OSP ล็อกต้นทุนอยู่ 6 เดือน เร่งเครื่องโตต่างแดนสองหลัก
#OSP #ทันหุ้น – OSP สงครามยังไม่ระคายมาร์จิ้น เผยล็อกราคาวัตุดิบผลิตและต้นทุนพลังงานไว้ล่วงหน้าครึ่งปี ยอมรับถ้าอิหร่าน-อเมริการบยืดเยื้ออาจฉุดยอด 1-2% คงเป้ารายได้โตรวม 4-6% กำไรขยับบวกท่ามกลางความผันผวน ชูต่างประเทศเด่นเร่งโต สองหลัก ลงทุนต่อเนื่อง 400-500 ล้านบาท ยกระดับ Digital Technology และ Al
นางสาวมุกดา ไพรัชเวทย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โอสถสภา จำกัด (มหาชน) หรือ OSP เปิดเผยว่า โอสถสภา พร้อมก้าวสู่บริบทใหม่ในปี 2569 ด้วยความเชื่อมั่นในรากฐานที่แข็งแกร่งและการปรับตัวที่ฉับไว และมุ่งสร้าง ความแข็งแกร่งจากภายในด้วยการบริหารอย่างมีวิสัยทัศน์ผ่าน 3 พลังขับเคลื่อน คือ Domestic Beverage กลุ่มเครื่องดื่ม ในประเทศPersonal Care กลุ่มผลิตภัณฑ์ของใช้ส่วนบุคคล และInternational Business
@ยุทธศาสตร์ 3กลุ่ม
สำหรับแบรนด์พอร์ตโฟลิโอเครื่องดื่มของโอสถสภา จะมุ่งเสริมความแข็งแกร่งแบรนด์หลัก ควบคู่กับพัฒนานวัตกรรมผลิตภัณฑ์ในกลุ่มพรีเมี่ยม เพื่อยกระดับคุณค่าและเพิ่มอัตราการทำกำไรของพอร์ตสินค้า ควบคู่กับการผลักดัน แบรนด์ระดับภูมิภาคที่มีศักยภาพสูงขยายฐานผู้บริโภคในภาคต่างๆ พร้อมกับยกระดับโครงสร้างการกระจายสินค้าให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ทั้งการ ขยายความครอบคลุมของกลุ่ม Traditional Trade และยังเสริมความแข็งแกร่งในช่องทาง Modern Trade ทั้ง Supermarket, Hypermarket และร้านสะดวกซื้อ
ด้านกลุ่ม Personal Care ต่อยอดจุดแข็งความอ่อนโยนและความหอมโดยแบรนด์ Babi Mild สามารถสร้างสถิติ ส่วนแบ่งการตลาดสูงสุดในรอบ 3 ปี ในกลุ่มสบู่เหลวเด็ก กลยุทธ์สำคัญคือการขยายฐานจากกลุ่มแม่และเด็กสู่กลุ่มผู้ใหญ่ อย่างเต็มตัวผ่านแบรนด์ Ultra Mild และบริษัทจะรุกตลาดใหม่ด้วยพรีเมี่ยมเข้าสู่กลุ่ม สินค้าที่มีอัตรากำไรสูง
และกลุ่มธุรกิจต่างประเทศคาดหวังเป็นเครื่องยนต์หลักตัวใหม่ ตั้งเป้าเติบโตระดับสองหลัก โดยใช้โมเดล ความสำเร็จจากเมียนมาและสปป.ลาว เป็นต้นแบบในการขยายฐานสู่ภูมิภาคที่มีกำลังซื้อสูง เช่น ตะวันออกกลาง (UAE และ โอมาน) นอกจากนี้ยังสร้าง Strategic Ecosystem ผ่านการผนึกกำลังกับพันธมิตรอาทิ การนำร่องบุกตลาดจีนที่มีศักยภาพ สูงด้วยแบรนด์ Babi Mild พร้อมเตรียมโชว์ศักยภาพและนวัตกรรมอาหารและเครื่องดื่มที่ตอบโจทย์เทรนด์สุขภาพโลก นอกจากนี้ บริษัทอยู่ระหว่างการศึกษาเพื่อขยายธุรกิจไปยังประเทศอินโดนีเซียและเวียดนาม โดยจะใช้โมเดลธุรกิจที่ปรับให้เหมาะสมกับเงื่อนไขของแต่ละประเทศ
@รับมือโลกปั่นป่วน
ด้านนางสาวรติพร ราษฎร์เจริญ Group Chief Financial Officer ของ OSP เปิดเผยว่า เป้าหมายสำคัญในปี 2569 คือการสร้างการเติบโตทั้งรายได้และกำไรสุทธิ แม้จะมีสภาวะสงครามที่ตะวันออกกลางแต่บริษัทก็ยังคงเป้าหมายการขยายตัวรายปีนี้ 4-6% ซึ่งเป็นเป้าหมายที่เน้นความเป็นไปได้จริงท่ามกลางสถานการณ์ความไม่แน่นอน โดยบริษัทมุ่งเน้นการสร้าง Economy of Scale ผ่านการเพิ่มปริมาณขายและการใช้กำลังการผลิตให้เต็มประสิทธิภาพสูงสุด ควบคู่ไปกับการรักษา อัตราค่าใช้จ่ายการบริหารและการขาย ให้คงที่เพื่อผลักดันให้อัตรากำไรสุทธิเติบโตอย่างก้าวกระโดด
ส่วนราคาวัตถุดิบผลิตต่างๆ ในตลาดโลกที่เพิ่มขึ้นนั้น เฉพาะในส่วนของบริษัทเอง ไม่ได้กระทบเช่น ขวดแก้วที่บริษัทผลิตก็ยังไม่ขึ้น สารเคมีสำคัญหลายตัวก็คงเดิม เว้นอลูมิเนียมที่เพิ่มชัดเจนทว่าอยู่ในระดับที่ควบคุมได้ มีเพียงต้นทุนพลังงานซึ่งเป็น 20% ของต้นทุนรวมที่บริษัทเฝ้าติดตาม
อย่างไรก็ตาม โดยรวมระยะ 6 เดือนแรกของปีนี้เนื่องจากมีการล็อกราคาวัตถุดิบและทำสัญญาบริหารจัดการต้นทุนพลังงานไว้ล่วงหน้าแล้ว ความสามารถทำกำไรสินค้าต่างๆ จึงยังไม่กระทบในระยะครึ่งปีแรก แต่ในทางกลับหากสงครามในตะวันออกกลางยืดเยื้อ อาจฉุดกำลังซื้อส่งผลต่อเนื่องกระทบยอดขายประมาณ 1-2% รวมถึงจะได้รับผลกระทบจากต้นทุนพลังงานที่อาจเพิ่มขึ้น แต่สุดท้ายก็ยังเชื่อมั่นจะยังรักษาระดับกำไรได้เนื่องจากตลาดต่างประเทศบางกลุ่มมีกำไรต่อหน่วยสูง
นอกจากนี้บริษัทได้เตรียมงบลงทุนจำนวน 400-500 ล้านบาท เพื่อยกระดับโครงสร้างพื้นฐานด้าน Digital Technology & Al มุ่งเน้นการนำข้อมูล แบบ Real-Time มาใช้ในการตัดสินใจ และบริหารความเสี่ยงอย่างแม่นยำ รวมถึงการลงทุนในด้านPeople & Culture เพื่อบ่มเพาะ Talent และสร้างองค์กรที่ขับเคลื่อนด้วยจิตวิญญาณผู้ประกอบการ
OSP เดินหน้าสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนควบคู่กับการสร้างสมดุลระหว่างการเติบโตทางเศรษฐกิจและ การส่งต่อคุณค่าเชิงบวกสู่สังคมและสิ่งแวดล้อม ยกระดับกรอบการดำเนินงาน ESG ระยะที่ไปให้เข้มข้นขึ้นอีก 2 มิติคือ การบริหารทรัพยากรบุคคลสู่ความเป็นเลิศ และการจัดการขยะและของเสียครบวงจรเพื่อผลักดันระบบเศรษฐกิจหมุนเวียน ตลอดห่วงโซ่คุณค่า ความมุ่งมั่นนี้ส่งผลให้โอสถสภาคว้าคะแนนสูงสุดระดับ‘AAA’ จาก SET ESG Ratings ในปีที่ผ่านมา และได้รับการจัดอันดับอยู่ในกลุ่ม Top 10% ของอุตสาหกรรมเครื่องดื่มระดับโลกจาก S&P Global Sustainability Yearbook ติดต่อกันเป็นปีที่ 4 ซึ่งเป็นเครื่องยืนยันว่ามาตรฐานความยั่งยืนของเราอยู่ในระดับสากล พร้อมสร้างความ เชื่อมั่นและคุณค่าระยะยาวให้แก่ผู้ถือหุ้น