โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เกร็ดน่ารู้ที่ซ่อนอยู่ในสิ่งที่เรียกว่า "น้ำตาล"

Gourmet & Cuisine

อัพเดต 19 ก.พ. เวลา 09.28 น. • เผยแพร่ 19 ก.พ. เวลา 09.22 น. • Gourmetand & Cuisine เว็บไซต์รวมเรื่องราวอาหาร

หลังจากเราได้รู้ความแตกต่างของน้ำตาลจากธรรมชาติ และน้ำตาลสังเคราะห์ไปแล้ว (www.gourmetandcuisine.com/stories/detail/3925) คราวนี้ขอชวนมาอ่านเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยที่เกี่ยวกับน้ำตาลกันบ้าง

เกร็ดน่ารู้ที่ซ่อนอยู่ในสิ่งที่เรียกว่า

น้ำตาล 0% ≠ สุขภาพดี (เสมอไป)
“ขึ้นชื่อว่าน้ำตาล 0% ยังไงก็ต้องดีกว่าปริมาณน้ำตาลปกติอยู่แล้ว” นี่คือตัวอย่างความเชื่อที่แพร่หลายในช่วงแรกที่แบรนด์เครื่องดื่มต่างๆ ออกมาโฆษณาว่ากินผลิตภัณฑ์ของตนแล้วจะไม่ต้องกลัวเสียสุขภาพหรือน้ำหนักขึ้น หลังจากนั้นจึงเข้าใจว่าเป็นเรื่องจริงเพียงบางส่วนเท่านั้น เพราะน้ำตาลที่ไม่ได้ถูกใส่ลงไปคือน้ำตาลทราย แต่ถูกแทนที่ด้วยสารให้ความหวานอื่นๆ เช่น แอสปาร์แตม (Aspartame), ซูคราโลส (Sucralose), แอลซีซันเฟม-เค (Acesulfame-K) ซึ่งหวานกว่าน้ำตาลปกติหลายร้อยเท่า แต่ดัชนีความหวาน 0 และพลังงาน 0 แคลอรี จึงกลายเป็นทางเลือกของคนต้องการควบคุมน้ำหนัก ถึงอย่างนั้นร่างกายก็รู้ตัวว่าโดนหลอกเพราะเราไม่ได้กินน้ำตาลจริงๆ ที่ยังมีแคลอรีบ้าง ทำให้เมื่อดื่มเครื่องดื่มน้ำตาล 0% ไปสักพักร่างกายจะประท้วงอยากกินน้ำตาลและแป้งในปริมาณมากเพราะไม่ได้รับพลังงานเลย และอาจส่งผลต่อการทำงานของแบคทีเรียในลำไส้ซึ่งส่งผลต่อฮอร์โมนควบคุมความหิว เราก็จะยิ่งกินมากขึ้นเรื่อยๆ จนน้ำหนักขึ้นอยู่ดี ทางที่ดีที่สุดอาจจะต้องเลือกเครื่องดื่มน้ำตาล 0% ที่ใช้น้ำตาลสกัดจากหญ้าหวานและหล่อฮังก๊วยแทน แต่ไม่ควรกินบ่อยเกินไปเพราะจะกลายเป็นคนติดหวานในท้ายที่สุด

เกร็ดน่ารู้ที่ซ่อนอยู่ในสิ่งที่เรียกว่า

ภาษีน้ำตาล
หากยังจำกันได้เมื่อปี พ.ศ. 2560 ประเทศไทยเรามีการประกาศใช้พระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต โดยให้เก็บภาษีเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลเป็นส่วนผสม ส่งผลให้ราคาเครื่องดื่มสูงขึ้นเพื่อไม่ให้ผู้บริโภคเข้าถึงง่ายเกินไป ซึ่งพระราชบัญญัตินี้ใช้ได้ผลจริงๆ อยู่ประมาณ 3-4 ปี คนไทยเคยกินหวานน้อยลงได้มากถึงร้อยละ 7.2 (ตัวเลขนี้มาจากกลุ่มผู้สูงอายุที่อายุ 60 ปีขึ้นไป) แต่หลังจากนั้นไม่นานเมื่อบริษัทเครื่องดื่มเริ่มใช้วิธีลดขนาดขวด และออกสูตรหวานน้อยหรือน้ำตาล 0% ทำให้ถูกคิดภาษีอัตราต่ำลง (ยิ่งถ้าใส่น้ำตาลไม่ถึง 6 กรัม ไม่ต้องเสียภาษีน้ำตาลเลย) คนก็รู้สึกว่าสามารถซื้อได้เพราะเห็นเป็นสูตรปรับใหม่เพื่อสุขภาพมากขึ้น แต่ความจริงกลับทำให้ติดหวานกันยิ่งกว่าเดิม ปัจจุบันพระราชบัญญัตินี้ยังมีผลบังคับใช้อยู่ เพราะส่วนหนึ่งมีกลุ่มคนที่ลดการกินหวานได้จริงเนื่องจากเครื่องดื่มมีราคาแพงขึ้น ส่งผลให้ความเสี่ยงในการป่วยเป็นโรคความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน โรคอ้วน ฯลฯ ลดลงจริง กินคาวแล้วทำไมต้องกินหวาน?
กินข้าวอิ่มแล้วแต่ยังเหลือที่ว่างให้ของหวานเสมอ… อาการนี้มีจริงๆ หรือแค่หาข้ออ้างเฉยๆ? ต้องบอกว่าถ้าไม่ติดหวานจนเคยชิน ก็อาจเป็นเพราะอินซูลินในร่างกายซึ่งทำหน้าที่จัดการน้ำตาลในเลือดของเราก็ทำหน้าที่ได้ดีมากเกินไปจนอาหารคาวที่เป็นคาร์โบไฮเดรตและโปรตีนถูกจัดการไปอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้ “น้ำตาลตก” สมองก็ฉลาดรีบสั่งเราว่าต้องหาอะไรหวานๆ กินให้พลังงานกลับมา แถมของหวานมีสารแห่งความสุขอย่างโดปามีน และเซโรโทนินอีก ไม่ใช่เรื่องยากที่สมองจะเสพติดและตั้งตารอมื้อขนมหวานในครั้งต่อๆ ไป

เกร็ดน่ารู้ที่ซ่อนอยู่ในสิ่งที่เรียกว่า

เช็กน้ำตาลในเมนูฮิต
เมื่อปริมาณน้ำตาลที่ WHO กำหนดคือไม่เกิน 6 ช้อนชา/วัน เรามาดูกันดีกว่าว่าเมนูฮิตที่คนชอบกินกันจะมีปริมาณน้ำตาลเท่าไร ไม่ใช่เพื่อทำให้กลัว แต่เพื่อเป็นแนวทางการลดและควบคุมปริมาณอาหารในแต่ละวัน

  • ชานมไข่มุก (หวานปกติ) ปริมาณน้ำตาล 11-15 ช้อนชา
  • ชาเย็น (หวานปกติ) ปริมาณน้ำตาล 10-12 ช้อนชา
  • เคลียร์มัตฉะ ปริมาณน้ำตาล 0 ช้อนชา
  • มัตฉะลาเต้ ปริมาณน้ำตาล 6-9 ช้อนชา
  • มัตฉะน้ำมะพร้าว ปริมาณน้ำตาล 5-7 ช้อนชา
  • อเมริกาโนเย็น ปริมาณน้ำตาล 0 ช้อนชา
  • บราวนี่ ปริมาณน้ำตาล 6-7 ช้อนชา
  • มาการอง ปริมาณน้ำตาล 2.5-4 ช้อนชา
  • หมูปิ้ง ปริมาณน้ำตาล 3-4 ช้อนชา
  • ส้มตำ ปริมาณน้ำตาล 4-6 ช้อนชาน้ำตาลและความหวานไม่ใช่ตัวร้ายเสมอไป หากเรากินหวานอย่างเหมาะสม มื้อนั้นก็จะอร่อยขึ้นและกลายเป็นมื้อแห่งความสุขได้ทันที
ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...