โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

หุ้นไทย มีกลุ่มพลังงานเป็นบังเกอร์สูงถึง 31 % จะต้านทานวิกฤติตะวันออกกลางได้แค่ไหน

การเงินธนาคาร

อัพเดต 02 มี.ค. เวลา 10.24 น. • เผยแพร่ 02 มี.ค. เวลา 02.57 น.

หุ้นไทย มีกลุ่มพลังงาน -ปิโตรเคมี สัดส่วนใหญ่ที่สุดถึง 31% ความผันผวนของราคาน้ำมันขาขึ้นเป็นแรงพยุงดัชนีนักวิเคราะห์คัดหุ้นรับผลบวกจากสงครามตะวันออกกลาง ฟันด์โฟลว์ไหลเข้า

2 มีนาคม 2569 บล.เอเซีย พลัส ประเมินวิกฤตตะวันออกกลางกับผลกระทบต่อตลาดหุ้นไทยว่า หุ้นไทย (SET) จะแข็งแกร่งและทนทานกว่าตลาดอื่นๆ ในภูมิภาค เนื่องจากโครงสร้างตลาดหุ้นไทยมีกลุ่มพลังงานและปิโตรเคมี (ENERG + PETRO) เป็นสัดส่วนใหญ่ที่สุดถึง 31% ความผันผวนของราคาน้ำมันขาขึ้นจึงกลายเป็นแรงพยุงดัชนี

นอกจากนี้ หุ้นกลุ่มโรงกลั่นและพลังงานของไทยยังมี Valuation ที่น่าสนใจ ทั้งค่า P/E และ P/BV ที่ต่ำ รวมถึงมีอัตราเงินปันผล (Dividend Yield) ในระดับสูง

คัดหุ้นรับอานิสงส์-เลี่ยงหุ้นรับผลกระทบ

บล.เอเซีย พลัส ได้จัดเตรียมกลยุทธ์รับมือความผันผวนจาก "Operation Epic Fury" โดยแบ่งกลุ่มหุ้นดังนี้:

  • กลุ่มที่ได้รับ Sentiment เชิงบวก (ได้รับอานิสงส์): แนะนำหุ้นกลุ่มอิงราคา Commodity และพลังงาน ได้แก่ PTT, PTTEP, TOP, SPRC, STA และกลุ่มเดินเรือ/โลจิสติกส์ที่ได้ผลบวกจากการเร่งตัวของการขนส่ง ได้แก่ RCL, PSL, TTA
  • กลุ่มที่ได้รับ Sentiment เชิงลบระยะสั้น (ควรระมัดระวัง): กลุ่มที่แบกรับต้นทุนพลังงานสูงขึ้น เช่น BGRIM, GPSC, GLOBAL, TASCO กลุ่มขนส่งทางอากาศ เช่น AOT, THAI, AAV กลุ่มท่องเที่ยวที่อ่อนไหวต่อเงินเฟ้อ เช่น CENTEL, MINT รวมถึงกลุ่มไฟแนนซ์ที่เปราะบางหากเงินเฟ้อและดอกเบี้ยปรับขึ้น เช่น MTC, SAWAD, TIDLOR

นายพิริยพล คงวาณิช นักกลยุทธ์ บล.บัวหลวง เผยว่า ภาวะตลาดหุ้นไทยกำลังเผชิญกับบททดสอบสำคัญ ทั้งจากความตึงตัวในระยะสั้นและปัจจัยกดดันทางภูมิรัฐศาสตร์ โดยเฉพาะภาวะสงครามระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน

หากอิงจากสงคราม 4 ครั้งหลักในอดีต ทั้งอิรัก-คูเวต (1990), สหรัฐฯ- อิรัก (2003), รัสเซีย-ยูเครน (2022), อิหร่าน-อิสราเอล (2025) น้ำมันปรับขึ้นเฉลี่ยราว 9% ภายใน 2 สัปดาห์แรก และอาจเร่งตัวขึ้นไป 13% ภายใน 1 เดือน และอาจกดดันดัชนีหุ้นไทย (SET) ปรับฐานเฉลี่ย 4-5% ใน 1 สัปดาห์สวนทางกับกลุ่มพลังงานไม่รวมโรงไฟฟ้า กลุ่มสื่อสารและโรงพยาบาลที่ยังให้ผลตอบแทนเป็นบวก

สำหรับรอบนี้หากสงครามทวีความรุนแรงขึ้น-ยืดเยื้อบานปลาย อาจกดดันให้ดัชนีเข้าสู่รอบการปรับฐานซึ่งอาจกินเวลาประมาณ 2-4 สัปดาห์ downside ราว 5-10% อาจกดดันดัชนีลงไปบริเวณ 1,400-1,450 ได้ขึ้นอยู่กับว่าสถานการณ์จะยืดเยื้อเพียงใด

อย่างไรก็ตาม หากแรงกดดันดังกล่าวเริ่มคลี่คลายและคู่ขัดแย้งหันหน้าเข้าสู่โต๊ะเจรจา เราเชื่อว่า SET Index จะสามารถพลิกฟื้นกลับเข้าสู่รอบขาขึ้นได้อีกครั้ง โดยมีแรงหนุนสำคัญจากการฟื้นตัวของกำไรต่อหุ้นและเม็ดเงินลงทุนจากต่างชาติที่จ่อคิวไหลเข้ามาไทย

หากพิจารณาจากสถิติในอดีตจะพบว่าฟันด์โฟลว์มักจะไหลเข้าต่อเนื่องเฉลี่ยถึง 10 เดือน ด้วยยอดซื้อสุทธิสูงถึง 1.6 แสนล้านบาท และจะดันให้ส่วนต่างผลตอบแทนหุ้นกับพันธบัตรรัฐบาลอายุ 10 ปี (Earning Yield Gap) ลงไปแตะระดับ 3% ก่อนจะจบรอบ

กลยุทธ์ลงทุนรอสะสมจังหวะตลาดปรับฐาน เน้นหุ้นเป้าหมายฟันด์โฟลว์ต่างชาติ ที่มีสถิติเป็นหุ้นที่ฟันโฟลว์มักไหลเข้ารอบก่อน-ราคายังต่ำมูลค่า เช่น BH, CPALL, CPN, MINT

หุ้นไทยมีกลุ่มพลังงานเป็นบังเกอร์สูงถึง 31 % จะต้านทานวิกฤติตะวันออกกลางได้แค่ไหน

บล.หยวนต้า กางสถิติในอดีตช่วงสงครามรัสเซียปี 2022 และสงคราม 12 วัน ปี 2025 พบว่า

  • หุ้นพลังงานต้นน้ำ (PTTEP) ให้ผลตอบแทนดีที่สุด
  • หุ้นโรงกลั่นปรับขึ้นช่วงแรก ก่อนอ่อนตัวจากความเสี่ยงอุปสงค์และค่าขนส่ง
  • หุ้นโรงไฟฟ้า SPP ถูกกดดันจากต้นทุนก๊าซที่สูงขึ้น
  • หุ้นปิโตรเคมี Naphtha-based ถูกกระทบจากต้นทุนวัตถุดิบ
  • หุ้นค้าปลีกน้ำมันมีความเสี่ยงด้าน Regulatory จากมาตรการรัฐ

ในเชิงกลยุทธ์ มอง PTTEP เป็นตัวเลือกหลักสำหรับ Hedging ความเสี่ยง โดยประเมินว่าราคาน้ำมันทุก US$1/bbl มีผลต่อกำไรประมาณ 1 พันล้านบาทต่อปี และราคาเหมาะสมราว 1.60 บาทต่อหุ้น

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้องกับ สถานการณ์หุ้นไทย-ตลาดหุ้นไทย ได้ที่นี่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...