โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เปิดผลสำรวจทักษะทางการเงิน การออม การใช้บริการทางการเงินของคนไทย ปี 2567

ไทยพับลิก้า

อัพเดต 10 มี.ค. เวลา 16.09 น. • เผยแพร่ 10 มี.ค. เวลา 14.43 น.

BOT พระสยาม MAGAZINE เผยแพร่ผลสำรวจติดตามระดับทักษะทางการเงิน (financial literacy) และการเข้าถึงบริการทางการเงิน (financial inclusion) ของคนไทย ครั้งที่ 9 ปี 2567 พบคนไทยมีทักษะทางการเงินที่ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ทุก ๆ 2 ปี ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และสำนักงานสถิติแห่งชาติ จะทำการสำรวจติดตามระดับทักษะทางการเงิน (financial literacy) และการเข้าถึงบริการทางการเงิน (financial inclusion) ของคนไทย เพื่อติดตามพัฒนาการของนโยบายด้านการส่งเสริมทักษะทางการเงินและการเข้าถึงบริการทางการเงิน รวมถึงปัญหาและอุปสรรคต่าง ๆ ที่ยังพบในการใช้บริการ เพื่อนำข้อมูลดังกล่าวไปใช้ประกอบการจัดทำนโยบายที่เกี่ยวข้องต่อไป

ในการสำรวจครั้งที่ 9 ปี 2567 นี้ได้สำรวจข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่าง 12,558 คน ที่มีอายุ 15 ปีขึ้นไปจากทั่วประเทศ ทำให้ผลการสำรวจสามารถสะท้อนชีวิตทางการเงินของคนหลากหลายช่วงวัย อาชีพ และบริบทที่พบในชีวิตประจำวัน

บทความ การเงินของคนไทยก้าวไปถึงไหน?เปิดผลสำรวจทักษะทางการเงิน ระดับการออม และการใช้บริการทางการเงินของคนไทย ปี 2567 ของพระสยาม BOT MAGAZINE มีสาระดังนี้

คนไทยมีทักษะทางการเงินที่ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ระดับ “ทักษะทางการเงิน” มีองค์ประกอบมาจาก 3 ส่วน ได้แก่ (1) ความรู้ทางการเงิน (2) พฤติกรรมทางการเงิน และ (3) ทัศนคติทางการเงินของคนไทยในการบริหารจัดการเงินในชีวิตประจำวัน

โดยภาพรวมระดับทักษะทางการเงิน (financial literacy) ปี 2567 ของคนไทยดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง อยู่ที่ 72.6% เพิ่มขึ้นจากปี 2565 (71.4%) และสูงกว่าค่าเฉลี่ยของ OECD (60.4%) ที่สำรวจกว่า 40 ประเทศ โดยเป็นผลมาจากการเพิ่มขึ้นของทั้ง 3 องค์ประกอบด้วยกัน

เมื่อเจาะลึกในแต่ละส่วนเข้าไปจะพบว่า ระดับความรู้ทางการเงิน (financial knowledge) ดีขึ้นเล็กน้อยอยู่ที่ 70.3% จาก 69.7% และสูงกว่าค่าเฉลี่ยของ OECD ที่ 62.6% โดยคนไทยมีความเข้าใจคำศัพท์ทางการเงิน เช่น นิยามเงินเฟ้อ ความเสี่ยง ผลตอบแทน และการกระจายความเสี่ยงในการลงทุน แต่ด้านการคำนวณทางการเงิน โดยเฉพาะดอกเบี้ยและดอกเบี้ยทบต้น พบว่าคนไทยมีระดับความรู้ต่ำกว่าค่าเฉลี่ย OECD ซึ่งประเด็นดังกล่าวอาจนำไปสู่การตัดสินใจทางการเงินที่ไม่เหมาะสม มองข้ามโอกาสในการสร้างผลตอบแทนจากการออมและการลงทุน ประเมินความสามารถในการชำระหนี้ไม่ตรงกับความเป็นจริงและอาจส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพทางเศรษฐกิจในระยะยาว

ระดับพฤติกรรมทางการเงิน (financial behavior) ปรับตัวดีขึ้นเล็กน้อยเป็น 71.9% จาก 70.4% ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยของ OECD อยู่ที่ 60.7% สะท้อนว่าคนไทยมีพฤติกรรมทางการเงินที่ดีขึ้นในหลายด้าน เช่น การชำระค่าใช้จ่ายตรงเวลา ทั้งค่าน้ำ ค่าไฟ รวมถึงการดูแลการเงินตนเองอย่างใกล้ชิด

อย่างไรก็ดี บางพฤติกรรมก็มีแนวโน้มลดลงจากปี 2565 และต่ำกว่าค่าเฉลี่ย OECD เช่น การจัดสรรเงินก่อนใช้ และการไม่กู้หรือยืมเมื่อเงินไม่พอใช้ พฤติกรรมเหล่านี้อาจส่งผลต่อการจัดการการเงินส่วนบุคคลและครัวเรือน รวมถึงความสามารถในการรับมือสถานการณ์ฉุกเฉินทางการเงินอย่างมีประสิทธิภาพ

สำหรับด้านทัศนคติทางการเงิน (financial attitude) มีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้นที่ 78.2% จากเดิมที่ 76.8% ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยของ OECD ที่ 55.7% โดยส่วนใหญ่ให้ความสำคัญกับการวางแผนการเงินและการออมเพื่ออนาคตมากขึ้น แต่ในกลุ่มวัยรุ่นมีแนวโน้มที่จะให้คุณค่ากับปัจจุบันมากกว่าการวางแผนระยะยาว เนื่องจากค่านิยมและลักษณะการใช้ชีวิตของคนรุ่นใหม่ เช่น “ของมันต้องมี” “ใช้ชีวิตเพื่อความสุขในวันนี้โดยไม่สนวันหน้า” รวมถึงการมีแพลตฟอร์มช็อปปิงออนไลน์และระบบซื้อของก่อนจ่ายทีหลัง ที่เข้ามามีบทบาทในการกระตุ้นการใช้จ่ายเพื่อความสุขในปัจจุบัน

คนไทยให้ความสำคัญกับการออมมากขึ้น

ในปี 2567 สัดส่วนการเก็บออมของคนไทยเพิ่มขึ้นเป็น 91.5% จากปี 2565 อยู่ที่ 87.5% ซึ่งแสดงให้เห็นว่าคนไทยเห็นความสำคัญของการออมมากขึ้น แต่พบว่า 81.5% ยังออมในรูปแบบเงินสดเท่านั้น และ 49.6% อยู่ในบัญชีเพื่อการออม ขณะที่มีเพียง 2.2% ที่นำเงินไปลงทุน จึงอาจสะท้อนให้เห็นถึงความไม่สอดคล้องกันระหว่างพฤติกรรมกับระดับความรู้ความเข้าใจในเรื่องเงินเฟ้อและการกระจายความเสี่ยงที่อยู่ในระดับสูง โดยอาจเกิดจากการขาดความมั่นใจในการลงทุนหรือปัจจัยอื่น ๆ ที่ทำให้คนไทยยังไม่ได้กระจายความเสี่ยงในการลงทุนได้ในทางปฏิบัติ

นอกจากนี้ คนไทยมีแนวโน้มออมเงินเผื่อฉุกเฉินเพิ่มขึ้นเล็กน้อย โดย 77.6% มีเงินออมเผื่อฉุกเฉิน และมีเพียง 23.7% เท่านั้นที่มีเงินออมเผื่อฉุกเฉินอยู่ได้ 6 เดือนขึ้นไป

ในแง่ของการวางแผนการออมเพื่อเกษียณของคนไทยยังมีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง โดยคนไทย 59.7% มีการวางแผนและเริ่มออมเงินเพื่อใช้ยามเกษียณ แต่มีเพียง 14% เท่านั้นที่สามารถทำตามแผนที่วางไว้ได้สำเร็จ

คนไทยมีความตื่นตัวด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์มากขึ้น

80% ของกลุ่มตัวอย่างมีความรู้และความเข้าใจว่าการแชร์หรือโพสต์ข้อมูลส่วนบุคคลในสื่อโซเชียลมีเดียมีความเสี่ยงที่มิจฉาชีพจะนำข้อมูลไปใช้อย่างผิดกฎหมายได้ ซึ่งมากกว่าค่าเฉลี่ย OECD ซึ่งอยู่ที่ 56% โดยมีเพียง 43% เท่านั้นที่ตระหนักถึงความเสี่ยงเมื่อทำธุรกรรมออนไลน์ผ่านระบบไวไฟ (Wi-Fi) สาธารณะเพื่อซื้อของออนไลน์ ซึ่งน้อยกว่าค่าเฉลี่ยของ OECD ที่ 49%

คนไทยเข้าถึงและใช้บริการพื้นฐานทางการเงินในระบบมากขึ้น

ในปี 2567 คนไทย 98.1% เข้าถึงและใช้บริการพื้นฐานทางการเงินในระบบเพิ่มขึ้นจากปี 2565 ซึ่งอยู่ที่ 96.4% โดยคนไทยเข้าถึงบัญชีเงินฝากเพิ่มขึ้นเป็น 96.1% ด้านสินเชื่อลดลงเป็น 31.3% การโอนเงินเพิ่มขึ้นเล็กน้อยเป็น 66.5% และการชำระเงินผ่านตัวกลางลดลงเป็น 78.6% ไม่รวมการชำระเงินด้วยเงินสด

การเข้าถึงและใช้บริการทางการเงินอื่นในระบบ พบว่าบัตรเครดิตลดลงเป็น 7.9% ผลิตภัณฑ์ด้านประกันลดลงเป็น 33.2% และผลิตภัณฑ์ด้านการลงทุน (กองทุนรวม/ตราสารภาครัฐ/ตราสารภาคเอกชน) เพิ่มขึ้นเล็กน้อยเป็น 0.9%

คนไทยเข้าถึงการมีบัญชีเงินฝากครอบคลุมทั้งประเทศ

96.1% ของกลุ่มตัวอย่างมีบัญชีเงินฝากในระบบ แต่มีเพียง 56.1% (จาก 96.1% ของคนที่มีบัญชีเงินฝากในระบบ) มีบัญชีฝากเพื่อออม และกลุ่มนี้มีความเพียงพอของเงินออมเผื่อฉุกเฉินและเพื่อเกษียณอยู่ในระดับดีกว่ากลุ่มที่ไม่มีบัญชีเงินฝากเพื่อออม ซึ่งบัญชีเงินฝากเพื่อออมนี้ถือเป็นอีกเครื่องมือที่ช่วยให้คนไทยสามารถออมเงินได้อย่างมีคุณภาพมากขึ้น

สินเชื่อในระบบปรับลดลงในทุกกลุ่ม

ภาพรวมการใช้สินเชื่อในระบบปรับลดลงเหลือ 39.6% โดยกลุ่มลูกจ้างเอกชนและอาชีพอิสระมีระดับการใช้งานสินเชื่อในระบบที่ค่อนข้างต่ำกว่ากลุ่มอื่น และเป็นกลุ่มที่มีการพึ่งพาแหล่งเงินกู้นอกระบบสูงกว่ากลุ่มอื่นด้วย โดยเหตุผลที่คนไม่สามารถใช้งานสินเชื่อในระบบหรือต้องกู้นอกระบบคือ (1) ฐานะทางการเงินหรือรายได้ไม่เพียงพอ (2) ไม่มีความรู้ความเข้าใจเรื่องสินเชื่อในภาพรวม เช่น การเตรียมตัวและกระบวนการขอสินเชื่อในระบบ และ (3) ไม่กล้าติดต่อขอสินเชื่อในระบบเพราะกลัวถูกปฏิเสธ

แม้การใช้สินเชื่อในระบบจะลดลง แต่ในแง่การใช้สินเชื่อในระบบกับผู้ให้บริการบางรายยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเล็กน้อย ขณะที่บางรายก็มีแนวโน้มลดลงเล็กน้อย จากการสำรวจกลุ่มตัวอย่างที่อายุไม่เกิน 60 ปี และยังทำงานอยู่ โดยให้เลือกจัด 5 อันดับผู้ให้บริการสินเชื่อที่มีการใช้บริการเป็นหลัก โดยจากข้อมูลอันดับแรกที่กลุ่มตัวอย่างตอบ พบว่า มีการเลือกใช้สินเชื่อจากธนาคารพาณิชย์เพิ่มขึ้นเป็น 25.9% โดยมีบทบาทหลักเพิ่มขึ้นในกลุ่มคนรายได้สูง กลุ่มอาชีพที่มีรายได้ประจำและมั่นคง รวมถึงกลุ่มนายจ้าง ในส่วนของบริษัทสินเชื่อส่วนบุคคลภายใต้การกำกับหรือบริษัทเช่าซื้อ ลีสซิ่ง เพิ่มขึ้นเป็น 25.5% ซึ่งมีบทบาทมากขึ้นในกลุ่มรายได้ปานกลางถึงรายได้สูง และลูกจ้างเอกชน ขณะที่สถาบันการเงินเฉพาะกิจลดลงเป็น 33.0% และกองทุนหมู่บ้านลดลงเป็น 10.1% แม้จะปรับลดลง แต่สินเชื่อจากทั้ง 2 แห่งยังคงมีบทบาทสำคัญในกลุ่มรายได้น้อยและอาชีพอิสระ

สินเชื่อในระบบที่ลดลงมีสาเหตุสำคัญมาจากการที่ผู้ให้บริการสินเชื่อไม่กล้าปล่อยสินเชื่อ เพราะ (1) มีข้อมูลพฤติกรรมการใช้จ่ายและการชำระหนี้ไม่เพียงพอในการประเมินความเสี่ยงและความสามารถในการชำระหนี้ เช่น มีข้อมูลการเคลื่อนไหวทางการเงินย้อนหลัง เช่น รายการฝากเงิน ถอนเงิน และโอนเงิน พฤติกรรมการใช้จ่ายและยอดเงินคงเหลือ ณ ช่วงเวลาที่กำหนดกับสถาบันการเงินไม่นานพอ (2) มีความเสี่ยงด้านเครดิตสูงและไม่มีหลักประกันหรือมีไม่เพียงพอ และ (3) รายได้จากยอดสินเชื่อขนาดเล็กไม่คุ้มกับต้นทุนในการประเมินและติดตามความเสี่ยง

ที่ผ่านมา ธปท. ได้พัฒนาบริการทางการเงินที่เหมาะสมกับครัวเรือนและ SMEs รายย่อย ด้วยการเพิ่มผู้ให้บริการในระบบการเงินเพื่อช่วยปิดช่องว่างให้กลุ่มที่ยังเข้าไม่ถึงสินเชื่อ และเพิ่มโอกาสให้ผู้ประกอบการรายย่อยเข้าถึงสินเชื่อในระบบได้มากขึ้น เช่น ผู้ให้บริการสินเชื่อนาโนไฟแนนซ์ และสินเชื่อส่วนบุคคลดิจิทัล

นอกจากนี้ยังมีโครงการและนโยบายอื่น ๆ ที่กำลังดำเนินการเพื่อแก้ไขปัญหาการเข้าถึงสินเชื่อนี้ เช่น โครงการ Your Data ที่จะสร้างกลไกให้ผู้ใช้บริการสามารถใช้สิทธิส่งข้อมูลของตนเองที่อยู่กับผู้ให้บริการทางการเงินและหน่วยงานต่าง ๆ ไปยังผู้ให้บริการที่ต้องการใช้บริการ ผ่านช่องทางดิจิทัลที่สะดวกและปลอดภัย เพื่อให้มีทางเลือกที่จะได้รับบริการทางการเงินที่ตอบโจทย์มากขึ้น เช่น การสมัครขอสินเชื่อ การบริหารจัดการทางการเงินที่เหมาะสมกับแต่ละบุคคล

พร้อมกันนี้ยังได้ดำเนินนโยบายดังกล่าวควบคู่กับมาตรการดูแลและคุ้มครองผู้ใช้บริการทางการเงินผ่านหลักเกณฑ์ต่าง ๆ ที่บังคับใช้กับผู้ให้บริการทางการเงิน อาทิ Responsible Lending การแก้หนี้อย่างยั่งยืน การจัดการปัญหาการทุจริตและหลอกลวง ตลอดจนการส่งเสริมความรู้และทักษะทางการเงินให้แก่กลุ่มต่าง ๆ

คนไทยเข้าถึงบริการทางการเงินได้หลากหลายช่องทาง

คนไทยเข้าถึงบริการทางการเงินผ่านหลากหลายช่องทาง จากการสำรวจกลุ่มตัวอย่างโดยให้เลือกจัด 3 อันดับช่องทางที่ใช้บริการเป็นหลัก พบว่าข้อมูลอันดับแรกที่กลุ่มตัวอย่างเลือก คือ การใช้งานผ่านสาขาของสถาบันการเงินที่ยังคงเป็นช่องทางหลักในทุกบริการพื้นฐาน โดยเฉพาะการฝากเงินอยู่ที่ 81% และการขอสินเชื่ออยู่ที่ 85.8% ขณะที่ตู้ ATM/CDM ยังคงมีบทบาทในการถอนเงินเป็นหลักอยู่ที่ 41.0% สำหรับผู้ให้บริการในลักษณะตัวแทน เช่น ร้านสะดวกซื้อ ไปรษณีย์ ตู้บุญเติม มีบทบาทมากที่สุดในบริการชำระเงินอยู่ที่ 19.3% นอกจากนี้การใช้งานอินเทอร์เน็ตหรือ mobile application ก็มีเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด โดยมีบทบาทสำคัญในการโอนเงินอยู่ที่ 52.6% และการชำระเงิน 36.5%

การใช้บริการทางการเงินผ่านช่องทางดิจิทัลดีขึ้นต่อเนื่อง แต่ยังเข้าไม่ถึงบางกลุ่ม

แม้ว่าพัฒนาการของการใช้บริการทางการเงินผ่านช่องทางดิจิทัลในภาพรวมจะปรับดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่ในกลุ่มผู้สูงอายุ กลุ่มรายได้น้อย และกลุ่มนอกเขตเมืองยังคงเข้าถึงช่องทางดิจิทัลได้ไม่มากเท่ากลุ่มอื่น อันมีสาเหตุหลักมาจาก (1) ใช้งานไม่เป็น (2) ใช้เงินสดสะดวกกว่า (3) กังวลเรื่องความปลอดภัย (4) ไม่มีความจำเป็นต้องใช้ และ (5) ไม่มีอุปกรณ์ เช่น โทรศัพท์มือถือ

ที่ผ่านมา ธปท. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ให้ความรู้ความเข้าใจในการใช้บริการทางการเงินดิจิทัล เพื่อให้ประชาชนตระหนักถึงความปลอดภัยในการใช้งานและสามารถเลือกใช้บริการได้อย่างเหมาะสมและเกิดประโยชน์สูงสุด ขณะเดียวกันก็ออกมาตรการและนโยบายต่าง ๆ ที่เพิ่มความปลอดภัยในการใช้งาน เช่น การยืนยันตัวตนด้วยการสแกนใบหน้า ให้สถาบันการเงินงดแนบลิงก์ทาง SMS และอีเมล เพื่อป้องกันการโจรกรรมจากมัลแวร์ การแจ้งเตือนเงินเข้าออกในทันที รวมถึงจัดให้มีช่องทางให้สามารถสอบถาม ร้องเรียน และแจ้งเหตุอย่างชัดเจน เพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่ประชาชน

แนวทางพัฒนาทักษะทางการเงิน

ทักษะทางการเงินถือเป็นรากฐานสำคัญในการใช้ชีวิตของคนทุกช่วงวัยที่ช่วยสร้างภูมิคุ้มกันทางการเงิน เสริมความมั่นคงในชีวิต และส่งเสริมให้คนไทยมีความเป็นอยู่ทางการเงินที่ดีอย่างยั่งยืน ทั้งยังส่งผ่านไปยังภาพรวมของประเทศไทยให้มีความมั่นคง และพร้อมรับกับความท้าทายทางเศรษฐกิจในอนาคต

ธปท. จึงร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการผลักดันทักษะทางการเงินเข้าสู่ระบบการศึกษาเพื่อสร้างภูมิคุ้มกันทางการเงินที่มั่นคง รวมทั้งจัดให้มีเครื่องมือที่เป็นประโยชน์ เช่น โปรแกรมคำนวณเงินออม คำนวณเงินกู้ เปรียบเทียบผลิตภัณฑ์เงินฝาก ผ่านทางหน้าเว็บไซต์ ธปท. เพื่อส่งเสริมพฤติกรรมทางการเงินที่เหมาะสมและยกระดับทักษะทางการเงินของประชาชนอย่างต่อเนื่องผ่านช่องทางสื่อโซเชียลมีเดีย เพื่อสื่อสารค่านิยมทางการเงินที่ดีแก่ประชาชน

อ่านผลสำรวจทักษะทางการเงิน ระดับการออม และการใช้บริการทางการเงินของคนไทย ปี 2567 ฉบับเต็ม ได้ที่ https://www.bot.or.th/content/dam/bot/documents/th/research-and-publications/reports/financial-access-survey-of-thai-household/fl-fi-hh-survey-report-2024-th.pdf

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...