โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ทั่วไป

นายกฯไม่รู้-ลือซื้อเสียง 7,500 บาท-ใครจ่ายบอก จะซื้อ‘เขาควาย’ไปครอบให้-สว.แนะ“ปลดล็อกอุตสาหกรรมไทย”

ไทยพับลิก้า

อัพเดต 3 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 3 ชั่วโมงที่ผ่านมา

เมื่อวันที่ 20 มกราคม 2568 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ณ ห้องประชุม 501 ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล ที่มาภาพ : www.thaigov.go.th/

  • นายกฯไม่กลัวค่าโง่ – จี้ คค.ยกเลิกสัญญา 2 โครงการ ปม ‘เครนถล่ม’ ซ้ำซาก
  • ไม่รู้ข่าวลือซื้อเสียง 7,500 บาท – ยัน ภท.ไม่ทำ -ใครจ่ายจะซื้อ ‘เขาควาย’ไปครอบให้
  • เยียวยาผู้เสียชีวิตจาก ‘เครนถล่ม’ พระราม 2 รายละ 1 ล้านบาท
  • สั่งคมนาคมยกเลิกสัญญาผู้รับเหมาทำเครนถล่มทั้ง 2 โครงการ
  • มติ ครม.มอบศาลแพ่งสั่งจ่ายทรัพย์ที่ถูกระงับให้ผู้ต้องหาใช้ดำรงชีพ – จ่ายหนี้
  • เก็บค่าธรรมเนียมใช้น้ำ ‘อ่างเก็บน้ำหนองทุ่งมน’
  • รับทราบข้อเสนอ สว. “ปลดล็อกอุปสรรค SMEs”
  • ตั้ง “โสภณ เมฆธน” ประธานสถาบันวัคซีนแห่งชาติ

เมื่อวันที่ 20 มกราคม 2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ณ ห้องประชุม 501 ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล ภายหลังการประชุม ครม. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ตอบข้อซักถามสื่อมวลชนถึงกรณีเกิดเหตุเพลิงไหม้ซ้ำในบริเวณที่เครนถล่มบนถนนพระราม 2 อีก โดยนายอนุทิน กล่าวว่า อีกแล้วเหรอ ผมเพิ่งลงมาจากที่ประชุม ครม. เดี๋ยวรัฐมนตรีว่ากระทรวงคมนาคมคงจะรายงานให้รับทราบ หากมีเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นจริง ในเบื้องต้นหน่วยงานที่เป็นเจ้าของโครงการคงต้องดูแล ในกรณีเครนถล่มที่ถนนพระราม 2 กรมทางหลวงจะเป็นผู้รับผิดชอบในฐานะเจ้าของโครงการ ทั้งอธิบดีกรมทางหลวง ผู้อำนวยการเขตทางหลวงจะเป็นผู้ดำเนินการในการบริหารจัดการโครงการนี้อยู่แล้ว และในส่วนรัฐบาลได้ดำเนินการทางปกครองแล้ว โดยสั่งให้ไปหาวิธีบอกเลิกสัญญากับผู้รับเหมา แต่รัฐบาลเอง หรือ สำนักนายกรัฐมนตรีไม่ได้เป็นคู่สัญญา นี่เป็นนโยบายที่รัฐบาลได้แจ้งไปยังหน่วยงานที่รับผิดชอบโครงการไปดำเนินการ ถ้าไม่ดำเนินการก็มีความผิด แค่นั้นเอง ตอนนี้ในส่วนของรัฐบาลได้ดำเนินการไปแล้ว

ถามว่าในฐานะที่นายกรัฐมนตรีเคยเป็นวิศวกร กรณีการเกิดเหตุไฟไหม้ในพื้นที่ดังกล่าวซ้ำอีก เป็นความพยายามทำลายหลักฐานหรือเปล่า นายอนุทิน ตอบว่า “ทางที่ดีที่สุด ถ้าถามผมว่าในฐานะที่เคยเป็นวิศวกร ก็ต้องมีการวางแผนงาน ควบคุมงาน และใส่ใจ ในแต่ละประภทของงานก็จะมีความเสี่ยงของงาน เสี่ยงน้อย เสี่ยงมาก ส่วนที่เสี่ยงมากๆคือในส่วนที่ไปเกี่ยวข้องกับบุคคลที่สาม ก็ต้องให้ความใส่ใจ สนใจ และระมัดระวังให้มากโดยเฉพาะเรื่อง Safety บริษัทที่ผมเคยทำงานอยู่ด้วย บริษัทข้ามชาติที่ผมทำงานด้วยในฐานะวิศวกรควบคุมงาน ผมได้รับรางวัล Lost Time Accident ก็คือ ไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บ หรือ เสียชีวิตต่อเนื่อง 30 ล้านชั่วโมง มันไม่ได้ฟลุ๊ค หรือ โชคดี แต่มาจากการวางแผน การใส่ใจ และการควบคุมงานที่เข้มข้นในส่วนที่มีความเสี่ยงมากๆ ส่วนเรื่องทำลายหลักฐานหรือไม่นั้น จะไปทำลายอะไร ถ่ายรูปไปตั้งเยอะแยะแล้ว เครนล่วงลงมา เป็นความเสียหายทางโครงสร้างวิศวกรรม มันจบตรงนั้นแล้วจะไปเผาเครน เผาเหล็ก เผาอะไรตอนนี้ก็ไม่มีประโยชน์อะไรแล้ว เพราะเอกสารจะดีอย่างไร แต่สิ่งที่เกิดขึ้น มันฟ้องมากกว่าเอกสาร”

ถามถึงกรณีที่ผู้ประกอบการท่องเที่ยวออกมาเรียกร้องค่าชดเชย นายอนุทิน ตอบว่า อันนี้แหละ นี่คือสิ่งที่เป็นปัญหา ผมถึงได้มอบมอบนโยบายไปถึงกรมทางหลวง การรถไฟแห่งประเทศไทย และกระทรวงคมนาคมไปว่าไม่ใช่เรื่องของเงื่อนไขสัญญา แต่ว่ามันมีเรื่องของกฎหมายทางปกครอง ผมจึงให้ไปดำเนินการตามกฎหมาย เพราะมันเป็นภัยและเป็นอันตรายต่อสาธารณะ ทำให้ประโยชน์ของสาธารณะเสียไป ซึ่งรวมไปถึงเรื่องความมั่นใจของนักลงทุน นักท่องเที่ยว แม้กระทั่งความมั่นใจของประชาชนในชาติ ตอนนี้กลายเป็นว่าถนนเพชรเกษมรถติดมาก เพราะไม่มีใครอยากวิ่งผ่านไปยังถนนพระราม 2 ถามว่าลงทุนไปตั้งเท่าไหร่ ก็ต้องสร้างให้เกิดความมั่นใจตรงนี้ ซึ่งคนที่ทำให้เกิดความไม่มั่นใจคือใคร คือหน่วยงานที่มาก่อสร้างแล้วทำผิดซ้ำแล้วซ้ำอีก

ไม่กลัวค่าโง่ – จี้ คค.ยกเลิกสัญญา 2 โครงการปม ‘เครนถล่ม’ ซ้ำซาก

นายอนุทิน กล่าวต่อว่า “ตอนที่ผมให้สัมภาษณ์ไปว่า อุบัติเหตุเกิดขึ้นได้ ผมก็โดนต่อว่า ไม่ใส่ใจ แต่พอดำเนินการขั้นเฉียบขาด ก็บอกว่าระวังเสียค่าโง่ แต่ถ้าทำตรงนี้แล้ว นำไปสู่การปรับเปลี่ยนกฎหมาย เปลี่ยนระเบียบควบคุมต่างๆ ได้ ทุกอย่างก็มีต้นทุน และผมก็ไม่คิดว่าเสียค่าโง่ ค่าโง่คืออะไร คือบริษัทจะฟ้องหรือ แต่เครนถล่มล้มลงมาขนาดนี้ คนตาย 30 กว่าคน ซ้ำแล้วซ้ำอีก ครั้งแรกก็ยังพอโอเคน่ะ แต่นี้มันเกิดเหตุ 4-5 ครั้งแล้ว จะไม่ให้รัฐบาลทำอะไรเลยหรือ ทำแบบนี้ก็ว่า ทำแบบนั้นก็ว่า ผมก็ทำในสิ่งที่ควรทำ ผมไม่ได้เป็นคนที่เสียค่าโง่ เพียงแต่ผมไปบอกให้หน่วยงานว่าต้องทำอย่างไร มันไม่โง่หรอกครับทำแบบนี้ แต่ถ้าทำแล้วทุกฝ่ายจะได้ฉลาดขึ้น ต่อจากนี้ทำอะไรก็จะต้องระมัดระวัง เพราะคนที่เสียหายคือประชาชน”

“คนที่สัญจรไปมาขับรถไม่รู้อีโหน่อีเหน่อยู่แม่ฮ่องสอนก็มี อยู่เพชรบูรณ์ก็มีต้องมาเสียชีวิตตรงนี้ อยู่ที่เกลาหลี เยอรมันก็มี ตรงนี้ต่างหากที่มันเสียหายต่อประเทศ และเป็นสิ่งที่เราต้องดำเนินการ ไม่ต้องมานั่งนับญาติอะไรผมหรอก สิ้นคิดถึงขนาดเอาแม่ผมเป็นน้องสาวบริษัท อิตาเลียนไทย มันเป็นได้อย่างไร สมัยก่อนก็แข่งขันกันมาตลอดชีวิต ฉะนั้นมันเริ่มบานออกไปในเรื่องอื่นแล้ว เอาเรื่องนี้ดีกว่า หน้าที่ของรัฐบาลเรื่องนี้คืออะไร” นายกรัฐมนตรี กล่าว

นายอนุทิน กล่าวย้ำว่า ตอนนี้ ขอให้หน่วยงานไปบอกเลิกสัญญาบริษัทให้ได้ก่อน ผมไม่ได้เป็นผู้ปฏิบัติ หรือ บริหารสัญญา แต่ในฐานะรัฐบาล ผมบอกว่าตอนนี้คุณทำให้รัฐสียหาย คุณทำประเทศเสียหาย คุณทำให้ประชาชนขาดความมั่นใจ เตือนไปแล้วหลายครั้ง ก็ยังเกิดเหตุอีก และถ้ายังมีเหตุไฟไหม้เกิดขึ้นอีก ถ้าจริงน่ะ ก็แสดงว่ายังไม่มาตรการดำเนินการอะไรที่จะทำให้เกิดความปลอดภัยขึ้นมากเลย ตรงนี้ควรหรือยังที่จะต้องดำเนินการอะไร ผมทำหน้าที่ของผมไปแล้ว ต่อไปจะเป็นหน้าที่ของผู้ปฏิบัติ หากไม่ทำก็จะคาอยู่ ประชุมคณะรัฐมนตรีกี่รอบ ผมก็นั่งถามรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม หรือ ถ้าหลังการเลือกตั้งผมเป็นฝ่ายค้าน ผมก็จะต้องมาถามรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมว่าได้ดำเนินการไปแล้วหรือยัง ผมได้ทำหน้าที่ของผมไปแล้วใครไม่ทำตามคำสั่งของรัฐบาล เค้าก็จะมีส่วนรับผิดชอบกันไปตามระเบียบและกฎหมาย ส่วนที่ถามว่าจะมีการสั่งระงับโครงการอื่นที่ทำผิดซ้ำซากหรือไม่ นายอนุทิน ตอบว่า “เอา 2 โครงการนี้ให้ได้ก่อน”

ปัดลือซื้อเสียง 7,500 บาท-ยัน ภท.ไม่ทำ-ใครจ่ายจะซื้อ‘เขาควาย’ไปให้

ถามถึงกรณีที่มีผลสำรวจว่ามีพรรคการเมืองบางพรรคแจกเงินซื้อเสียงมากถึงหัวละ 7,500 บาท จึงมีข้อเรียกร้องให้พรรคการเมืองลงสัตยาบันว่าจะไม่มีการซื้อเสียงนั้นมีข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร นายอนุทิน กล่าวว่า “หัวละ 7,500 บาทเลยหรือ ซื้อเขาควายแค่ 700 บาทเอง ใครเป็นคนจ่าย 7,500 บาท บอกมาด้วย เดี๋ยวผมจะซื้อเขาควายไปครอบให้เขา การเลือกตั้งที่ผ่านมาสู้กันดุเดือดทุกรอบอยู่แล้ว แต่ขอให้สู้ในเกม ซึ่งการแข่งขันเป็นเรื่องที่ดี แต่ต้องเป็นไปตามกติกา และมีสปิริตซึ่งกันและกัน”

ถามว่าแจกเงินซื้อเสียงหัวละ 7,500 บาท เป็นไปไม่ได้ใช่หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า “ผมไม่รู้ ผมไม่กล้าบอก ผมไม่เคยทำ ผมรู้ว่าจะมาหลอกให้ผมตอบว่าไม่ถึงหรอกใช่ไหม”

เยียวยาผู้เสียชีวิตจาก ‘เครนถล่ม’ พระราม 2 รายละ 1 ล้านบาท

ด้านนายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ก่อนการประชุม ครม. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วยนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองนายกรัฐมนตรี นายภราดร ปริศนานันทกุล นางสาวศุภมาส อิศรภักดี นายนภินทร ศรีสรรพางค์ และนายสันติ ปิยะทัต รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นางสาวไตรศุลี ไตรสรณกุล เลขาธิการนายกรัฐมนตรี นายจิระพงศ์ เทพพิทักษ์ รองปลัดกระทรวงคมนาคม นายพิเชฐ คุณาธรรมรักษ์ อธิบดีกรมการขนส่งทางราง นายอนันต์ โพธิ์นิ่มแดง รักษาการในตำแหน่ง ผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย ได้เป็นประธานสักขีพยานในการมอบเงินเยียวยาผู้เสียชีวิตจำนวน 18 ราย โดยผู้แทนครอบครัวผู้เสียชีวิตฯ รับมอบเงินเยียวยาฯ ดังนี้

  • ค่าสินไหมทดแทนเบื้องต้น เพื่อการเยียวยาแก่ทายาทผู้เสียชีวิตฯ จากสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) บริษัทกรุงเทพประกันภัย บริษัททิพยประกันภัย บริษัทอินทรประกันภัย และบริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) มอบให้ผู้เสียชีวิตรายละ 1 ล้านบาท

  • เงินช่วยเหลือเยียวยาผู้เสียชีวิต จากการรถไฟแห่งประเทศไทย พ.ร.บ. ค่าตอบแทนผู้เสียหาย มูลนิธิราชประชานุเคราะห์ กองทุนยุติธรรม และเงินช่วยเหลือผู้ประสบปัญหาทางสังคมกรณีฉุกเฉิน กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์

นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ในนามของรัฐบาล ขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อครอบครัว และญาติของผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์เครนก่อสร้างรางรถไฟความเร็วสูงตกทับรถไฟ ซึ่งเป็นโศกนาฏกรรมที่สร้างความสูญเสียอย่างใหญ่หลวง และสร้างความสะเทือนใจแก่ประชาชนทั้งประเทศ ความสูญเสียที่เกิดขึ้นไม่อาจประเมินค่าได้ การมอบเงินเยียวยาแก่ญาติผู้เสียชีวิตในวันนี้ เป็นความตั้งใจของรัฐบาลที่จะเร่งรัดการช่วยเหลือ ดูแล และเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบให้เป็นไปโดยเร็วที่สุด พร้อมทั้งเป็นกำลังใจให้ครอบครัวผู้สูญเสียก้าวผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบากนี้ไปให้ได้ การมอบเงินเยียวยาในวันนี้เป็นการช่วยเหลือจากกรมธรรม์ประกันภัย รวมถึงภาคส่วนอื่น ๆ ซึ่งรัฐบาลได้เร่งประสานและอำนวยความสะดวกในทุกขั้นตอนอย่างใกล้ชิด เพื่อให้การช่วยเหลือถึงมือครอบครัวผู้สูญเสียโดยเร็ว โดยรัฐบาลจะติดตามการเยียวยาในระยะต่อไปอย่างต่อเนื่องจนกว่าจะแล้วเสร็จสมบูรณ์

“ผมได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างรอบด้าน โปร่งใส และเป็นธรรม โดยจะไม่มีการละเว้น หรือ ยกเว้นแก่ผู้ใดทั้งสิ้น หากพบการกระทำที่เข้าข่ายประมาทเลินเล่อ หรือ ฝ่าฝืนกฎหมายจะดำเนินการตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด นอกจากนี้จะเร่งทบทวน ปรับปรุง และยกระดับมาตรการด้านความปลอดภัยในการก่อสร้างอย่างเป็นระบบ ทั้งในด้านกฎหมาย มาตรฐานวิชาชีพ การกำกับดูแลหน้างาน และบทลงโทษ เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน โดยจะกำหนดให้ความปลอดภัยของแรงงานและประชาชนเป็นวาระสำคัญของประเทศอย่างแท้จริง ผมขอส่งความห่วงใย และกำลังใจไปยังผู้ได้รับบาดเจ็บ รวมทั้งญาติผู้เสียชีวิตและครอบครัวทุกท่าน ขอให้ทุกท่านมีกำลังใจที่เข้มแข็ง รัฐบาลจะไม่ทอดทิ้งประชาชน พร้อมให้ความช่วยเหลืออย่างเต็มกำลังในทุกมิติ เพื่อฟื้นฟูความเชื่อมั่น ความปลอดภัย และความเป็นธรรมให้กลับคืนสู่สังคมโดยเร็วที่สุด” นายกรัฐมนตรี กล่าว

สั่งคมนาคมยกเลิกสัญญาผู้รับเหมาทำเครนถล่มทั้ง 2 โครงการ

นายสิริพงศ์ กล่าวต่อว่า ก่อนการประชุม ครม. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้มีข้อสั่งการว่าจากที่ได้เรียกประชุมหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และได้สั่งการให้หน่วยงานไปพิจารณาดำเนินการในเรื่องต่าง ๆ กรณีเกิดเหตุเครนถล่มทั้งที่อำเภอสีคิ้ว จ.นครราชสีมา และบริเวณถนนพระราม 2 รวมถึงกรณีที่มีถนนทรุดในบริเวณใกล้เคียงเมื่อสัปดาห์ที่แล้วนั้น นายกรัฐมนตรีขอติดตามความก้าวหน้าใน 2 ประเด็น หากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะมีความก้าวหน้ามารายงานให้ ครม. ทราบ

1. นายกรัฐมนตรีได้สั่งการให้ กระทรวงคมนาคม (คค.) สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พิจารณาเกี่ยวกับการเยียวยาผู้เสียชีวิต และการดูแลค่ารักษาพยาบาลผู้ที่ได้รับบาดเจ็บ

2. นายกรัฐมนตรีได้สั่งการให้กระทรวงคมนาคม พิจารณาดำเนินการยกเลิกสัญญาบริษัทที่รับผิดชอบการก่อสร้าง รวมทั้งดำเนินการสอบสวนหาสาเหตุ เพื่อให้มีผู้รับผิดชอบจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ทั้งนี้ ในการยกเลิกสัญญาต้องดำเนินการด้วยความรัดกุม ระมัดระวัง แต่ก็ต้องรวดเร็วด้วย ไม่ใช่รอตรวจสอบอีกหลายเดือนแล้วระหว่างนี้ก็ยังมีความเสี่ยงที่จะเกิดเหตุการณ์แบบเดียวกันขึ้นอีก

มติ ครม.มีดังนี้

นางสาวอัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ รองโฆษกฯ , นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และนางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกฯ ร่วมกันแถลงผลการประชุมคณะรัฐมนตรี ที่มาภาพ : www.thaigov.go.th/

มอบศาลแพ่งสั่งจ่ายทรัพย์ที่ถูกระงับให้ผู้ต้องหาใช้ดำรงชีพ – ชำระหนี้

นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่าที่ประชุม ครม.มีมติอนุมัติหลักการร่างกฎกระทรวงการนำทรัพย์สินที่ถูกระงับการดำเนินการมาใช้เป็นค่าใช้จ่ายจำเป็นพื้นฐาน การชำระหนี้ให้แก่บุคคลที่ถูกกำหนด และการรับชำระหนี้จากทรัพย์สิน ซึ่งถูกระงับการดำเนินการ พ.ศ. …. ตามที่สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (สำนักงาน ปปง.) เสนอ และให้ส่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณา โดยให้รับความเห็นของกระทรวงยุติธรรมและสำนักงาน ก.พ.ร. ไปประกอบการพิจารณาด้วย แล้วดำเนินการต่อไปได้ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ด้วยพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้าย และการแพร่ขยายอาวุธที่มีอานุภาพทำลายล้างสูง พ.ศ. 2559 (พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามฯ) เป็นกฎหมายที่ตราขึ้นเพื่อกำหนดมาตรการป้องกันและปราบปรามการสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้ายและการแพร่ขยายอาวุธที่มีอานุภาพทำลายล้างสูง เพื่อรองรับมาตรฐานสากลด้านป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินและการต่อต้านการสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้าย (Anti-Money Laundering and Combating the Financing of Terrorism : AML/CFT) โดยมีมาตรการสำคัญในการป้องกันการก่อการร้ายด้วยการระงับการดำเนินการกับทรัพย์สินของบุคคลที่มีพฤติการณ์เกี่ยวข้องกับการก่อการร้าย หรือการสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้าย ซึ่งตามกฎหมายดังกล่าวเรียกว่า “บุคคลที่ถูกกำหนด” และได้กำหนดให้การเข้าถึงทรัพย์สินที่ถูกระงับการดำเนินการหรือการทำธุรกรรมใด ๆ กับบุคคลที่ถูกกำหนดจะกระทำได้ ก็ต่อเมื่อได้รับอนุญาตจากองค์กรที่เป็นผู้กำหนดรายชื่อแล้วเท่านั้น ซึ่งพระราชบัญญัติดังกล่าวได้กำหนดให้ศาลแพ่งเป็นผู้มีอำนาจพิจารณา สั่งให้บุคคลใดเป็นบุคคลที่ถูกกำหนด รวมทั้งมีอำนาจพิจารณาอนุญาตให้บุคคลที่ถูกกำหนดสามารถเข้าถึงทรัพย์สินที่ถูกระงับการดำเนินการ และอนุญาตให้บุคคลที่มีผลประโยชน์เกี่ยวข้องทำธุรกรรมกับบุคคลที่ถูกกำหนดดังกล่าว ทั้งนี้ เพื่อป้องกันไม่ให้บุคคลที่ถูกกำหนดเข้าถึงแหล่งเงินทุนที่อาจนำไปใช้ในการก่อการร้ายได้

โดยที่รายงานการประเมินผลการปฏิบัติตามมาตรการป้องกัน และปราบปรามการฟอกเงิน และการต่อต้านการสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้ายของประเทศไทย ปี พ.ศ. 2560 พบปัญหาเกี่ยวกับกระบวนการเข้าถึงทรัพย์สินที่ถูกระงับการดำเนินการ ที่ไม่มีการระบุรายการค่าใช้จ่ายพื้นฐานที่จำเป็นต่อการดำรงชีพของบุคคลที่ถูกกำหนด ซึ่งไม่สอดคล้องกับมาตรฐานสากลด้าน AML/CFT รวมถึงการขออนุญาตเข้าถึงทรัพย์สินที่ถูกระงับการดำเนินการ และการขออนุญาตให้ทำธุรกรรมกับบุคคลที่ถูกกำหนดที่ได้กำหนดให้ศาลแพ่งเป็นผู้พิจารณาอนุญาตมีกระบวนการที่มีขั้นตอนซับซ้อนและมีค่าใช้จ่ายในการดำเนินการ ซึ่งก่อให้เกิดภาระกับประชาชน สำนักงาน ปปง. จึงได้มีการแก้ไขเพิ่มเติม พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามฯ เพื่อแก้ไขปัญหาในเรื่องดังกล่าว ดังนี้

(1) กำหนดประเภทค่าใช้จ่ายจำเป็นพื้นฐาน

(2) แก้ไขเพิ่มเติมกระบวนการพิจารณาอนุญาต ให้บุคคลที่เป็นลูกหนี้ของบุคคลที่ถูกกำหนดสามารถชำระหนี้ให้แก่บุคคลที่ถูกกำหนด และบุคคลที่เป็นเจ้าหนี้ของบุคคลที่กำหนดสามารถขอรับชำระหนี้จากทรัพย์สินที่ถูกระงับการดำเนินการ

ในการนี้ สำนักงาน ปปง. จึงได้ยกร่างกฎกระทรวงฯ ขึ้น เพื่อกำหนดหลักเกณฑ์วิธีการ และเงื่อนไขเกี่ยวกับการนำทรัพย์สินที่ถูกระงับการดำเนินการมาใช้ เป็นค่าใช้จ่ายจำเป็นพื้นฐานการชำระหนี้ให้แก่บุคคลที่ถูกกำหนด และการรับชำระหนี้จากทรัพย์สินที่ถูกระงับการดำเนินการ เพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว ทั้งนี้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณาแล้วเห็นชอบด้วยกับร่างกฎกระทรวงดังกล่าว โดยกระทรวงยุติธรรมเห็นว่า ควรพิจารณาประเด็นกรณีมีเจ้าหนี้ลูกหนี้หลายรายให้รอบคอบทุกประเด็น เพื่อมิให้เกิดความได้เปรียบเสียเปรียบกัน สำนักงาน ก.พ.ร. เห็นว่า สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินอาจกำหนดระยะเวลาในการแจ้งผลการพิจารณาตามร่างกฎกระทรวงในเรื่องนี้ ให้ผู้ยื่นคำร้องและผู้มีหน้าที่ระงับการดำเนินการกับทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องทราบ เพื่อให้เกิดความชัดเจนมากยิ่งขึ้น และสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาเห็นว่า คณะรัฐมนตรีสามารถพิจารณาอนุมัติหลักการร่างกฎกระทรวงนี้ได้ และการเสนอเรื่องดังกล่าวเป็นการปฏิบัติราชการตามปกติเพื่อให้เป็นไปตามที่กฎหมายแม่บทให้อำนาจไว้ และมิได้เป็นกรณีที่คณะรัฐมนตรีกระทำการอันเป็นการอนุมัติงาน หรือ โครงการ หรือ มีผลเป็นการสร้างความผูกพันต่อคณะรัฐมนตรีชุดต่อไป ตามมาตรา 169 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย

เก็บค่าธรรมเนียมใช้น้ำ ‘อ่างเก็บน้ำหนองทุ่งมน’

นางสาวอัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่าที่ประชุม ครม.มีมติอนุมัติหลักการร่างกฎกระทรวงกำหนดให้ทางน้ำชลประทานอ่างเก็บน้ำหนองทุ่งมน เป็นทางน้ำชลประทาน ที่จะเรียกเก็บค่าชลประทาน พ.ศ. …. ตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (กษ.) เสนอและให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณา แล้วดำเนินการต่อไปได้

นางสาวอัยรินทร์ กล่าวว่า เนื่องจากมีการใช้น้ำจากทางน้ำชลประทานเพื่อกิจการโรงงาน การประปาหรือกิจการอื่น ที่ไม่ใช่การเกษตรกรรมเพิ่มมากขึ้น ทำให้ปริมาณของน้ำในแหล่งเก็บกักมีปริมาณลดลง ซึ่งกิจกรรมการใช้น้ำดังกล่าวเข้าหลักเกณฑ์เป็นการใช้น้ำประเภทที่สอง ได้แก่ การใช้ทรัพยากรน้ำสาธารณะเพื่อการอุตสาหกรรม อุตสาหกรรมการท่องเที่ยว การผลิตพลังงานไฟฟ้า การประปาและกิจการอื่น และผู้ใช้น้ำมีหน้าที่ต้องชำระค่าใช้น้ำสำหรับการใช้น้ำประเภทที่สองและประเภทที่สาม (การใช้ทรัพยากรน้ำสาธารณะเพื่อกิจการขนาดใหญ่ที่ใช้น้ำปริมาณมาก หรืออาจก่อให้เกิดผลกระทบข้ามลุ่มน้ำ หรือครอบคลุมพื้นที่อย่างกว้างขวาง) ตามมาตรา 41 (2) และ (3) แห่งพระราชบัญญัติทรัพยากรน้ำ พ.ศ. 2561 ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์การกำหนดอัตราค่าใช้นำ การเรียกเก็บ ลดหย่อนและยกเว้นค่าใช้น้ำสำหรับการใช้น้ำประเภทที่สองและประเภทที่สาม ตามมาตรา 49 แห่งพระราชบัญญัติทรัพยากรน้ำฯ

ดังนั้น เมื่อมีการใช้น้ำประเภทที่สองในทางน้ำชลประทาน จึงมีความจำเป็นต้องดำเนินการออกกฎกระทรวงฯ ตามมาตรา 8 แห่งพระราชบัญญัติการชลประทานหลวง พุทธศักราช 2485 ซึ่งเป็นกฎหมายที่บัญญัติไว้เป็นการเฉพาะสำหรับการใช้น้ำจากทางน้ำชลประทาน เพื่อให้มีอำนาจเรียกเก็บค่าชลประทานกับผู้ใช้น้ำจากทางน้ำชลประทานในอัตราลูกบาศก์เมตรละ 50 สตางค์ การเก็บค่าชลประทานจะเป็นการแก้ปัญหาการใช้น้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งนี้ เพื่อคุ้มครองทางน้ำชลประทาน ควบคุมคุณภาพน้ำ ปริมาณน้ำ ให้มีความเหมาะสมในการบริหารจัดการและการจัดสรรน้ำ ทั้งในด้านเกษตรกรรมและภาคธุรกิจอื่น

ทั้งนี้ กรมชลประทาน โดยโครงการชลประทานสกลนคร รายงานว่า มีการใช้น้ำจากทางน้ำชลประทานอ่างเก็บน้ำหนองทุ่งมน เพื่อกิจการโรงงาน การประปาหรือกิจการอื่น ที่มีใช่การเกษตรกรรมเพิ่มมากขึ้น ดังนี้ ทางน้ำชลประทานอ่างเก็บน้ำหนองทุ่งมนมี ปริมาณความจุ 2.900 ล้าน ลบ.ม. ใช้ประโยชน์ในเทศบาลเจริญศิลป์ จำนวน 0.360 ล้าน ลบ.ม : ปี และใช้ประโยชน์เพื่อการอุปโภค – บริโภคและเกษตรกรรม จำนวน 2.540 ล้าน ลบ.ม : ปี รวมพื้นที่ได้รับประโยชน์ 1,350 ไร่ ทำให้ปริมาณน้ำในแหล่งเก็บกักลดลง การจัดเก็บค่าชลประทานจึงเป็นแนวทางหนึ่งในการแก้ไขปัญหาการใช้น้ำให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ โดยทางน้ำชลประทานอ่างเก็บน้ำหนองทุ่งมนได้ถูกกำหนดให้เป็นทางน้ำชลประทานตามประกาศกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เรื่อง กำหนดทางน้ำชลประทานตามพระราชบัญญัติการชลประทานหลวง พุทธศักราช 2485 (ฉบับที่ 59/2565) ลงวันที่ 26 เมษายน 2565 แล้ว เพื่อประโยชน์ในการควบคุมและดูแลปริมาณน้ำให้มีการใช้น้ำจากทางน้ำชลประทานเป็นไปอย่างเหมาะสม สามารถตรวจสอบและทราบถึงปริมาณน้ำ ที่ขาดหายไปจากระบบชลประทาน และเป็นการรองรับการขออนุญาตใช้น้ำจากภาคอุตสาหกรรม การประปา และภาคธุรกิจอื่น ๆ ที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต สมควรให้มีการจัดเก็บค่าชลประทานเพื่อนำเงินที่จัดเก็บได้เข้าบัญชีทุนหมุนเวียนเพื่อการชลประทานต่อไป สำหรับหลักเกณฑ์และอัตรา ค่าชลประทานเป็นไปตามข้อ 3 (กำหนดให้เรียกเก็บค่าชลประทานจากผู้รับอนุญาตใช้นำในอัตราลูกบาศก์เมตรละห้าสิบสตางค์) ของกฎกระทรวงกำหนดอัตราค่าชลประทาน การจัดเก็บหรือชำระค่าชลประทาน และการยกเว้นและการผ่อนชำระค่าชลประทาน พ.ศ. 2564

ทั้งนี้ สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาพิจารณาแล้วเห็นว่า การเสนอเรื่องดังกล่าวเป็นการปฏิบัติราชการตามปกติ เพื่อให้เป็นไปตามที่กฎหมายแม่บทให้อำนาจไว้ และมิได้เป็นกรณีที่คณะรัฐมนตรีกระทำอันมีผลเป็นการอนุมัติงานหรือโครงการ หรือมีผลเป็นการสร้างความผูกพันต่อคณะรัฐมนตรีชุดต่อไป ตามมาตรา 169 (1) ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ดังนั้น คณะรัฐมนตรีสามารถพิจารณาให้ความเห็นชอบในหลักการของร่างกฎกระทรวงดังกล่าวได้

รับทราบข้อเสนอ สว. “ปลดล็อกอุปสรรค SMEs ไทย

นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า กระทรวงอุตสาหกรรมได้เสนอผลการพิจารณาศึกษาเรื่อง “ปัจจัยที่เป็นอุปสรรคและแนวทางแก้ไขปัจจัยที่เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาอุตสาหกรรมไทย” ตามรายงานของคณะกรรมาธิการการพาณิชย์และการอุตสาหกรรม วุฒิสภา เพื่อประกอบการพิจารณาในระดับนโยบาย โดยรายงานดังกล่าวสะท้อนภาพรวมว่า แม้อุตสาหกรรมไทยเป็นกลไกสำคัญต่อเศรษฐกิจ การจ้างงาน และรายได้ของประเทศ แต่ยังเผชิญข้อจำกัดสำคัญ เช่น กฎหมายและระเบียบที่ล้าสมัย การเข้าถึงแหล่งเงินทุนที่จำกัด การพัฒนาเทคโนโลยีที่ยังไม่ทันต่อการแข่งขัน และการขาดแคลนแรงงานที่มีทักษะเหมาะสม ซึ่งกระทบต่อศักยภาพการแข่งขันในระดับสากลและการเติบโตอย่างยั่งยืน รองโฆษกฯ ระบุว่า หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ร่วมพิจารณาแล้ว และเห็นควรขับเคลื่อนการแก้ไขอย่างเป็นระบบโดยแบ่งแนวทางดำเนินการเป็น 3 ระยะ เพื่อให้เกิดผลจริงทั้งระยะสั้น กลาง และยาว

เริ่มจากระยะเร่งด่วน เน้นปรับปรุงและบังคับใช้กฎหมาย หรือกฎระเบียบให้ทันสมัย ลดขั้นตอน ลดระยะเวลาการขออนุญาต ลดต้นทุน เพิ่มความโปร่งใส พร้อมเร่งมาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการโดยเฉพาะ SME ทั้งด้านเงินทุนหมุนเวียน การเตรียมความพร้อมด้านการเงิน การให้คำปรึกษา และการส่งเสริมการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัล ข้อมูล และปัญญาประดิษฐ์ในกระบวนการผลิต ตลอดจนเพิ่มการคุ้มครองผู้ประกอบการไทยจากการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรม และการแก้ปัญหาหนี้ของ SME ในมิติที่เกี่ยวข้อง

สำหรับระยะกลาง มุ่ง “ปรับโครงสร้าง” และ “เพิ่มการผลิตพลังงานทดแทน” โดยเน้นการกระจายอำนาจให้ท้องถิ่นอย่างมีกรอบอำนาจหน้าที่ชัดเจน ควบคู่กับการปรับโครงสร้างราคาพลังงานและส่งเสริมพลังงานทดแทน เพื่อลดต้นทุนการผลิต รวมถึงการยกระดับการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาใช้จริงในภาคการผลิต การสร้างเครือข่ายพันธมิตรอุตสาหกรรมและคลัสเตอร์ เพื่อเชื่อมต่อห่วงโซ่มูลค่า ถ่ายทอดเทคโนโลยี และใช้ประโยชน์จากระบบนิเวศอุตสาหกรรมร่วมกัน ตลอดจนการสร้างสมดุลทางการค้า ทั้งการสนับสนุนตลาดในประเทศและการรับมือมาตรการกีดกันทางการค้าในเวทีระหว่างประเทศ

ขณะที่ระยะยาว เน้นการลงทุนและขับเคลื่อนเชิงโครงสร้างต่อเนื่อง โดยให้ความสำคัญกับการส่งเสริมการวิจัยและพัฒนา (R&D) การพัฒนาแรงงานและทักษะให้สอดคล้องอุตสาหกรรมอนาคต การยกระดับการศึกษาให้ตอบโจทย์ตลาดแรงงาน รวมถึงการผลักดันความยั่งยืนและเศรษฐกิจหมุนเวียนตลอดวงจรชีวิตของผลิตภัณฑ์ ตั้งแต่การออกแบบ การผลิต การใช้ซ้ำ การรีไซเคิล ไปจนถึงการจัดการของเสีย พร้อมสนับสนุนมาตรการจูงใจที่เหมาะสม โดยคำนึงถึงความคุ้มค่าและไม่เป็นภาระงบประมาณระยะยาว

นางสาวลลิดา กล่าวเพิ่มเติมว่า ในการขับเคลื่อนเรื่องดังกล่าว ได้มีการประสานการพิจารณาร่วมกับหน่วยงานสำคัญที่เกี่ยวข้อง อาทิ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม กระทรวงมหาดไทย กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงแรงงาน สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ตลอดจนหน่วยงานอื่นๆ เพื่อให้ข้อเสนอและการดำเนินการสอดคล้องกันในภาพรวม ลดความซ้ำซ้อนของกลไก และเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานภาครัฐ โดยผลสรุปจะถูกนำเสนอเพื่อให้คณะรัฐมนตรีรับทราบตามขั้นตอน และแจ้งผลให้วุฒิสภาทราบต่อไป

ทั้งนี้ รัฐบาลย้ำว่า การปลดล็อกอุปสรรคภาคอุตสาหกรรม ต้องทำควบคู่ไปกับการปรับกติกาให้ทันสมัย การเสริมความสามารถผู้ประกอบการ และ การพัฒนาคน เพื่อให้อุตสาหกรรมไทยแข่งขันได้จริงในเวทีโลก สร้างงานสร้างรายได้ และเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว

ตั้ง “โสภณ เมฆธน” ประธานสถาบันวัคซีนแห่งชาติ

และในวันนี้ที่ประชุม ครม.ได้มีมติอนุมัติ / เห็นชอบการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการและผู้บริหารระดับสูงของหน่วยงานรัฐมีรายละเอียดดังนี้

1. เรื่อง ขออนุมัติแต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด แทนตำแหน่งที่ว่าง (กระทรวงยุติธรรม)

คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่กระทรวงยุติธรรม เสนอแต่งตั้ง พลตำรวจตรี สถิตย์พรมอุทัย เป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด แทนกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิเดิมที่พ้นจากตำแหน่งก่อนครบวาระเนื่องจากลาออก ทั้งนี้ตั้งแต่วันที่ 20 มกราคม 2569 เป็นต้นไป โดยให้ผู้ได้รับแต่งตั้งแทนตำแหน่งที่ว่างนั้นอยู่ในตำแหน่งเท่ากับวาระที่เหลืออยู่ของกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งได้แต่งตั้งไว้แล้ว ซึ่งรองนายกรัฐมนตรี (นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ) ได้ให้ความเห็นชอบด้วยแล้ว

2. เรื่อง การแต่งตั้งประธานกรรมการบริหารสถาบันวัคซีนแห่งชาติ (กระทรวงสาธารณสุข)

คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่รัฐมนตรีว่ากระทรวงสาธารณสุข เสนอแต่งตั้ง นายโสภณ เมฆธน เป็นประธานกรรมการบริหารสถาบันวัคซีนแห่งชาติ เนื่องจากประธานกรรมการบริหารสถาบันฯ เดิมได้ดำรงตำแหน่งครบวาระสี่ปี ทั้งนี้ตั้งแต่วันที่ 20 มกราคม 2569 เป็นต้นไป ซึ่งรองนายกรัฐมนตรี (นายโสภณ ซารัมย์) ได้ให้ความเห็นชอบด้วยแล้ว

3. เรื่อง แต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์

คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (นายนภินทร ศรีสรรพางค์) เสนอแต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ จำนวน 2 คน เพื่อแทนกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิเดิมที่พ้นจากตำแหน่งเนื่องจากขอลาออกและมีอายุครบเจ็ดสิบปีบริบูรณ์ ดังนี้

1. นายธนพล ภู่พันธ์ศรี

2. นางพิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล

ทั้งนี้ตั้งแต่วันที่ 20 มกราคม 2569 เป็นต้นไป และผู้ได้รับแต่งตั้งแทนตำแหน่งที่ว่างอยู่ในตำแหน่งเท่ากับวาระที่เหลืออยู่ของผู้ซึ่งตนแทน ซึ่งนายกรัฐมนตรีได้ให้ความเห็นชอบด้วยแล้ว

อ่าน มติ ครม.ประจำวันที่ 20 มกราคม 2568 เพิ่มเติม

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...