โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

“น้ำมันแพง”ส่องมาตรการทั่วโลก รับมือวิกฤต

INN News

อัพเดต 10 มี.ค. เวลา 15.02 น. • เผยแพร่ 10 มี.ค. เวลา 12.00 น. • INN News

เดิมทีราคาน้ำมันก็ไม่นิ่ง และมีแนวโน้มสูงขึ้นตามกลไกตลาด แต่เมื่อเกิดจากสงคราม ที่สหรัฐฯกับอิสราเอล รวมหัวกันโจมตีอิหร่าน เมื่อสัปดาห์ก่อน จนอิหร่านประกาศปิดช่องแคบฮอร์มุช ยิงถล่มเรือน้ำมันของอมริกา และยุโรป ตลอดจนสงครามที่ยืดเยื้อถึงขั้นยิงถล่มคลังน้ำมัน โรงกลั่นน้ำมันกันแล้ว ก็ยิ่งทำให้ราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้นขึ้นอย่างต่อเนื่องจนปัจจุบันสูงเกิน 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และหลายฝ่ายกังวลว่าอาจทะลุไปถึง 120 ดอลลาร์ต่อบาเรล เหมือนช่วงสงครามรัสเซีย เมื่อ 4 ปีก่อน กลายเป็นวิกฤตพลังงาน กระทบระบบเศรษฐกิจไปทั่วโลกอีกครั้ง

การสู้รบ ยังคงดำเนินต่อไป และยังไม่มีท่าทีว่าจะยุติในเร็ววันนี้ ตามที่ "โดนัลด์ ทรัมป์" พยายามส่งสัญญาณ ทำให้รัฐบาลประเทศต่างๆทั่วโลก เร่งหามาตรการ รับมือกับวิกฤตพลังงานที่เกิดขึ้นโดยกลุ่มประเทศ จี7 ซึ่งประกอบด้วยสหรัฐอเมริกา,แคนาดา,ฝรั่งเศส,เยอรมนี,อิตาลี,ญี่ปุ่น,สหราชอาณาจักร และสหภาพยุโรป มีการประชุมฉุกเฉิน หาข้อสรุป "ปล่อยน้ำมันจากคลังสำรองฉุกเฉินร่วมกัน"เพื่อสกัดราคาน้ำมันโลกที่พุ่งแรงจากสงครามตะวันออกกลาง แต่ผลการประชุม มีเพียง 3 ชาติที่เห็นด้วย ทำให้มติที่ออกมา "จึงยังไม่ปล่อยน้ำมันจากคลังสำรอง" ในเวลานี้ แต่พร้อมดำเนินการหากวิกฤตรุนแรงขึ้น

ขณะที่ "จีน" ซึ่งเป็นลูกค้าน้ำมันรายใหญ่ของอิหร่าน ได้รับผลกระทบจากวิกฤตนี้มากลำดับตนๆ เพราะก่อนหน้านี้ แหล่งน้ำมันอีกแห่งของจีนคือเวเนซูเอล่า ก็ถูกอเมริกาบุกยึดไปแล้วเช่นกันโดยคณะกรรมการพัฒนาและปฏิรูปแห่งชาติจีน ออกประกาศ ปรับขึ้นเพดานราคาน้ำมันเบนซินและดีเซลขายปลีกในประเทศ 695 หยวนต่อตัน สำหรับเบนซิน (ประมาณ 3,233 บาท) และ 670 หยวนต่อตัน สำหรับดีเซล (ประมาณ 3,116 บาท) ซึ่งเป็นราคาสูงสุดในรอบ 4 ปี อีกทั้ง จีนยังขอให้โรงกลั่นขนาดใหญ่ในประเทศ "ระงับการส่งออกน้ำมัน"และพยายามยกเลิกการส่งมอบตามสัญญาที่ได้ตกลงไว้ก่อนเกิดสงครามด้วย

ส่วน "ญี่ปุ่น"ซึ่งนายกรัฐมนตรี "ซานาเอะ ทาคาอิจิ" ยืนยันว่า ญี่ปุ่นมีน้ำมันสำรองเชิงยุทธศาสตร์ใหญ่เป็นอันดับ 3 ของโลก มีใช้เพียงพอในประเทศได้นานถึง 254 วัน หรือเกือบ 9 เดือน

ก็กำลังหามาตราการที่เหมาะสมสำหรับการแก้ปัญหาในระยะยาว ลดการพึ่งพาการนำเข้าเชื้อเพลิงจากต่างประเทศ แต่ในเบื้องต้น สั่งการให้เตรียมพร้อมสำหรับการระบายน้ำมันสำรองออกมาใช้แล้ว แต่ยังไม่กำหนดวันที่ชัดเจน

ประเทศอินโดนีเซีย ประเทศที่มีประชากรมากที่สุดในอาเซียน วางแผนจะเพิ่มวงเงินงบประมาณส่วนการอุดหนุนราคาน้ำมันเชื้อเพลิง สำหรับดำเนินมาตรการตรึงราคาน้ำมันบางประเภท และค่าไฟฟ้าให้อยู่ในระดับที่ประชาชนเข้าถึงได้ ตลอดจน กลับมาพิจารณาแผนใช้น้ำมัน "B50"ซึ่งเป็นเชื้อเพลิงผสมระหว่างไบโอดีเซลจากน้ำมันปาล์ม 50% และดีเซลทั่วไป 50% ด้วย

ส่วน"เวียดนาม เพื่อนบ้านของเรา รัฐบาลกำลังวางแผนที่จะ "ระงับภาษีนำเข้าน้ำมันเชื้อเพลิง"เป็นการชั่วคราว เพื่อรับประกันว่า จะจัดหาน้ำมันเข้ามาในประเทศได้เพียงพอต่อความต้องการของประชาชน

สำหรับประเทศไทย นายกฯ"อนุทิน ชาญวีรกุล" สั่งตรึงราคาดีเซล เป็นเวลา 15 วัน ก่อนมีคำสั่ง สั่งระงับส่งออกน้ำมันชั่วคราวจนกว่าจะมีคำสั่งเปลี่ยนแปลง แต่ยังส่งออกไป สปป.ลาว และ เมียนมาได้ ก่อนที่จะถูก "ศรีสุวรรณ จรรยา" ยื่น ปปช.ตรวจสอบว่า เข้าข่ายขัดกันแห่งผลประโยชน์ หรือไม่ เพราะมีเครือญาติมีธุรกิจพลังงานใน สปป.ลาว ก่อนที่ ในช่วงคำของวานนี้ "อรรถพล ฤกษ์พิบูลย์" รัฐมนตรีพลังงาน ได้ออกประกาศใหม่ โดยระงับการส่งออกน้ำมันสำเร็จรูป ยกเว้น สปป.ลาว และเมียนมา พร้อมสั่งผู้ค้าน้ำมันเพิ่มปริมาณสำรองตามกฎหมายจากร้อยละ 1 เป็นร้อยละ 3 ภายในเดือนเมษายน เพื่อยืดความมั่นคงด้านพลังงานออกไปอีก 7 วัน

นอกจากนี้ อีกหลายประเทศ เช่น ปากีสถาน อินเดีย เปลี่ยนแหล่งนำเข้าน้ำมัน โดยหันไปซื้อจากรัสเซีย แทนกลุ่มตะวันออกลาง เพราะไม่สามารถขนส่ง
ผ่านช่องแคบฮอร์มุซได้ เพื่อรองรับภาวะขาดแคลนน้ำมัน เช่นเดียวกับหลายประเทศในยุโรป ก็มีการขยับตัวหาแหล่งซื้อก๊าซธรรมชาติใหม่ เพื่อรองรับวิกฤตพลังงาน จะเห็นได้ว่า หลายประเทศ ที่ไม่มีแหล่งน้ำมัน และก๊าซ เป็นของตัวเอง มีมาตรการรับมือวิกฤตน้ำมันแพง ขาดแคลนก๊าซธรรมชาติ มีคำสั่งระงับการส่งออก เพื่อให้ในประเทศมีน้ำมันเพียงพอ มีเพียงรัฐบาลไทย ที่ยังใจดีระงับส่งออกแบบมีข้อยกเว้น ยังส่งออกให้บางประเทศได้

ติดตามเนื้อหาดีๆแบบนี้ได้ที่

Facebook : https://www.facebook.com/innnews.co.th

Twitter : https://twitter.com/innnews

Youtube : https://www.youtube.com/c/INNNEWS_INN

TikTok : https://www.tiktok.com/@inn_news

LINE Official Account : @innnews

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...