โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

"Big Data" บนจานซูชิของ Sushiro เบื้องหลังรายได้กว่า 4,700 ล้าน

ThaiFranchiseCenter

เผยแพร่ 06 มี.ค. เวลา 23.16 น.

เมื่อก่อนมีคำว่า “ปลาใหญ่กินปลาเล็ก” คือธุรกิจที่เป็นรายใหญ่มักเอาชนะรายเล็กด้วยต้นทุนทางธุรกิจที่มากกว่า แต่พอยุคสมัยเปลี่ยนไปประโยคที่ว่า “ใครเร็วกว่าได้เปรียบ” เข้ามาแทนที่สะท้อนให้เห็นถึงพฤติกรรมผู้บริโภคที่มีตัวเลือกมากขึ้นใครดีกว่าคุ้มกว่าน่าสนใจกว่าก็จะถูกเลือกจากลูกค้า สัมพันธ์กับการตลาดแบบ “Speed to Market” ที่มีอิทธิพลในยุคนี้อย่างมาก

ถ้ามองลึกถึงรายละเอียด Speed to Market ไม่ใช่แค่การรีบลงมือทำก่อนคนอื่น แต่หมายถึงการปรับโครงสร้างกระบวนการทำงานทั้งหมดให้มี ความคล่องตัวเพื่อลดระยะเวลาในทุกขั้นตอน ไล่ตั้งแต่

  • การคิดค้นไอเดีย
  • การพัฒนา หรือ Development
  • การผลิต (Production)
  • การจัดจำหน่ายและการตลาด (Distribution & Marketing)

Speed to Market มีผลต่อยอดขายทางธุรกิจแค่ไหน?

ภาพจาก www.facebook.com/SushiroThailand

ความเร็วในการเข้าถึงลูกค้ามีผลโดยตรงต่อผลประกอบการทางธุรกิจ ที่ชัดเจนมากคือเพิ่มโอกาสปิดการขายได้มากกว่า 20% ยกตัวอย่างว่ามีลูกค้ามาสอบถามสินค้าและบริการหากเราตอบกลับได้ภายใน 5 นาทีงานวิจัยระบุว่ามีโอกาสปิดการขายได้มากถึง 21 เท่า แต่ถ้าปล่อยผ่านยิ่งนานเท่าไหร่โอกาสจะเปลี่ยนจากคนที่สนใจให้กลายเป็นลูกค้าก็ลดลงเรื่อยๆ

หรือถ้าดูในธุรกิจอาหารก็ยิ่งชัดเจนว่า Speed to Market มีความสำคัญมากโดยเฉพาะการเพิ่มอัตราการหมุนเวียนโต๊ะ (Table Turnover Rate)

สมมุติว่าปกติ 1 โต๊ะใช้เวลาทาน 60 นาที แต่ถ้าทำให้ลดเหลือ 45 นาที ด้วยการรับออเดอร์เร็วขึ้นอาหารออกไวขึ้น ใน 3 ชั่วโมง เราจะรับลูกค้าได้เพิ่มขึ้นมาก หรือการขายที่รวดเร็วอาจเพิ่มยอดขายให้ร้านได้มากถึง 25-30% ในข่วงเวลาเร่งด่วน มีตัวเลขที่น่าสนใจพบว่า

  • ร้านอาหารที่ลดเวลาการรอคอย (Wait Time) ลงได้ 10% มักจะมีคะแนนความพึงพอใจเพิ่มขึ้น
  • ร้านที่ลูกค้าพอใจจะมียอดขายรวมเฉลี่ยเพิ่มขึ้น 5-10% จากการกลับมาซื้อซ้ำ
  • ลูกค้ากว่า 60% ระบุว่า "ความเร็วในการได้รับอาหาร" เป็นปัจจัยสำคัญที่สุดในการตัดสินใจกลับมาทานร้านอาหารจานด่วนอีกครั้ง

"Big Data" บนจานซูชิของ Sushiro เคล็ดลับสู่ความสำเร็จ

ภาพจาก www.facebook.com/SushiroThailand

Sushiro ขยายสาขาในประเทศไทยอย่างรวดเร็ว โดยมีสาขารวมกว่า 41 แห่ง ทำเลส่วนใหญ่อยู่ในกรุงเทพฯ และปริมณฑล ตามห้างสรรพสินค้าชั้นนำ เช่น CentralwOrld, Siam Paragon, Iconsiam และขยายไปต่างจังหวัดหัวเมืองใหญ่อย่าง เชียงใหม่, ชลบุรี ,ระยอง

ทั้งนี้ Sushiro มีแนวคิดที่ต่างจากร้านทั่วไป คือการตั้งงบประมาณค่าวัตถุดิบ (Food Cost) ไว้สูงมากขณะที่ร้านอาหารทั่วไปมักคุมต้นทุนอาหารไว้ที่ 30-40% แต่ Sushiro ยอมให้พุ่งสูงถึง 50% หรือมากกว่าก็เพื่อเน้นคุณภาพที่ต้องสร้างความประทับใจให้ลูกค้าและสำคัญกว่าคือการใช้ “Big Data” มาช่วยเพิ่มยอดขาย

ถ้าสังเกตให้ดีเวลาที่เราเข้าไปใช้บริการในร้าน อาหารที่หมุนมาตามสายพานในอีกมุมหนึ่งคือระบบ IT ที่สุดยอดมาก เพราะต้จานซูชิทุกใบของ Sushiro จะมีการติดแถบ RFID (Radio Frequency Identification) ซึ่งทำงานร่วมกับเซนเซอร์ที่ติดตั้งอยู่ตามจุดต่างๆ ของสายพาน มีเป้าหมายสำคัญคือ

  • การควบคุมระยะทาง โดยระบบจะกำหนดว่าซูชิแต่ละหน้ามี ระยะทางวิ่ง ได้ไกลแค่ไหน เช่น ไม่เกิน 350 เมตร หากจานนั้นวิ่งผ่านเซนเซอร์แล้วพบว่าระยะทางเกินที่กำหนด แขนกลอัตโนมัติจะดีดจานนั้นออกจากสายพานทันทีเพื่อให้มั่นใจว่าลูกค้าจะได้กินแต่ของที่ยังสดใหม่
  • การวิเคราะห์พฤติกรรม โดยระบบจะบันทึกว่า จานสีอะไร (ซึ่งระบุราคาและประเภท) ถูกหยิบที่ โต๊ะไหน และ เวลาเท่าไหร่ ข้อมูลนี้จะถูกส่งกลับไปยังห้องครัวเพื่อประมวลผลทันที เพื่อให้เชฟทำหน้ายอดนิยมออกมาเติมได้ทันที ลดการเสียโอกาสในการขาย (ลูกค้าไม่ต้องรอนาน) และลดขยะอาหาร (Food Waste) ได้อีกด้วย

นอกจากนี้ยังมีระบบการคำนวณแบบ Real-time นับจำนวนลูกค้าที่เดินเข้าร้านและที่นั่งอยู่ ณ ขณะนั้น ผสมกับสถิติในอดีต เพื่อคาดการณ์ล่วงหน้าได้แม่นยำว่าควรวางเมนูอะไรบนสายพานในช่วงเวลานั้นๆ

เพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการลูกค้าที่จะสัมพันธ์กับการเตรียมวัตถุดิบได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากการเพิ่มยอดขายได้อย่างรวดเร็วยังลดต้นทุน Food Waste ให้เหลือเพียงประมาณ 1-3% เท่านั้น

Sushiro ใช้ความเร็ว+คุณภาพ! รายได้กว่า 4,700 ล้านบาท

ภาพจาก www.facebook.com/SushiroThailand

ทั้งนี้ Sushiro เป็นแบรนด์แรกๆ ที่ทำให้คนไทยคุ้นชินกับการจองคิวผ่านแอปฯ อย่างจริงจัง ระบบนี้ช่วยแก้ปัญหา ความช้าในการรอคอย

ซึ่งเป็น Pain Point ใหญ่ของร้านอาหารดัง ทำให้ลูกค้าบริหารเวลาได้ และร้านไม่ต้องเสียลูกค้าที่เดินหนีเพราะคิวยาว ก็เป็นอีกหัวใจสำคัญในการทำตลาดแบบ Speed to Market ที่ทำให้มีส่วนแบ่งการตลาดเป็นอันดับ 1 ทั้งในแง่ของรายได้ จำนวนสาขา และความนิยมของลูกค้า โดยมีแบรนด์คู่แข่งที่ตามมาอย่าง Katsu Midori , Genki Sushi , Shinkansen Sushi เป็นต้น ถ้าดูในส่วนของรายได้พบว่า

  • ปี 2566 รายได้รวม 1,892 ล้านบาท กำไรสุทธิ 172 ล้านบาท อัตรากำไรสุทธิ 9.1%
  • ปี 2567 รายได้รวม 2,902 ล้านบาท กำไรสุทธิ 369 ล้านบาท อัตรากำไรสุทธิ 12.7%
  • ปี 2568 รายได้รวม 4,731 ล้านบาท กำไรสุทธิ 728 ล้านบาท อัตรากำไรสุทธิ 15.4%

จะเห็นได้ว่าอัตรากำไรสุทธิ (Net Profit Margin) เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจาก 9.1% เป็น 15.4% ซึ่งถือว่าสูงมากสำหรับธุรกิจร้านอาหาร สะท้อนถึงการบริหารจัดการต้นทุนที่มีประสิทธิภาพ

อย่างไรก็ดีแม้ะเติบโตสูงในไทย แต่รายได้ในไทยยังคิดเป็นสัดส่วนเพียงประมาณ 4% ของรายได้ทั้งหมดทั่วโลก ของเครือ Food & Life Companies (บริษัทแม่ที่ญี่ปุ่น)

สำหรับภาพรวมระดับโลก ภายใต้การบริหารของ Food & Life Companies LTD. มีรายได้ในปี 2568 อยู่ที่ประมาณ 2,880 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 4.3 แสนล้านเยน)

โดยมีเป้าหมายขยายธุรกิจในต่างประเทศให้มีสัดส่วนถึง 35% ของรายได้รวมในอนาคต ซึ่งถือเป็นตัวอย่างของการทำธุรกิจที่เน้น Speed to Market โดยมีการพัฒนาธุรกิจอย่างเป็นระบบเพื่อให้เข้าถึงความต้องการของลูกค้าได้อย่างรวดเร็ว เป็นต้นแบบที่หลายธุรกิจควรศึกษาเพื่อนำไปปรับใช้ให้เหมาะสมกับการทำธุรกิจของตัวเองได้

------------------------------------------
รวมแฟรนไชส์ไทย > 660 แบรนด์ - www.ThaiFranchiseCenter.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...