หุ้นไทย มีกลุ่มพลังงานเป็นบังเกอร์สูงถึง 31 % จะต้านทานวิกฤติตะวันออกกลางได้แค่ไหน
หุ้นไทย มีกลุ่มพลังงาน -ปิโตรเคมี สัดส่วนใหญ่ที่สุดถึง 31% ความผันผวนของราคาน้ำมันขาขึ้นเป็นแรงพยุงดัชนีนักวิเคราะห์คัดหุ้นรับผลบวกจากสงครามตะวันออกกลาง ฟันด์โฟลว์ไหลเข้า
2 มีนาคม 2569 บล.เอเซีย พลัส ประเมินวิกฤตตะวันออกกลางกับผลกระทบต่อตลาดหุ้นไทยว่า หุ้นไทย (SET) จะแข็งแกร่งและทนทานกว่าตลาดอื่นๆ ในภูมิภาค เนื่องจากโครงสร้างตลาดหุ้นไทยมีกลุ่มพลังงานและปิโตรเคมี (ENERG + PETRO) เป็นสัดส่วนใหญ่ที่สุดถึง 31% ความผันผวนของราคาน้ำมันขาขึ้นจึงกลายเป็นแรงพยุงดัชนี
นอกจากนี้ หุ้นกลุ่มโรงกลั่นและพลังงานของไทยยังมี Valuation ที่น่าสนใจ ทั้งค่า P/E และ P/BV ที่ต่ำ รวมถึงมีอัตราเงินปันผล (Dividend Yield) ในระดับสูง
คัดหุ้นรับอานิสงส์-เลี่ยงหุ้นรับผลกระทบ
บล.เอเซีย พลัส ได้จัดเตรียมกลยุทธ์รับมือความผันผวนจาก "Operation Epic Fury" โดยแบ่งกลุ่มหุ้นดังนี้:
- กลุ่มที่ได้รับ Sentiment เชิงบวก (ได้รับอานิสงส์): แนะนำหุ้นกลุ่มอิงราคา Commodity และพลังงาน ได้แก่ PTT, PTTEP, TOP, SPRC, STA และกลุ่มเดินเรือ/โลจิสติกส์ที่ได้ผลบวกจากการเร่งตัวของการขนส่ง ได้แก่ RCL, PSL, TTA
- กลุ่มที่ได้รับ Sentiment เชิงลบระยะสั้น (ควรระมัดระวัง): กลุ่มที่แบกรับต้นทุนพลังงานสูงขึ้น เช่น BGRIM, GPSC, GLOBAL, TASCO กลุ่มขนส่งทางอากาศ เช่น AOT, THAI, AAV กลุ่มท่องเที่ยวที่อ่อนไหวต่อเงินเฟ้อ เช่น CENTEL, MINT รวมถึงกลุ่มไฟแนนซ์ที่เปราะบางหากเงินเฟ้อและดอกเบี้ยปรับขึ้น เช่น MTC, SAWAD, TIDLOR
นายพิริยพล คงวาณิช นักกลยุทธ์ บล.บัวหลวง เผยว่า ภาวะตลาดหุ้นไทยกำลังเผชิญกับบททดสอบสำคัญ ทั้งจากความตึงตัวในระยะสั้นและปัจจัยกดดันทางภูมิรัฐศาสตร์ โดยเฉพาะภาวะสงครามระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน
หากอิงจากสงคราม 4 ครั้งหลักในอดีต ทั้งอิรัก-คูเวต (1990), สหรัฐฯ- อิรัก (2003), รัสเซีย-ยูเครน (2022), อิหร่าน-อิสราเอล (2025) น้ำมันปรับขึ้นเฉลี่ยราว 9% ภายใน 2 สัปดาห์แรก และอาจเร่งตัวขึ้นไป 13% ภายใน 1 เดือน และอาจกดดันดัชนีหุ้นไทย (SET) ปรับฐานเฉลี่ย 4-5% ใน 1 สัปดาห์สวนทางกับกลุ่มพลังงานไม่รวมโรงไฟฟ้า กลุ่มสื่อสารและโรงพยาบาลที่ยังให้ผลตอบแทนเป็นบวก
สำหรับรอบนี้หากสงครามทวีความรุนแรงขึ้น-ยืดเยื้อบานปลาย อาจกดดันให้ดัชนีเข้าสู่รอบการปรับฐานซึ่งอาจกินเวลาประมาณ 2-4 สัปดาห์ downside ราว 5-10% อาจกดดันดัชนีลงไปบริเวณ 1,400-1,450 ได้ขึ้นอยู่กับว่าสถานการณ์จะยืดเยื้อเพียงใด
อย่างไรก็ตาม หากแรงกดดันดังกล่าวเริ่มคลี่คลายและคู่ขัดแย้งหันหน้าเข้าสู่โต๊ะเจรจา เราเชื่อว่า SET Index จะสามารถพลิกฟื้นกลับเข้าสู่รอบขาขึ้นได้อีกครั้ง โดยมีแรงหนุนสำคัญจากการฟื้นตัวของกำไรต่อหุ้นและเม็ดเงินลงทุนจากต่างชาติที่จ่อคิวไหลเข้ามาไทย
หากพิจารณาจากสถิติในอดีตจะพบว่าฟันด์โฟลว์มักจะไหลเข้าต่อเนื่องเฉลี่ยถึง 10 เดือน ด้วยยอดซื้อสุทธิสูงถึง 1.6 แสนล้านบาท และจะดันให้ส่วนต่างผลตอบแทนหุ้นกับพันธบัตรรัฐบาลอายุ 10 ปี (Earning Yield Gap) ลงไปแตะระดับ 3% ก่อนจะจบรอบ
กลยุทธ์ลงทุนรอสะสมจังหวะตลาดปรับฐาน เน้นหุ้นเป้าหมายฟันด์โฟลว์ต่างชาติ ที่มีสถิติเป็นหุ้นที่ฟันโฟลว์มักไหลเข้ารอบก่อน-ราคายังต่ำมูลค่า เช่น BH, CPALL, CPN, MINT
หุ้นไทยมีกลุ่มพลังงานเป็นบังเกอร์สูงถึง 31 % จะต้านทานวิกฤติตะวันออกกลางได้แค่ไหน
บล.หยวนต้า กางสถิติในอดีตช่วงสงครามรัสเซียปี 2022 และสงคราม 12 วัน ปี 2025 พบว่า
- หุ้นพลังงานต้นน้ำ (PTTEP) ให้ผลตอบแทนดีที่สุด
- หุ้นโรงกลั่นปรับขึ้นช่วงแรก ก่อนอ่อนตัวจากความเสี่ยงอุปสงค์และค่าขนส่ง
- หุ้นโรงไฟฟ้า SPP ถูกกดดันจากต้นทุนก๊าซที่สูงขึ้น
- หุ้นปิโตรเคมี Naphtha-based ถูกกระทบจากต้นทุนวัตถุดิบ
- หุ้นค้าปลีกน้ำมันมีความเสี่ยงด้าน Regulatory จากมาตรการรัฐ
ในเชิงกลยุทธ์ มอง PTTEP เป็นตัวเลือกหลักสำหรับ Hedging ความเสี่ยง โดยประเมินว่าราคาน้ำมันทุก US$1/bbl มีผลต่อกำไรประมาณ 1 พันล้านบาทต่อปี และราคาเหมาะสมราว 1.60 บาทต่อหุ้น