เอไอจัดให้! 4 เหตุผล แมนยู ควรดึง นาเกิ้ลส์มันน์ คุมทีมมากที่สุด
นับตั้งแต่ เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน วางมือเมื่อปี 2013 แมนฯ ยูไนเต็ด มีเจ้านายใหญ่รวม 11 รายเมื่อนับกุนซือขัดตาทัพเข้าไปด้วย และพวกเขาไม่เคยได้แชมป์ พรีเมียร์ลีก และ แชมเปี้ยนส์ ลีก อีกเลย
หลังโค้ชโปรตุกีสกระเด็นออกจาก โอลด์ แทรฟฟอร์ด เป็นที่เชื่อกันว่า คาร์ริค ไม่น่าจะได้นั่งเก้าอี้ต่อเนื่องจากสโมสรหวังมองหากุนซือมีระดับให้ทำหน้าที่อย่างเต็มตัวโดยสื่อยกชื่อในลิสต์นี้ขึ้นมาอ้างหลายรายทั้ง แกเร็ธ เซาธ์เกต , โธมัส ทูเคิ่ล , หลุยส์ เอ็นรีเก้ และ ฯลฯ
อย่างไรก็ดี หลังจาก เอ็กซ์เพรส สื่อเมืองผู้ดีนำกระทู้นี้ไปถามไถ่เอไอ พวกเขาได้รับคำตอบแล้วว่าใครที่เหมาะแก่การพา ผีแดง กลับไปยืนอยู่ในจุดเดิมมากที่สุด
และน่าตกตะลึงไม่น้อยเนื่องจากชื่อที่เอไอแนะนำไม่ได้อยู่ในคำนึงของสื่อลูกหนังเลยเนื่องจากปัญญาประดิษฐ์ระบุว่า ยูเลี่ยน นาเกิ้ลส์มันน์ เหมาะที่จะรับตำแหน่งกุนซือ ผีแดง คนต่อไปด้วยสี่เหตุผลดังต่อไปนี้
1. คล็อปป์ การันตี
เอ่ยชื่อ เจอร์เก้น คล็อปป์ นี่คือกุนซือที่ประสบความสำเร็จคนหนึ่งในลีกเมืองผู้ดีเนื่องจากอดีตโค้ชชาวเมืองเบียร์พาทีม ลิเวอร์พูล คว้าแชมป์รายการใหญ่ได้ทั้ง พรีเมียร์ลีก และ แชมเปี้ยนส์ ลีก
ในวัย 38 ปี นาเกิ้ลส์มันน์ ได้รับการยกย่องจาก คล็อปป์ กุนซือร่วมชาติว่าเป็นโค้ชที่มีความสามารถสูงเมื่อครั้งที่ทั้งคู่ดวลกันในเกม แชมเปี้ยนส์ ลีก รอบเพลย์ออฟปี 2017
แม้ในคราวนั้น ลิเวอร์พูล จะพิชิต ฮอฟเฟ่นไฮม์ ได้ไม่ยากด้วยสกอร์รวม 6-3 แต่ คล็อปป์ สรรเสริญ นาเกิ้ลส์มันน์ ซึ่งมีอายุแค่ 29 ปีในขณะนั้่นอย่างเลิศเลอ
"เขาเป็นโค้ชที่มีความสามารถสูง เราไม่รู้จักกันมากนัก แต่ผมเฝ้าดูเขาเพราะผมชอบฟุตบอลที่ดี เขาไม่ได้เป็นคนเดียว แต่เขาเป็นแบบอย่างที่ดีสำหรับกุนซือหนุ่มในเยอรมนี" กุนซือ เร้ด แมชีน ในเวลานั้นเอ่ย
2. จับงานชิ้นใหญ่มากพอแล้ว
หลังอำลา โฮฟเฟ่นไฮม์ นาเกิ้ลส์มันน์ ได้คุมทีม แอร์เบ ไลป์ซิก ต่อด้วย บาเยิร์น มิวนิค และล่าสุดกับทีมชาติเยอรมนี
ทั้งๆที่มีอายุไม่ถึง 40 ปี แต่เส้นทางการทำงานโค้ชของเขาน่าทึ่งอย่างยิ่งจากการจับงานชิ้นโตทั้งระดับสโมสรและทีมชาติซึ่งเท่ากับว่าเขามีประสบการณ์สูงไม่แพ้โค้ชจอมเก๋า
นอกจากนี้ เป็นที่รู้ดีว่าการคุมทีม บาเยิร์น มิวนิค สโมสรยักษ์อันดับหนึ่งของประเทศก่อนเลื่อนระดับขึ้นมาเป็นกุนซือทีม อินทรีเหล็ก ไม่ใช่เรื่องง่ายซึ่งต้องหมายความว่า นาเกิ้ลส์มันน์ แบกรับความกดดันได้อย่างวิเศษ
ไม่เพียงเท่านั้น ความท้าทายที่สำคัญที่สุดคือทั้งๆที่ไม่เคยค้าแข้งระดับอาชีพ แต่เขาได้รับความเคารพจากลูกทีมระดับบิ๊กเนมซึ่งถือเป็นปัจจัยสำคัญต่อการจับงานคุมทีมระดับท็อปที่เต็มไปด้วยสตาร์ดัง
3. พลิกฟื้น ฮอฟเฟ่นไฮม์ เหลือเชื่อ
ตอนที่ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นโค้ชของ ฮอฟเฟ่นไฮม์ ในเดือนก.พ.2016 สโมสรรั้งอันดับ 17 ของ บุนเดสลีกา และกุนซือหนุ่มฉายแววได้สวยตั้งแต่แรกด้วยการพาทีมหนีตายได้แบบเฉียดฉิวจากการจบอันดับ 15 เหนือกว่า ไอน์ทรัค แฟร้งค์เฟิร์ต ทีมอันดับ 16 ที่ต้องเตะเพลย์ออฟหนีตายแค่แต้มเดียวเท่านั้น
จากนั้น สิ่งที่น่าทึ่งอย่างแรงคือซีซั่นต่อมา นาเกิ้ลส์มันน์ ประกาศศักดาพาทีมที่รอดตายจบอันดับสี่ของ บุนเดสลีกา คว้าสิทธิ์เตะรอบเพลย์ออฟถ้วย แชมเปี้ยนส์ ลีก ได้อย่างยอดเยี่ยม
นี่เองที่ทำให้เขาเหมาะแก่การเข้ามากอบกู้ แมนฯ ยูไนเต็ด ซึ่งจนป่านนี้แล้วยังไม่มีกุนซือคนไหนประสบความสำเร็จในการพาสโมสรยักษ์ของเมืองผู้ดีกลับไปเป็นทีมระดับท็อปอีกคำรบ
4.แท็คติกที่ยืดหยุ่น
ช่วงที่ อโมริม ล้มเหลวกับ แมนฯ ยูไนเต็ด เขาถูกเหล่ากูรูวิจารณ์ว่าไม่มีความยืดหยุ่นในเรื่องแผนการเล่นเนื่องจากเน้นคุมทีมลงสนามในระบบหลังสามซึ่งชัดเจนมาตั้งแต่แรกว่าไม่ได้ผลเลยแม้แต่น้อย
หลังตกที่นั่งลำบาก กุนซือโปรตุกีสเหมือนจะตาสว่าง และยอมกลืนน้ำลายปรับให้ทีมเล่นในระบบแบ็คโฟร์สร้างความแฮปปี้ให้กับแฟนบอล แต่ไม่ทันไรเขาก็หวนไปใช้แนวทาง 3-4-3 อีกตามเคย
สำหรับ นาเกิ้ลส์มันน์ ซึ่งขึ้นชื่อว่าเป็นจอมแท็คติก เขาพร้อมคุมทีมลงบู๊ทั้งรูปแบบหลังสามหรือแบ็คโฟร์ขึ้นอยู่กับว่าทีมต้องการบรรลุเป้าหมายแบบไหน และต้องเจอกับคู่แข่งรายไหน
ฉะนั้นแล้ว กุนซืออย่าง นาเกิ้ลส์มันน์ จึงไม่ได้ยึดติดกับระบบที่ตายตัว และพร้อมปรับเปลี่ยนตามจุดแข็งของนักเตะที่เขามีให้เลือกใช้งาน