โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไอที ธุรกิจ

ส่องธุรกิจขนส่งสินค้าทางทะเลปี 69-70 คาดรายได้ลด จากค่าระวางเรือ ภาษีสหรัฐพ่นพิษ

The Bangkok Insight

อัพเดต 22 ม.ค. เวลา 05.03 น. • เผยแพร่ 22 ม.ค. เวลา 05.03 น. • The Bangkok Insight

Krungthai COMPASS คาดการณ์รายได้ธุรกิจขนส่งสินค้าทางทะเลช่วงปี 2569-2570 ปรับตัวลดลงต่อเนื่อง ผลจากค่าระวางเรือที่ลดลง ส่งออกกระทบจากภาษีสหรัฐ แนะผู้ประกอบการปรับตัวรับกฎการค้าโลก โดยเฉพาะความยั่งยืน

ธุรกิจขนส่งสินค้าทางทะเลจัดอยู่ในกลุ่มอุตสาหกรรมขนส่งและโลจิสติกส์ โดยรายได้ส่วนใหญ่มาจากค่าบริการขนส่งสินค้าในลักษณะตู้สินค้า (ตู้คอนเทนเนอร์) และสินค้าเทกอง โดยในปี 2569-2570 รายได้รวมของธุรกิจขนส่งสินค้าทางทะเลคาดว่าจะหดตัว 4.5% และ 1.8% ตามลำดับ หลังจากที่คาดว่าจะลดลง 3%
ในปี 2568 โดยการปรับตัวของรายได้รวมของธุรกิจเป็นผลจากค่าระวางเรือ ซึ่งในช่วงปี 2568-2570 คาดว่าจะลดลงในทิศทางเดียวกับค่าระวางเรือของโลก

ธุรกิจขนส่งสินค้าทางทะเล

ค่าระวางเรือขนส่งสินค้าในปี 2569-2570 คาดมีแนวโน้มลดลง โดยเป็นผลจาก

1. ค่าระวางเรือคอนเทนเนอร์โลก สะท้อนจาก SCFI เฉลี่ยปี 2569-2570 คาดว่าจะอยู่ในช่วง 1,300-1,600
และ 1,200-1,500 ดอลลาร์/ตู้สินค้า ตามลำดับ จากค่าเฉลี่ยปี 2568 ที่ 1,587 ดอลลาร์ ส่วนหนึ่งเป็นผลจาก ซัพพลายกองเรือโลกที่คาดเพิ่มขึ้น 3% และ 3.5% ในปี 2569-2570 ส่วนดีมานด์ คาดปรับขึ้นเฉลี่ยราว 2.5-3.5% ทั้งสองปี

2. ค่าระวางเรือสินค้าเทกองโลก คาดว่าปี 2569-2570 จะอยู่ในช่วง 1,400-1,800 ทั้งสองปี จากเฉลี่ยปี 2568 ที่ 1,673 ส่วนหนึ่งเป็นผลจากซัพพลายกองเรือสินค้าเทกองโลกที่เพิ่มขึ้นราว 2.8% และ 2.7% ในปี 2569-2570 ส่วนดีมานด์คาดปรับขึ้น 1.5-2.5% และ 1-2%

ทั้งนี้ ปริมาณขนส่งสินค้าทางทะเลของไทยในช่วง 9 เดือนปี 2568 เพิ่มขึ้นถึง 6% เป็นราว 94.8 ล้านตัน ส่วนหนึ่งเป็นผลจากการเร่งส่งออกสินค้าไปยังสหรัฐ แต่ปัจจัยดังกล่าวคาดทยอยหมดลงในช่วงถัดไป โดยภาพรวมทั้งปี 2568 คาดว่าปริมาณขนส่งสินค้าทางทะเลจะเพิ่มขึ้น 6% เป็น 189 ล้านตัน สอดคล้องกับการส่งออกและนำเข้าของไทยที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้น 10% และ 10.2% ตามลำดับ

ส่วนปี 2569 ปริมาณขนส่งสินค้าทางทะเลคาดจะลดลง 3% เป็น 183 ล้านตัน ตามการส่งออกและนำเข้าของไทยที่ประเมินว่าจะลดลง 1% และ 0.6% ตามลำดับ ส่วนหนึ่งเป็นผลกระทบจากการจัดเก็บภาษีเต็มปีของสหรัฐ ที่อาจทำให้การนำเข้าสินค้าจากไทยลดลง และการเติบโตทางเศรษฐกิจของคู่ค้าหลัก เช่น จีน ที่คาดว่าจะชะลอตัวลงจาก 4.8% ในปี 2568 เป็น 4.2% และ 4.2% ในปี 2569 และ 2570 ตามลำดับ ซึ่งอาจทำให้การส่งสินค้าจากไทยไปจีนทางทะเลลดลงตาม

ต้นทุนด้านน้ำมันเชื้อเพลิง หรือ น้ำมันเตา (Marine Fuel Oil: MFO) เป็นต้นทุนหลักของธุรกิจขนส่งสินค้าทางทะเล ที่มีสัดส่วนราว 45% ของค่าใช้จ่ายต้นทุนทั้งหมด ส่วนต้นทุนแรงงานและต้นทุนทางด้านพาหนะและอุปกรณ์ เป็นต้นทุนที่มีสัดส่วนเป็นลำดับที่ 2 และ 3 ที่ราว 22% และ 6%

ด้านกำไรของธุรกิจเกิดจากค่าบริการหรือค่าระวางในการขนส่งสินค้าทางทะเล หักลบด้วยค่าใช้จ่ายทั้งหมดในการดำเนินการ อย่างไรก็ดี ผู้ประกอบการขนส่งทางทะเลสามารถเรียกเก็บค่าระวางพิเศษ (Shipping surcharge) หรือค่าธรรมเนียมจากผู้รับบริการเพิ่มขึ้นได้ เช่น ค่าธรรมเนียมนำามันเชื้อเพลิงที่สายเรือเรียกเก็บเพื่อชดเชยต้นทุนที่เพิ่มขึ้นจากราคาน้ำมัน

ในปี 2569-2570 ค่าใช้จ่ายของธุรกิจมีแนวโน้มลดลงจากปี 2568 ตามราคาน้ำมันเชื้อเพลิงสำหรับเรือที่มีแนวโน้มลดลง โดยราคาน้ำมันเชื้อเพลิง Marine Fuel Oil (MFO) มีแนวโน้มลดลงตามราคาน้ำมันดิบ ซึ่งคาดว่าราคาน้ำมันดิบดูไบเฉลี่ยจะลดลงจาก 68.5 ดอลลาร์/บาร์เรล ในปี 2568 เป็น 61.3 และ 64.4 ดอลลาร์/บาร์เรลในปี 2569-2570 และคาดว่าจะส่งผลให้น้ำมันเชื้อเพลิงของเรือมีราคาลดลงตาม

ในระยะถัดไป ธุรกิจขนส่งสินค้าทางทะเลมีแนวโน้มจะเผชิญกับความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์เป็นหลัก โดย
มีรายละเอียด ดังนี้

ด้านสงครามการค้า ยังต้องจับตาเรื่องปริมาณการขนส่งสินค้าทางทะเล หลังสหรัฐประกาศอัตราภาษี
ที่ชัดเจนซึ่งอาจส่งผลลบต่อปริมาณสินค้าที่นำเข้าจากภาษีที่เพิ่มขึ้น รวมถึงกฎระเบียบอื่นๆ เช่น การเก็บ
ค่าธรรมเนียมการขนส่งสินค้าของสหรัฐ กับเรือที่ต่อในจีน ที่ปัจจุบันถูกเลื่อนออกไป 12 เดือนจากเดิมที่
คาดว่าจะเริ่มเก็บ 14 ต.ค. 2568 ซึ่งอาจทำให้ค่าขนส่งสินค้าในภาพรวมเพิ่มขึ้นตาม

ด้านสงครามการสู้รบ คาดว่าสถานการณ์ความไม่สงบในเส้นทางทะเลแดงจะคลี่คลาย โดยใน ต.ค.2568
อิสราเอลและกลุ่มฮามาสได้เห็นพ้องในข้อตกลงตามแผนสันติภาพ จากนั้น สายเรือสำคัญ เช่น Maersk
ได้เริ่มกลับไปใช้เส้นทางดังกล่าว เมื่อ 18-19 ธ.ค. 2568 โดยมีเรือ Maersk Sebarok ได้เดินทางโดย
สำเร็จและเรือทั้งหมดของ Maersk จะเริ่มใช้เส้นทางดังกล่าวในระยะถัดไป

การกลับไปเดินเรือในเส้นทางดังกล่าวของสายเรือต่าง ๆ คาดว่าจะส่งผลให้ค่าระวางเรือในภาพรวมมีแนวโน้มลดลงเนื่องจากการย่นระยะทางในเส้นทางเอเชีย-ยุโรป ได้ถึง 3,000-3,500 ไมล์ทะเล จากเส้นทางที่ต้องผ่านแหลมกู้ดโฮป หรือ ใช้เวลาขนส่งสินค้าลดลงถึง 10-14 วัน

นอกจากนี้ ในช่วงที่ผ่านมาได้มีการ Joint Venture (JV)ระหว่างผู้ประกอบการในการขนส่งทางทะเล เช่น
AD Ports Group และ CEI Supply Chain Logistics เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการขนส่ง door-to-door ใน
ปากีสถานและภูมิภาค SamuderaJapan และ Imoto Corp. ตั้งบริษัทขนส่งในญี่ปุ่น ทำให้ผู้ประกอบ
การรายอื่นต้องปรับตัวในการแข่งขันในการให้บริการ

นอกจากนี้ ปัจจุบัน แนวคิดเกี่ยวกับการพัฒนาองค์กรอย่างยั่งยืน เช่น ESG ซึ่งประกอบไปด้วย สิ่งแวดล้อม (Environment) สังคม (Social) และ ธรรมาภิบาล (Governance) เข้ามามีบทบาทกับอุตสาหกรรมขนส่งและโลจิสติกส์ ซึ่งรวมถึงการขนส่งสินค้าทางทะเลมากขึ้น โดยเฉพาะด้านสิ่งแวดล้อม ซึ่งพบว่า อุตสาหกรรมขนส่งทางทะเลมีการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกราว 3% ของการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากอุตสาหกรรมทั่วโลก ส่วนหนึ่งเกิดจากการที่เรือเดินทะเลส่วนใหญ่ยังใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลในการขับเคลื่อน รวมถึงประสิทธิภาพของการใช้พลังงานยังต่ำ

อย่างไรก็ดี ในปี 2569 International Maritime Organization (IMO) มีแนวโน้มกำหนดมาตรเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (GHG)ที่เข้มข้นขึ้น เช่น เรือจะต้องลดความเข้มข้นของการปล่อยก๊าซคาร์บอน
ไดออกไซด์ (CO2) ลง 2% ต่อปี ตั้งแต่ปี 2569 เป็นต้นไป

IMO Net-Zero Framework ซึ่งประกอบ ด้วย 2 ส่วนหลัก ได้แก่ 1.มาตรฐานเชื้อเพลิงโลก (Global Fuel
Standard) และ 2.กลไกการกำหนดราคา (Pricing Mechanism) เมื่อมีการปล่อย GHG สูงกว่าปริมาณ
ที่กำหนด ซึ่งทำให้ผู้ประ กอบการขนส่งสินค้าทางทะเลต้องเตรียมพร้อมต่อการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้มากขึ้น

การขนส่งสินค้าด้วยตู้สินค้าเย็น (Reefer container) เป็นหนึ่งเซ็กเมนต์ของการขนส่งสินค้าทางทะเลที่มี
แนวโน้มเติบโต โดย Intel Market Research คาดว่า ในปี 2568 ตลาดการขนส่งสินค้าด้วยตู้สินค้าเย็นของ
โลกจะเติบโตราว 6% เป็น 2.06 พันล้านดอลลาร์ และคาดเติบโตต่อเนื่อง 6.5% ในช่วงปี 2568-2574 ซึ่งสอดคล้องกับการประเมินของ DHL

ส่วนในปี 2569 DHL คาดว่าอุปสงค์ของตู้สินค้าเย็น จะปรับขึ้นราว 5-6% โดยเป็นการขับเคลื่อนจากการขนส่งอาหารทะเล ยาและเวชภัณฑ์ ในภูมิภาคอเมริกาเหนือ เอเชียตะวันออก และตะวันออกกลาง ขณะที่จำนวนคอนเทนเนอร์คาดว่าจะมีปริมาณเพิ่มขึ้นราว 9.5 หมื่นตู้ ซึ่งอาจเป็นปัจจัยกดดันค่าระวางเรือตู้สินค้าเย็นในปี 2569 ได้

บทวิเคราะห์โดย สุปรีย์ ศรีสำราญ นักวิเคราะห์

อ่านข่าวเพิ่มเติม

ติดตามเราได้ที่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...