โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

Visa จับมือ Omise ใช้ Network Token เสริมแกร่งร้านค้าไทย

การเงินธนาคาร

อัพเดต 20 ก.พ. เวลา 15.47 น. • เผยแพร่ 20 ก.พ. เวลา 08.47 น.

วีซ่า ประกาศความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์กับโอมิเซะ นำโซลูชัน Visa Network Token มาให้บริการแก่ร้านค้าทั่วประเทศไทย มุ่งยกระดับความปลอดภัย ลดความเสี่ยงการฉ้อโกง และเพิ่มอัตราการอนุมัติรายการชำระเงิน รับการเติบโตเศรษฐกิจดิจิทัล

20 ก.พ. 2569 - วีซ่า ผู้นำให้บริการการชำระเงินดิจิทัลระดับโลก ประกาศความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์กับ โอมิเซะ ผู้ให้บริการระบบรับชำระเงินในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ นำ โซลูชัน Visa Network Token มาให้บริการแก่ร้านค้าทั่วประเทศไทย หวังยกระดับความปลอดภัย ลดความเสี่ยงการฉ้อโกง และเพิ่มอัตราการอนุมัติรายการชำระเงิน (Authorisation rates) รองรับการเติบโตของเศรษฐกิจดิจิทัลไทย

นางอังศุมาลิน ฟอร์ดแฮม หัวหน้าฝ่ายผลิตภัณฑ์และบริการเสริม วีซ่า ประเทศไทย กล่าวว่า วีซ่าได้ร่วมมือกับโอมิเซะ นำโซลูชัน Visa Network Token มาให้บริการแก่ร้านค้าทั่วประเทศไทย โดยมุ่งแก้สองความท้าทายสำคัญของธุรกิจออนไลน์ ได้แก่ ความเสี่ยงจากการทุจริต และการปฏิเสธรายการโดยไม่จำเป็น ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อรายได้ของร้านค้า ท่ามกลางการขยายตัวอย่างรวดเร็วของธุรกรรมดิจิทัลในประเทศ

ที่ผ่านมาการชำระเงินออนไลน์แบบเดิมที่ใช้ข้อมูลบัตรจริง (Card-Not-Present) มีโอกาสที่จะเกิดการรั่วไหลของข้อมูล หมายเลขบัตรอาจถูกนำไปใช้ในทางมิชอบ ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อการฉ้อโกงและการเรียกคืนเงิน (Chargeback) เทคโนโลยี Visa Network Tokenisation จึงถูกออกแบบมาเพื่อแก้ปัญหานี้ โดยแทนที่ข้อมูลบัตรที่มีความอ่อนไหวด้วยรหัสดิจิทัลที่เข้ารหัสอย่างปลอดภัย หรือ “Token” ทำให้แม้ข้อมูลจะถูกดักจับ ก็ไม่สามารถนำไปใช้ที่อื่นได้ พร้อมเพิ่มชั้นความปลอดภัยด้วยรหัสเฉพาะสำหรับแต่ละธุรกรรม

“การผสานเทคโนโลยี Tokenisation ระดับโลกของวีซ่าเข้ากับระบบชำระเงินของโอมิเซะ ช่วยให้ร้านค้าออนไลน์ในไทยสามารถมอบประสบการณ์การชำระเงินที่ปลอดภัยและไร้รอยต่อมากขึ้น พร้อมสนับสนุนการเติบโตของระบบการชำระเงินดิจิทัลในประเทศอย่างมีประสิทธิภาพ”

นางสาวจิตสุภา เชี่ยววิทย์ รองประธานอาวุโส ผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาธุรกิจ (ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก) โอมิเซะ อธิบายกลไกการทำงานของเทคโนโลยี Visa Network Tokenisation ว่า ระบบจะแปลงข้อมูลหน้าบัตรที่ละเอียดอ่อนให้เป็นรหัสระบุตัวตนดิจิทัลเฉพาะ (Token) ซึ่งจะทำให้เกิดความปลอดภัยสูงขึ้น (Dynamic Security) โดยทุกรายการธุรกรรมจะได้รับการปกป้องด้วยคริปโตแกรม (Cryptogram) ที่สร้างใหม่ทุกครั้ง ทำให้ข้อมูลที่ถูกขโมยไม่สามารถนำไปใช้ต่อได้นอกเหนือจากร้านค้าหรือช่องทางที่กำหนด นอกจากนี้ตัวระบบยังสามารถอัปเดตข้อมูลบัตรโดยอัตโนมัติเมื่อบัตรหมดอายุ สูญหาย หรือมีการออกบัตรใหม่ ลดความเสี่ยงการชำระเงินล้มเหลวและไม่กระทบต่อบริการรายเดือน ทำให้เกิดการใช้งานที่ต่อเนื่องไม่ติดขัด

โดยร้านค้าที่ใช้งาน Network Token ผ่านโอมิเซะจะได้รับประโยชน์หลายด้าน ได้แก่

  • ลดความเสี่ยงการฉ้อโกง: บางกรณีลดลงได้มากกว่าครึ่ง หรือสูงสุดประมาณ 58% ขึ้นอยู่กับร้านค้าและตลาด
  • อัตราการอนุมัติสูงขึ้น: การทำรายการแบบ Tokenisation ช่วยเพิ่มอัตราการอนุมัติธุรกรรมประมาณ 4% ลดการปฏิเสธบัตรโดยไม่จำเป็น
  • รายรับต่อเนื่อง: ระบบอัปเดตข้อมูลบัตรอัตโนมัติ ลดปัญหาการชำระเงินล้มเหลวในบริการแบบสมัครสมาชิก
  • ผลลัพธ์ระดับโลก: เทคโนโลยี Tokenisation ช่วยเพิ่มรายได้อีคอมเมิร์ซทั่วโลกกว่า 40,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และลดความสูญเสียจากการทุจริตได้กว่า 650 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปีที่ผ่านมา

นางอังศุมาลิน ให้ข้อมูลเพิ่มว่า ปัจจุบันผู้ประกอบการรายใหญ่ในประเทศไทยเริ่มนำโซลูชัน Network Token ของวีซ่าไปใช้ผ่านความร่วมมือกับโอมิเซะแล้ว สะท้อนบทบาทของ Tokenisation ในฐานะโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของการชำระเงินออนไลน์ยุคใหม่

“ท่ามกลางการเติบโตอย่างรวดเร็วของการค้าดิจิทัลในไทย ความร่วมมือระหว่างวีซ่าและโอมิเซะจึงมีเป้าหมายเพื่อผลักดันให้เทคโนโลยี Network Tokenisation เข้าถึงร้านค้าไทยอย่างกว้างขวาง เสริมความมั่นคง ปลอดภัย และสร้างความไว้วางใจที่ยั่งยืนระหว่างธุรกิจกับผู้บริโภคในโลกดิจิทัล” นางอังศุมาลิน กล่าว

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้องกับ แวดวงเทคโนโลยี ทั่วโลก ได้ที่นี่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...