ไฮซีซัน ค่าโดยสารสูง : ประเทศอื่นๆ ควบคุมราคาตั๋วเครื่องบินอย่างไร ให้ไม่สูงลิ่วเกินคนเข้าถึง
บินมาไทยตั๋วแพงมาก ตั๋วบินภายในประเทศไทยแพงกว่าไปญี่ปุ่น กลายเป็นมุกตลกขำขันที่เริ่มกลายเป็นความจริงแบบถาวรขึ้นทุกปี ด้วยราคาตั๋วเครื่องบินที่พุ่งสูงขึ้นสองถึงสามเท่าในช่วงไฮซีซั่น หรือแม้แต่ช่วงเทศกาลในบ้านเราที่การซื้อตั๋วเครื่องบินกลับบ้านเริ่มไกลเกินคนวัยทำงานจะเอื้อมถึง
ข้อมูลอุตสาหกรรมการบินชี้ตรงกันว่า ในเส้นทางยอดนิยมราคาตั๋วช่วงไฮซีซันจะสูงขึ้นราว 30-80 เปอร์เซ็นต์ หากเทียบกับช่วงปกติ และในบางกรณีอาจพุ่งเกิน 100 เปอร์เซ็นต์ ในช่วงวันหยุดยาวหรือเทศกาลใหญ่ ขณะที่ต้นทุนหลักอย่างเชื้อเพลิง ค่าบำรุงรักษา และค่าแรงลูกเรือ มักผันผวนเพียง 10-25 เปอร์เซ็นต์ต่อปีเท่านั้น ช่องว่างระหว่างต้นทุนจริงกับราคาขาย จึงถ่างกว้างขึ้นอย่างเห็นได้ชัดในช่วงเวลาที่ผู้คนจำเป็นต้องเดินทาง
คำถามคือ รัฐสามารถเข้าควบคุมราคาได้หรือไม่ นอกจากคำอธิบายที่ว่านี่คือกลไกตลาด คำตอบคือบางรัฐบาลในหลายประเทศสนับสนุนประชาชนและเข้าควบคุมราคาตั๋วเครื่องบินที่พุ่งไปไกลเกิน
รัฐเข้าควบคุมราคาตั๋วเครื่องบินอย่างใรในประเทศต่างๆ
ในสเปนรัฐอุดหนุนค่าตั๋วเครื่องบินภายในประเทศให้กับประชาชนในหมู่เกาะคานารี หมู่เกาะแบลีแอริก เซวตา และเมลียา ถึง 75 เปอร์เซ็นต์ ตลอดปีรวมถึงช่วงไฮซีซั่น เพราะรัฐบาลบ้านเขามองว่าการเดินทางด้วยเครื่องบินคือความจำเป็นขั้นพื้นฐาน ไม่ใช่สินค้าฟุ่มเฟือยแม้ในฤดูกาลท่องเที่ยวนั่นเอง
ที่อินโดนีเซียรัฐเป็นผู้กำหนดราคาขั้นต่ำและราคาสูงสุดสำหรับเที่ยวบินภายในประเทศ โดยเข้มงวดกวดขันเป็นพิเศษในช่วงเทศกาลอีด ช่วงปิดเทอม และช่วงที่การเดินทางทั่วประเทศหนาแน่น เพื่อป้องกันไม่ให้สายการบินฉวยโอกาสขึ้นราคาเกินจริง เพราะอินโดนีเซียเป็นประเทศหมู่เกาะที่การเดินทางทางอากาศเป็นสิ่งจำเป็น
ประเทศอินเดียในช่วงฟื้นตัวหลังโควิดและช่วงต้นทุนน้ำมันพุ่งสูง รัฐบาลได้กำหนดกรอบราคาตั๋วขั้นต่ำจนถึงขั้นสูง เพื่อให้สายการบินไม่สามารถตั้งราคาเกินเพดานได้ แม้อุปสงค์จะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว
ฝั่งญี่ปุ่นใช้การควบคุมเชิงโครงสร้าง (Soft Control) แม้รัฐบาลไม่ได้เข้าควบคุมหรือกำหนดราคาเพดานโดยตรง แต่เส้นทางการบินภายในประเทศจะอยู่ภายใต้การกำกับดูแลอย่างเข้มงวด มีการจัดสรรตารางสนามบินเพื่อช่วยจำกัดการสร้างความขาดแคลนเทียม (Artificial Scarcity) ที่สำคัญคือ สายการบินอยู่ภายใต้การคุ้มครองผู้บริโภคที่เข้มแข็ง ผลคือราคาตั๋วไม่พุ่งรุนแรงในไฮซีซันเหมือนตลาดที่ปล่อยเสรีเต็มรูปแบบ
ในขณะที่ประไทยมีเพียงการขอความร่วมมือจากสายการบินในช่วงพีคโดยไม่มีกลไลบังคับใช้หรือการเข้าควบคุมแต่อย่างใด ทำให้ในช่วงไฮซีซันราคาพุ่งขึ้นสูงลิ่วเกินความเป็นจริง
ภาระค่าโดยสารยังถูกซ้ำเติมด้วยภาษีและค่าธรรมเนียมสนามบินสำหรับเที่ยวบินระหว่างประเทศ ที่หลายประเทศปรับเพิ่มในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา และการปรับขึ้นเพียงครั้งเดียวอาจดันราคาตั๋วเพิ่มขึ้นถึง 5–15 เปอร์เซ็นต์ต่อเที่ยวบิน เมื่อการขึ้นภาษีเกิดพร้อมกับไฮซีซัน สิ่งที่ผู้โดยสารเผชิญจึงเป็นต้นทุนซ้อนต้นทุนจากทั้งรัฐและตลาดในเวลาเดียวกัน
สำหรับคนจำนวนมาก การบินไม่ใช่ไลฟ์สไตล์แต่คือการกลับบ้านของแรงงานข้ามถิ่น การไปงานศพ งานแต่ง หรือกระทั่งการเดินทางไปรักษาพยาบาล เมื่อราคาตั๋วพุ่งสูงในช่วงเวลาที่การเดินทางจำเป็น เราสามารถเรียกสิ่งนี้ว่าเป็นการฉวยโอกาสจากความเปราะบางและความจำเป็นของผู้คนได้หรือไม่
แล้วประเทศไทยสามารถควบคุมราคาตั๋วได้ไหม
หากย้อนกลับไปช่วงต้นทศวรรษ 2540–2550 การที่คนไทยบินได้มากขึ้นไม่ได้เกิดขึ้นเองตามกลไกตลาด หากเป็นผลจากการเลือกเชิงนโยบายในสมัยรัฐบาลทักษิณ ชินวัตร เพราะประเทศไทยก่อนหน้านั้นคนที่เข้าถึงการบินได้มีเพียงชนชั้นกลางระดับบน ค่าโดยสารในประเทศเองก็สูงเมื่อเทียบกับรายได้และการแข่งขันที่มีจำกัด แต่รัฐบาล ณ ขณะนั้นเลือกเปิดโครงสร้างการแข่งขัน โดยสนับสนุนการเติบโตของสายการบินต้นทุนต่ำ ลดอุปสรรคด้านกฎระเบียบ และพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานสนามบินรองเพื่อรองรับสายการบินต้นทุนต่ำ
ทำให้ภายในเวลาไม่ถึงหนึ่งทศวรรษ จำนวนผู้โดยสารทางอากาศของไทยเพิ่มขึ้นมากกว่า 150–200 เปอร์เซ็นต์ โดยเฉพาะเที่ยวบินภายในประเทศ ในช่วงต้นยุค 2000s การบินจึงกลายมาเป็นทางเลือกปกติของชนชั้นกลางและแรงงานรายได้ปานกลาง เมืองรองถูกเชื่อมต่อ และเศรษฐกิจภูมิภาคขยับตาม
การควบคุมราคาตั๋วเครื่องบินจึงเป็นไปได้ เพราะการทำให้คนเข้าถึงการบินได้ยังเกิดขึ้นมาแล้ว ทั้งนี้การควบคุมราคาตั๋วไม่จำเป็นต้องถาวร สิ่งที่หลายประเทศพิสูจน์แล้วคือควบคุมในช่วงที่เพดานราคาในช่วงอุปสงค์พุ่งผิดปกติ
ก็ได้แต่หวังว่าฤดูกลับบ้านเทศกาลหน้ามาถึง ราคาตั๋วเครื่องบินกลับบ้านต่างจังหวัดจะไม่แพงเท่าตั๋วไปญี่ปุ่นอีกต่อไป เพราะรัฐสามารถช่วยควบคุมราคาให้ประชาชนได้เหมือนอย่างที่สายการบินต้นทุนต่ำทำให้คนไทยบินได้มากขึ้นมาแล้วนั่นเอง