือความชอกช้ำในการเตรียมการ และการฟื้นฟูมันมากจนประเมินค่าไม่ได้

“ปัญหาน้ำท่วมอยู่ที่การบริหารจัดการ ปี 2568 น้ำทั้งประเทศไม่ได้มากเท่ากับปี 2554 แต่ระดับน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยา อ.บางบาล สูงเท่ากับปี 2554 เพราะเกิดจากการปิดประตูระบาย ทำให้มวลน้ำไหลมากองรวมกัน อ.บางบาล การจัดการน้ำฝั่งตะวันออก มีประตูน้ำใหญ่ที่ จ.ชัยนาท เพื่อจัดสรรน้ำไปฝั่งตะวันออก ผ่าน จ.ลพบุรี จ.สระบุรี จ.ปทุมธานี

ส่วนฝั่งตะวันตก มีประตูน้ำพลเทพ จ.ชัยนาท เข้าคลองมะขามเฒ่า ลงสู่แม่น้ำท่าจีน ผ่าน จ.ชัยนาท จ.สุพรรณบุรี จ.นครปฐม เมื่อเขื่อนเจ้าพระยาระบายน้ำที่อัตรา 2,200 ลบ.ม./วินาที ถือว่าน้ำเยอะมากแล้ว แต่ยังมีปรับเพิ่มการระบายน้ำอีกเป็น 2,700 ลบ.ม./วินาที มากกว่าที่รับได้ถึง 500 ลบ.ม. แม้ทางการเตือนให้ประชาชนยกของขึ้นที่สูง แต่ชาวบ้านยกของกันจนติดหลังคาแล้ว” นายชูเกียรติกล่าว

ทั้งนี้ เส้นทางการไหลของน้ำจากจังหวัดชัยนาทมาถึงพระนครศรีอยุธยา มีประตูน้ำไม่ต่ำกว่า 1,000 ประตูที่ช่วยตัดยอดน้ำได้ หากประตูน้ำ 1 แห่งระบายน้ำอย่างต่ำ 10 ลบ.ม./วินาที หากเปิดประตูระบายน้ำ 50 แห่ง จะระบายน้ำได้ 500 ลบ.ม. จะทำให้ปริมาณน้ำเหนือที่ไหลมาสู่อยุธยามีอัตราเท่าเดิม ช่วยกันจิบน้ำ พอน้ำเข้าทุ่งนาเต็มก็ปิด

อีสานใต้ตั้งรับคัลแมกี

สำหรับสถานการณ์น้ำในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ หลังพายุคัลแมกีพัดผ่าน นายสมชาติ พงคพนาไกร รองประธานกรรมการหอการค้าไทยและประธานหอการค้าภาคตะวันออกเฉียงเหนือ กล่าวว่า ปัจจุบันปริมาณน้ำในแม่น้ำมูล ที่เทศบาลนครอุบลราชธานี ยังมีแนวโน้มลดลงต่อเนื่อง ปัจจุบันระดับน้ำอยู่ที่ 1.12 เมตร โดยยังมีระยะห่างจากตลิ่งอีกกว่า 3 เมตร คาดว่าจะไม่เกิดเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่แบบปี 2554 อย่างแน่นอน

อย่างไรก็ตาม ยังต้องติดตามสถานการณ์ต่อเนื่อง หากไม่มีมวลอากาศเย็นจากจีนแผ่ลงมากดให้พายุอ่อนกำลังลง รวมถึงมีปริมาณฝนสะสมมากกว่า 200 มิลลิเมตรต่อชั่วโมงขึ้นไป อาจเกิดน้ำท่วมฉับพลันได้ นอกจากนี้ จ.อุบลฯเป็นพื้นที่ปลายทางรับน้ำจาก “ลำน้ำชี” และ “ลุ่มน้ำมูล” ก่อนลงสู่แม่น้ำโขง หากเกิดฝนตกหนักโดยเฉพาะในพื้นที่อีสานตอนกลาง อาจทำให้ปริมาณน้ำที่ไหลมาสมทบแม่น้ำมูลในจังหวัดอุบลฯมากขึ้น ทำให้มีปริมาณน้ำล้นตลิ่งได้

ส่วนนายวิรัตน์ เศรษฐพัฒนชัย ประธานหอการค้าจังหวัดสุรินทร์ กล่าวว่า ขณะนี้ประชาชนที่อยู่ในเทศบาลเมืองสุรินทร์ ได้เตรียมนำกระสอบทรายมารับมือ หากเกิดน้ำท่วมฉับพลันจากฝนตกหนัก ขณะที่ “อ่างเก็บน้ำห้วยเสนง” ปัจจุบันมีปริมาณน้ำในอ่างมากกว่า 90% แล้ว หากมีปริมาณน้ำฝนสะสมมากกว่า 200 มิลลิเมตรต่อชั่วโมงขึ้นไป อาจทำให้เกิดน้ำล้นอ่างท่วมพื้นที่โดยรอบได้ อย่างไรก็ตาม คาดว่าจะไม่เกิดเหตุการณ์น้ำท่วมหนักแบบปี 2554 แต่ยังคงต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : เขื่อนหลักทั่วประเทศน้ำเต็มอ่าง พายุ‘คัลแมกี’ เติมน้ำ ท่วมภาคกลาง-อีสาน

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...