เอกนิติ ถกทีมไทยแลนด์ วางหมากเจราภาษีทรัมป์ คลังชี้ 150 วันจังหวะเร่งส่งออก
จากนโยบายการค้าล่าสุดของนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ที่ประกาศปรับขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจากทุกประเทศทั่วโลก (Worldwide Tariff) จาก 10% เป็น 15% ซึ่งมาตรการดังกล่าวมีระยะเวลา 150 วัน กลายเป็นโจทย์ใหญ่ที่รัฐบาลไทยต้องเร่งวางแผนเชิงรุก เพื่อหาทางออกและลดผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับผู้ประกอบการไทยในระยะยาว
สถานการณ์ดังกล่าวทำให้ “ทีมไทยแลนด์” ต้องเร่งตั้งหลักพร้อมวางแผนรับมือ โดยล่าสุดวันนี้(2 มี.ค.69) นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นั่งหัวโต๊ะหารือร่วมกับนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รมว.พาณิชย์, นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รมว.การต่างประเทศ หน่วยงานเศรษฐกิจที่เกี่ยวข้อง และภาคเอกชน เพื่อประเมินผลกระทบและวางยุทธศาสตร์เจรจารอบใหม่กับสหรัฐ
“รายละเอียดต่าง ๆ คงต้องมาคุยกันก่อน โดยจะต้องมีการหารือว่าจะวางกลยุทธ์ในการเจรจากับเขาหลังจากนี้ต่อไปอย่างไร หลังจากที่ศาลสูงสหรัฐฯ มีคำตัดสินออกมา”
วงประชุมมีทั้ง นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ซึ่งยอมรับว่าสถานการณ์ยังสับสน เนื่องจากอัตราภาษี 19% ที่ไทยเคยถูกพูดถึงก่อนหน้าได้ถูกยกเลิก และแทนที่ด้วยอัตรา 15% แบบชั่วคราว ทำให้ฐานการเจรจาเดิมต้องถูกทบทวนทั้งหมด
โจทย์สำคัญจึงอยู่ที่ “ไทยจะยืนอยู่ตรงไหน” ในเกมที่กติกายังไม่นิ่ง และคู่เจรจามีหลายศูนย์อำนาจ ทั้งผู้แทนการค้าสหรัฐ (USTR) ทำเนียบขาว กระทรวงการคลัง และกระทรวงพาณิชย์ของสหรัฐ ซึ่งจำเป็นต้องประสานข้อมูลผ่านสถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. อย่างใกล้ชิด
“ขณะนี้อัตรา 15% เป็นเพียงมาตรการชั่วคราว และอาจมีการปรับเพิ่มได้ในอนาคต ส่วนอัตรา 19% ที่เคยเจรจากันก่อนหน้านี้ก็ยังไม่มีข้อยุติชัดเจน เพราะยังมีเงื่อนไขภายในที่ต้องดำเนินการ เช่น การเปิดตลาดและมาตรการภาคเกษตร หลังจากนี้ต้องติดตามทิศทางอย่างใกล้ชิด แม้การเจรจาหลักจะเป็นหน้าที่ของกระทรวงพาณิชย์ แต่กระทรวงการต่างประเทศพร้อมสนับสนุนด้านยุทธศาสตร์ ท่ามกลางความไม่แน่นอนที่กระทบภาคธุรกิจโดยตรง จึงต้องเร่งกำหนดท่าทีให้ชัดเจน”
ด้าน ลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง ระบุว่า ภายใต้มาตรการ Worldwide Tariff ที่กำหนดกรอบเวลา 150 วัน ไทยจำเป็นต้องเร่งหารือทุกภาคส่วนเพื่อกำหนดยุทธศาสตร์รับมือให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อผู้ประกอบการ เพราะอัตรา 15% ยังเป็นเพียงมาตรการชั่วคราวและอาจมีการเปลี่ยนแปลงได้
พร้อมประเมินว่า ช่วง 150 วันข้างหน้าอาจเป็น “หน้าต่างโอกาส” หากผู้ส่งออกไทยสามารถเร่งคำสั่งซื้อและส่งมอบสินค้าได้ทันก่อนมาตรการใหม่จะมีความชัดเจนมากขึ้น โดยย้ำว่าขณะนี้ต้องกำหนดท่าทีให้ชัด ลดความไม่แน่นอนที่กระทบต่อการตัดสินใจของภาคธุรกิจในระยะสั้นถึงกลาง