พาณิชย์ เผย เงินเฟ้อไทย ปี 68 อยู่ ที่ -0.14% ติดลบครั้งแรกในรอบ 5 ปี จับตาเงินฝืด
พาณิชย์ เผย เงินเฟ้อไทย เดือน ธ.ค. 68 ติดลบ 0.28% ทั้งปี 68 อยู่ที่ -0.14% ติดลบครั้งแรกในรอบ 5 ปี คาดปี 69 อยู่ที่ 0.0-1.0% จับตาความเสี่ยงเงินฝืด มองเลือกตั้งกระทบเงินเฟ้อไม่มาก ส่วนสหรัฐ-เวเนซูเอลา อาจทำให้เงินเฟ้อไทยลดลงใน 3-5 ปีข้างหน้า
7 ม.ค. 2569 - นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (ผอ.สนค.) โฆษกกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ดัชนีราคาผู้บริโภคทั่วไปของไทย เดือนธันวาคม 2568 เท่ากับ 100.19 เมื่อเทียบกับเดือนธันวาคม 2567 ซึ่งเท่ากับ 100.47 ทำให้อัตราเงินเฟ้อทั่วไปลดลง 0.28% (YoY) เป็นการลดลงในอัตราที่ชะลอตัว (เดือนพฤศจิกายน 2568 ลดลง 0.49%)
โดยมีปัจจัยสำคัญจากการลดลงของราคาสินค้าในกลุ่มพลังงาน ได้แก่ ค่ากระแสไฟฟ้า และน้ำมันเชื้อเพลิง ตามสถานการณ์พลังงานในตลาดโลก รวมถึงมติของคณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) ในการปรับลดอัตราเงินจัดเก็บเข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงสำหรับน้ำมันดีเซล ประกอบกับราคาสินค้าในกลุ่มของใช้ส่วนบุคคลยังปรับลดลงอย่างต่อเนื่อง จากกาiส่งเสริมการตลาดของผู้ผลิตและผู้ประกอบการ
อย่างไรก็ตาม ราคาสินค้าในกลุ่มอาหาร และเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ปรับตัวสูงขึ้น จากการสูงขึ้นของราคาผักสด เครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ และอาหารสำเร็จรูป สำหรับราคาสินค้าและบริการอื่น ๆ ส่งผลกระทบต่อภาวะเงินเฟ้อไม่มากนัก
อัตราเงินเฟ้อทั่วไปของไทยเมื่อเทียบกับต่างประเทศ ข้อมูลล่าสุดเดือนพฤศจิกายน 2568 พบว่า อัตราเงินเฟ้อทั่วไปของไทยลดลง 0.49% (YoY) โดยอยู่ระดับต่ำอันดับ 7 จาก 132 เขตเศรษฐกิจที่ประกาศตัวเลข และต่ำสุดในกลุ่มประเทศอาเซียน 9 ประเทศที่ประกาศตัวเลข (บรูไน ติมอร์-เลสเต สิงคโปร์ มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย เวียดนาม สปป.ลาว)
อัตราเงินเฟ้อทั่วไปลดลง 0.28% (YoY) ในเดือนนี้ มีการเคลื่อนไหวของราคาสินค้าและบริการ ดังนี้
หมวดอื่น ๆ ที่ไม่ใช่อาหารและเครื่องดื่ม ลดลง1.43% (YoY) จากการลดลงของราคาสินค้าสำคัญ โดยเฉพาะสินค้าใน
- กลุ่มพลังงาน (ค่ากระแสไฟฟ้า แก๊สโซฮอล์ น้ำมันดีเซล น้ำมันเบนซิน)
- ของใช้ส่วนบุคคล (แชมพู ผลิตภัณฑ์ป้องกันและบำรุงผิว โฟมล้างหน้า สบู่ถูตัว)
- รถยนต์ ค่าน้ำประปา สิ่งที่เกี่ยวกับการทำความสะอาด (ผลิตภัณฑ์ซักผ้า น้ำยาปรับผ้านุ่ม น้ำยารีดผ้า น้ำยาถูพื้น)
- เสื้อผ้า (เสื้อยืดบุรุษ สตรี และเด็ก เสื้อเชิ้ตบุรุษและสตรี กางเกงขายาวบุรุษ)
ขณะที่มีสินค้าสำคัญปรับราคาสูงขึ้น อาทิ ค่าเช่าบ้าน ค่าทัศนาจรต่างประเทศและในประเทศ ค่าโดยสารรถไฟลอยฟ้า ค่าแต่งผมบุรุษและสตรี ค่าบริการขนขยะ และอาหารสัตว์เลี้ยง
หมวดอาหารและเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ สูงขึ้น 1.53% (YoY) จากการสูงขึ้นของราคาสินค้าสำคัญ อาทิ
- ผักสด (พริกสด ผักบุ้ง ผักกาดขาว กะหล่ำปลี ถั่วฝักยาว ใบกะเพรา)
- อาหารสำเร็จรูป (กับข้าวสำเร็จรูป ข้าวราดแกง ก๋วยเตี๋ยว ข้าวราดผัดกะเพรา)
- เครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ (กาแฟผงสำเร็จรูป กาแฟ (ร้อน/เย็น) เครื่องดื่มรสช็อกโกแลต)
- ปลาและสัตว์น้ำ (ปลาทู ปลานิล ปลาช่อน ปลาหมึกกล้วย ปลาทูนึ่ง)
- ผลิตภัณฑ์น้ำตาล (ขนมหวาน ไอศกรีม)
อย่างไรก็ตาม มีสินค้าหลายรายการราคาลดลง อาทิ ผลไม้สด (ส้มเขียวหวาน มะม่วง กล้วยน้ำว้า องุ่น แตงโม กล้วยหอม) ข้าวสารเหนียว ข้าวสารเจ้า ไข่ไก่ น้ำมันพืช และซอสหอยนางรม
อัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน (อัตราเงินเฟ้อทั่วไป เมื่อหักอาหารสดและพลังงานออก) สูงขึ้น 0.59% (YoY) ชะลอตัวลงจากเดือนพฤศจิกายน 2568 ที่สูงขึ้น 0.66% (YoY)
ดัชนีราคาผู้บริโภคทั่วไปเดือนธันวาคม 2568 เมื่อเทียบกับเดือนพฤศจิกายน 2568 สูงขึ้น 0.04% (MoM) ตามการสูงขึ้นของหมวดอาหารและเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ 0.46% (MoM) จากสินค้าสำคัญที่ราคาปรับสูงขึ้น โดยเฉพาะ
- ผักสด (พริกสด ถั่วฝักยาว กะหล่ำปลี ชะอม ใบกะเพรา) เนื่องจากแหล่งผลิตในบางพื้นที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย ส่งผลให้ปริมาณผลผลิตออกสู่ตลาดลดลง
- ไก่ย่าง และอาหารโทรสั่ง (Delivery) เนื่องจากสิ้นสุดช่วงจัดกิจกรรมส่งเสริมการขายของผู้ประกอบการ เนื้อสุกร และไข่ไก่ เนื่องจากมีความต้องการบริโภคเพิ่มขึ้นตามฤดูกาลท่องเที่ยวและเทศกาลปลายปี ประกอบกับราคาหน้าฟาร์มปรับเพิ่มขึ้นและสะท้อนมายังราคาจำหน่ายปลีก
อย่างไรก็ตาม มีสินค้าที่ราคาปรับลดลง อาทิ
ผลไม้สด (ส้มเขียวหวาน แตงโม กล้วยน้ำว้า สับปะรด) น้ำมันพืช น้ำพริกแกง ข้าวสารเหนียว ซอสหอยนางรม และซอสมะเขือเทศ
ขณะที่หมวดอื่น ๆ ที่ไม่ใช่อาหารและเครื่องดื่ม ลดลง 0.23% (MoM) จากการลดลงของราคาสินค้าสำคัญ อาทิ
- ค่ากระแสไฟฟ้า และค่าน้ำประปา เนื่องจากมีมาตรการช่วยเหลือและลดภาระค่าใช้จ่ายด้านสาธารณูปโภคของภาครัฐในพื้นที่จังหวัดสงขลาซึ่งได้รับผลกระทบจากอุทกภัย
- น้ำมันเชื้อเพลิง (น้ำมันดีเซล แก๊สโซฮอล์ น้ำมันเบนซิน) เนื่องจากราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกลดลง ประกอบกับมีการปรับลดอัตราเงินจัดเก็บเข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงสำหรับน้ำมันดีเซล
- ของใช้ส่วนบุคคล (ผลิตภัณฑ์ป้องกันและบำรุงผิว โฟมล้างหน้า แชมพู สบู่ถูตัว แป้งผัดหน้า)
- สิ่งที่เกี่ยวกับการทำความสะอาด (น้ำยาปรับผ้านุ่ม ผลิตภัณฑ์ซักผ้า น้ำยาล้างจาน น้ำยาล้างห้องน้ำ) เนื่องจากมีการจัดกิจกรรมส่งเสริมการขายของผู้ประกอบการในช่วงปลายปี
- รวมทั้งค่าธรรมเนียมผ่านทางพิเศษ เนื่องจากมีการยกเว้นค่าผ่านทางในช่วงวันหยุดราชการและเทศกาลปีใหม่ตามมาตรการของภาครัฐ
ขณะที่มีสินค้าที่ราคาปรับสูงขึ้น อาทิ ค่าโดยสารรถไฟลอยฟ้า ค่าเช่าบ้าน อาหารสัตว์เลี้ยง และค่าแต่งผมบุรุษ
ดัชนีราคาผู้บริโภคทั่วไป เฉลี่ยทั้งปี 2568 เทียบกับปี 2567 ลดลง 0.14% (AoA) โดยมีปัจจัยสำคัญจากการปรับตัวลดลงของราคาสินค้าในกลุ่มพลังงาน ได้แก่ น้ำมันเชื้อเพลิง และค่ากระแสไฟฟ้า ตามทิศทางราคาพลังงานในตลาดโลก และมาตรการช่วยเหลือลดภาระค่าครองชีพของภาครัฐ ขณะเดียวกัน ราคาผักสดและผลไม้สดปรับลดลงจากปริมาณผลผลิตที่ออกสู่ตลาดเพิ่มขึ้น รวมถึงราคาของใช้ส่วนบุคคลที่ลดลงจากการจัดกิจกรรมส่งเสริมการขายของผู้ประกอบการ
อย่างไรก็ตาม ยังมีสินค้าสำคัญบางกลุ่มปรับราคาสูงขึ้น อาทิ อาหารสำเร็จรูป ปลาและสัตว์น้ำ และเครื่องประกอบอาหาร สำหรับไตรมาสที่ 4 ปี 2568 เทียบกับไตรมาสเดียวกันของปี 2567 ลดลง 0.52% (YoY) และเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า ลดลง 0.02% (QoQ)
“เงินเฟ้อทั่วไปเดือน ธ.ค. 2568 ลดลง 0.28%ติดลบต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 9 ส่งผลให้เงินเฟ้อปี 2568 ลดลง 0.14% โดยเป็นการติดลบในรอบ 5 ปีนับตั้งแต่ปี 2564”
นายนันทพงษ์ เปิดเผยว่า แนวโน้มอัตราเงินเฟ้อทั่วไปของไทยในไตรมาสที่ 1 ปี 2569 คาดว่าจะยังคงลดลง อยู่ระหว่าง (-0.5%) - 0.0% (ค่ากลาง -0.25%) โดยมีปัจจัยสำคัญจากฐานราคาน้ำมันที่อยู่ในระดับต่ำกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อน ประกอบกับอุปสงค์ทางเศรษฐกิจยังอ่อนแอ เนื่องจากไม่มีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงการเลือกตั้ง อย่างไรก็ตาม สินค้าบางชนิดมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้น โดยเฉพาะผักสด จากผลผลิตที่ได้รับความเสียหายจากภัยพิบัติทางธรรมชาติ ทั้งนี้ คาดว่าสถานการณ์จะดีขึ้นในระยะต่อไป จากการดำเนินมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐภายหลังการเลือกตั้ง การฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยว และการเร่งเบิกจ่ายงบประมาณภาครัฐ
สำหรับทั้งปี 2569 คาดว่าอัตราเงินเฟ้อทั่วไปจะอยู่ในช่วง 0.0% - 1.0% (ค่ากลาง 0.5%) ปรับตัวสูงขึ้นจากปี 2568 ที่ลดลง 0.14% โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากราคาสินค้าเกษตรที่มีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นภายใต้นโยบายรักษาเสถียรภาพราคาสินค้าเกษตร รวมถึงการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยว ซึ่งส่งผลให้ราคาสินค้าและบริการที่เกี่ยวเนื่องปรับตัวสูงขึ้น
อย่างไรก็ตาม ยังมีปัจจัยท้าทายที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด ได้แก่ ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกอยู่ในระดับต่ำกว่าปีก่อนหน้า การแข็งค่าของเงินบาทอย่างต่อเนื่องและเร็วกว่าประเทศอื่นในภูมิภาค การขยายตัวทางเศรษฐกิจไทยและเศรษฐกิจโลกที่อยู่ในระดับต่ำ และความไม่แน่นอนของสถานการณ์ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ในหลายพื้นที่และหลายมิติ รวมถึงความเสี่ยงจากภัยพิบัติทางธรรมชาติอันเป็นผลจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งอาจสร้างความเสียหายต่อรายได้เป็นวงกว้าง และส่งผลกระทบต่อเงินเฟ้ออย่างมีนัยสำคัญ
“เรามองว่าเงินเฟ้อทั่วไปในปี 2569 จะอยู่ที่ประมาณ 0.5% สูงขึ้นจากปี 2568 อย่างไรก็ตามยังต้องเฝ้าระวังความเสี่ยงเรื่องเงินฝืด ซึ่งเราก็มีความกังวลอยู่ เนื่องจากเงินเฟ้อทั่วไปยังติดลบส่วนเงินเฟ้อพื้นฐานแม้ยังเป็นบวกแต่ก็อาจไม่ได้มากจากผลของอุปสงค์เสมอไปแต่มาจากโครงสร้างของอุปทานดังนั้นสิ่งที่สำคัญในช่วงที่เศรษฐกิจชะลอตัวคือการเร่งมาตรการภาครัฐ ไม่ว่าจะเป็นมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ เช่น คนละครึ่งพลัส เร่งใช้จ่ายเงินภาครัฐ การกระตุ้นการท่องเที่ยวและการลงทุน”
นายนันทพงษ์ เปิดเผยว่า ด้านการเลือกตั้งของไทยคาดว่าจะมีปริมาณเงินจากการหาเสียงที่ถูกต้องตามกฎหมายเข้าสู่ระบบประมาณ 9,207.4 ล้านบาท โดยไม่ได้ส่งผลต่อเงินเฟ้ออย่างมีนัยสำคัญ อย่างไรก็ตามนโยบายของรัฐบาลหลังการเลือกตั้งจะส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อปรับตัวสูงขึ้นโดยเฉพาะนโยบายกระตุ้นการบริโภคที่ส่งผลให้ความเชื่อมั่นและกิจกรรมทางเศรษฐกิจปรับตัวสูงขึ้น
สำหรับสถานการณ์ที่สหรัฐฯ โจมตีเวเนซูเอลา กระทรวงพาณิชย์มองว่าจะมีผลต่อเศรษฐกิจใน 3 เรื่อง ได้แก่
- น้ำมัน โดยปัจจุบันเวเนซูเอลาผลิตน้ำมันได้น้อยกว่า 1 ล้านบาร์เรลต่อวันซึ่งน้อยกว่า 1% ของการผลิตทั้งโลก ซึ่งมองว่าราคาน้ำมันจะยังไม่ได้มีความผันผวนมากนัก
- การเงินในตลาดโลก โดยความตึงเครียดจะทำให้มีการเข้าไปลงทุนในทรัพย์สินปลอดภัยอย่างเงินดอลลาร์ฯ และ ทองคำ ซึ่งทำให้ค่าเงินในประเทศที่เทรดเป็นเงินดอลลาร์ฯ อ่อนค่าลงในระยะสั้น อย่างไรก็ตามค่าเงินยังขึ้นอยู่กับการดำเนินการนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ โดยมองว่าค่าเงินบาทในระยะยาวยังมีแนวโน้มที่จะแข็งค่าอยู่
- ปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ในระยะต่อไป จะทำให้การค้าโลกมีการกีดกันการค้ามากขึ้น เกิดการแบ่งขั้วทางห่วงโซ่อุปทานเพื่อให้ได้เปรียบด้านความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์
“ในระยะสั้นสถานการณ์สหรัฐฯ-เวเนซูเอลา ไม่กระทบต่อเงินเฟ้อมากนัก แต่ต่อไประยะ 3-5 ปี อาจเพิ่มผลผลิตน้ำมันดิบในตลาดโลกมากขึ้น และจะส่งผลต่อราคาน้ำมันและเงินเฟ้อของไทยปรับลดลง อย่างไรก็ตามมองว่าไม่ใช่วิกฤตเศรษฐกิจแต่เป็นช็อกระยะสั้นและจะเป็นโอกาสในการปรับตัวเข้าสู่ในซัพพลายเชนที่เกิดประโยชน์กับไทยในระยะยาว”