โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สุขภาพ

พฤติกรรมซนในเด็ก...ปกติของวัยหรือเป็น “โรคซนสมาธิสั้น”

Bumrungrad International

อัพเดต 13 ม.ค. เวลา 07.52 น. • เผยแพร่ 13 ม.ค. เวลา 03.10 น.

พฤติกรรมซนในเด็ก…ปกติของวัยหรือเป็น “โรคซนสมาธิสั้น”

เด็กซน ขาดสมาธิ อยู่ไม่นิ่ง เป็นเรื่องที่ผู้ปกครองมักกังวลว่าเป็นเพียงพฤติกรรมตามพัฒนาการ หรือเป็นสัญญาณของ โรคสมาธิสั้น (ADHD) ซึ่งเป็นภาวะที่พบได้บ่อยในเด็กวัยเรียน และอาจส่งผลต่อการเรียนรู้ อารมณ์ และการเข้าสังคม

ทำไมเด็กถึง “ซน”?

แผนภูมิ แสดงปัจจัยสำคัญที่เป็นสาเหตุของอาการซนในเด็กปฐมวัย

โรคซนสมาธิสั้น (Attention Deficit Hyperactivity Disorder : ADHD)

โรคซนสมาธิสั้น เป็นภาวะบกพร่องในการทำหน้าที่ของสมอง ที่ประกอบด้วยอาการหลัก 3 อย่าง (Core symptoms) คือ อาการซน (Hyperactivity), อาการขาดสมาธิ (Inattention) และอาการหุนหันพลันแล่น (Impulsivity) โดยที่อาการที่เกิดขึ้นมีผลกระทบต่อการเรียนรู้ การเข้าสังคม พฤติกรรม อารมณ์ และความสำเร็จทางด้านการศึกษา
พบว่าอุบัติการณ์ของโรคซนสมาธิสั้นพบได้ประมาณ 8-10% ในเด็กวัยเรียน (จากการศึกษาในปี 2012 Thai National Survey) โดยพบในเด็กผู้ชายมากกว่าเด็กผู้หญิง อัตราส่วนประมาณ 3:1

สาเหตุของโรคที่ทำให้พบภาวะซนสมาธิสั้นมากขึ้น

เชื่อว่าเกิดจากหลายปัจจัยร่วมกัน ได้แก่

1. ปัจจัยทางพันธุกรรม

พบว่าถ้ามีพ่อหรือแม่ หรือ พี่น้อง เป็นโรคนี้ในครอบครัว มีโอกาสที่ลูกคนถัดไปจะพบภาวะนี้ได้มากกว่าประชากรทั่วไป 30-50%

2. ปัจจัยทางสิ่งแวดล้อม ปัจจัยทางครอบครัวและการเลี้ยงดู

ปัจจัยทางครอบครัวและการเลี้ยงดู ความเครียดในครอบครัว สิ่งเร้าที่มากเกินไป ล้วนมีผลให้เด็กมีแนวโน้มของอาการซนสมาธิสั้นเพิ่มมากขึ้น

การทำงานของสมองในเด็กสมาธิสั้น

จากการศึกษาพบว่าเด็กที่มีภาวะซนสมาธิสั้นมีความผิดปกติของโครงสร้างและการทำงานของสมองบริเวณ Prefrontal Cortex, Basal ganglia และ Cerebellum รวมทั้งมีปริมาตรรวมของสมองน้อยกว่าเด็กทั่วไป ร่วมกับการทำงานที่ผิดปกติของสารนำประสาทด้วย เช่น มีการลดลงของ dopamine ในสมอง

อาการแบบไหน “อาจเป็นโรคซนสมาธิสั้น (ADHD)”

1. อาการขาดสมาธิ (Inattention)

  • ไม่สามารถจดจ่อกับรายละเอียดหรือเลินเล่อในกิจกรรมที่โรงเรียน การทำงานหรือกิจกรรมอื่น
  • มักมีความลำบากในการคงสมาธิในการประกอบการงานหรือเล่น
  • มักดูเหมือนไม่ได้ฟังสิ่งที่คนอื่นพูดกับตนอยู่
  • มักทำตามคำสั่ง งานที่โรงเรียน งานบ้าน หรือหน้าที่ในที่ทำงานไม่ครบ (โดยไม่ได้เกิดจาก พฤติกรรมต่อต้านหรือไม่เข้าใจคำสั่ง)
  • มักมีความลำบากในการจัดระบบงานหรือกิจกรรม
  • มักเลี่ยง ไม่ชอบ หรือลังเลที่จะร่วมในงานที่ต้องการความใส่ใจพยายาม (เช่นงานที่โรงเรียน หรือการบ้าน)
  • มักทำของที่จำเป็นต่องานหรือกิจกรรมหาย (เช่น ของเล่น สมุดจดการบ้าน ดินสอ หนังสือ หรือเครื่องมือ) หรือ มักหลงลืมงานประจำวัน
  • มักวอกแวกจากสิ่งเร้าภายนอกได้ง่าย

2. อาการอยู่ไม่นิ่ง (Hyperactivity)

  • มือ เท้า มักยุกยิก นั่งไม่ติดเก้าอี้ หรือมักลุกจากที่นั่งในห้องเรียนหรือสถานการณ์อื่นที่ต้องนั่งกับที่
  • มักวิ่ง หรือปีนป่ายอย่างมาก ในที่ที่ไม่เหมาะสมกับกาลเทศะ (ในวัยรุ่นหรือผู้ใหญ่ อาการอาจมีเพียงรู้สึกอยู่นิ่งไม่ได้)
  • ยากที่จะเล่นหรือทำกิจกรรมอดิเรกต่างๆ อย่างเงียบๆ “พร้อมที่จะไป” หรือทำเหมือน “ติดเครื่องยนต์”
  • พูดมากเกินควร
  • ประเมินพัฒนาการและพฤติกรรม แบบสอบถามประเมินอาการของโรคซนสมาธิสั้น และประเมินว่ามีโรคร่วมตามที่กล่าวไปข้างต้นหรือไม่ เช่น ปัญหาการเรียน ภาวะดื้อต่อต้าน วิตกกังวล ซึมเศร้า รวมทั้งอาจต้องตรวจ

ตารางเปรียบเทียบ เด็กซนปกติ VS เด็กสมาธิสั้นจริง (ในเด็กเล็กอาจต้องแยกว่าเป็นลักษณะซนตามวัยหรือมีภาวะโรคซนสมาธิสั้น)

ลักษณะ

เด็กซนตามวัย

เด็กสมาธิสั้น (ADHD)

ความต่อเนื่อง

เป็นบางครั้ง

ต่อเนื่อง ≥ 6 เดือน

สมาธิ

มีช่วงที่ตั้งใจได้ดี

วอกแวกตลอด แม้พยายาม

การควบคุมตนเอง

เตือนแล้วดีขึ้น

เตือนแล้วไม่ดีขึ้น

ผลการเรียน

โดยรวมปกติ

งานไม่เสร็จ เรียนตก

สถานการณ์ที่เกิด

เกิดเฉพาะบางช่วง

เกิดหลายสถานที่

เมื่อไหร่ควรพาเด็กพบแพทย์?

  • ซนมากผิดปกติเมื่อเทียบกับวัย
  • มีผลต่อการเรียน การเข้าสังคม หรือพฤติกรรม
  • ครูหรือผู้ปกครองหลายคนสังเกตเห็นปัญหาเหมือนกัน
  • มีอาการในหลายสถานที่ เช่น ทั้งที่บ้านและโรงเรียน

แนวทางการรักษาและช่วยเหลือเด็กที่มีภาวะซนสมาธิสั้น

การรักษาโรคซนสมาธิสั้นมีความแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล เนื่องจากเด็กแต่ละคนมีภาวะพื้นฐานทางครอบครัวและโรงเรียนที่แตกต่างกัน โดยการรักษาจะเน้นความร่วมมือกันระหว่างเด็ก บิดามารดา และทางโรงเรียนเป็นหลัก แบ่งได้เป็น

การปรับพฤติกรรม (Behavioral interventions)

เป็นการปรับการเลี้ยงดูเพื่อลดพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์ต่าง ๆ โดยมีหลักการคือ การตั้งจุดมุ่งหมายเฉพาะที่เด็กสามารถพอจะทำได้จริง ร่วมกับการให้แรงเสริมทางบวก (positive reinforcement) และมีความสม่ำเสมอในการปฏิบัติ
ตัวอย่างวิธีการในการปรับพฤติกรรม

  • มีการจัดตารางเวลาที่เหมาะสมในแต่ละวัน

  • ผลข้างเคียงที่พบได้น้อย: ได้แก่ ความดันโลหิตสูง, ปวดศีรษะ, พฤติกรรมกระสับกระส่าย

  • กลุ่มยาที่ไม่ออกฤทธิ์กระตุ้นสมองและประสาทส่วนกลาง อาจพิจารณาใช้ หากผู้ป่วยไม่สามารถใช้ยาในกลุ่มแรกได้ เช่น ยาในกลุ่ม Anti-psychotic เพื่อลดปัญหาพฤติกรรม หรือ ยากลุ่มลดความดัน เช่น Clonidine ก็สามารถพิจารณาให้ในเด็กซนสมาธิสั้น ได้ แต่ทั้งนี้ ต้องขึ้นกับดุลยพินิจของแพทย์ผู้ดูแล

การติดตามการรักษา

ในช่วงแรกของการรักษาด้วยยาการติดตามการรักษามีความจำเป็นต้องได้รับการนัดติดตามอย่างใกล้ชิดประมาณ 2-4 สัปดาห์ในช่วงแรก เพื่อปรับขนาดยาและระวังผลข้างเคียงของยา ในช่วงที่ปรับยาจนได้ขนาดที่คงที่แล้วการติดตามการรักษาอาจทำทุก 1-3 เดือน

FAQ คำถามที่พบบ่อย

Q: เด็กซนแบบไหนถือว่าปกติ?
A: เด็กเล็กโดยเฉพาะวัย 2–5 ปี ซนเยอะเป็นเรื่องปกติ แต่ถ้าซนมากจนควบคุมไม่ได้ หรือรบกวนชีวิตประจำวัน ควรตรวจประเมิน
Q: ADHD รักษาหายไหม?
A: อาการควบคุมได้ดีมากด้วยการรักษาที่เหมาะสม เด็กจำนวนมากดีขึ้นอย่างชัดเจนเมื่อโตขึ้น
Q: มือถือทำให้สมาธิสั้นไหม?
A: ไม่ใช่สาเหตุโดยตรง แต่เพิ่มความวอกแวก ทำให้ควบคุมสมาธิยากขึ้น
Q: ลูกพูดช้าจะเกี่ยวกับสมาธิสั้นไหม?
A: อาจมีความเกี่ยวข้องหรืออาจเป็นพัฒนาการล่าช้า ควรประเมินทั้งสองด้าน
Q: ควรพาเด็กไปพบแพทย์เมื่อไหร่?
A: เมื่ออาการรบกวนการเรียน การเข้าสังคม การใช้ชีวิตประจำวัน และเป็นอยู่นานเกิน 6 เดือน ในหลายสถานการณ์
เรียบเรียงโดย พญ. สินดี จำเริญนุสิต

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...