“เวียดนาม” เกินดุลการค้า “สหรัฐ” พุ่ง 30% แม้ถูกเก็บภาษีทรัมป์ 20%
"เวียดนาม" เกินดุลการค้า "สหรัฐ" พุ่ง 30% แตะ 1.2 หมื่นล้านดอลลาร์ สะท้อนบทบาทเวียดนามในฐานะฐานการผลิตสำคัญของห่วงโซ่อุปทานโลก
วันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 09.56 น. สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า ดุลการค้าเกินดุลของเวียดนามกับสหรัฐเพิ่มขึ้นเกือบ 30% เมื่อเทียบรายปีในเดือนมกราคม จากแรงหนุนของการส่งออกที่ขยายตัวต่อเนื่อง ขณะที่การนำเข้าสินค้าจากจีนพุ่งแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์รายเดือน ตามข้อมูลทางการที่เปิดเผยเมื่อวันศุกร์
ตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา กรุงฮานอยอยู่ระหว่างการเจรจากับวอชิงตันเกี่ยวกับความเป็นไปได้ในการทำข้อตกลงการค้า หลังรัฐบาลของโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากเวียดนามในอัตรา 20% เมื่อเดือนสิงหาคม และขู่ว่าจะขึ้นภาษีเพิ่มเติมกับสินค้าที่ผลิตจากชิ้นส่วนซึ่งเวียดนามนำเข้ามาจากจีนเป็นหลัก
แม้เผชิญมาตรการภาษีที่สูงขึ้น การส่งออกของเวียดนามไปยังสหรัฐยังคงขยายตัวต่อเนื่อง และทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ในปีที่ผ่านมา โดยในเดือนมกราคม การส่งออกไปสหรัฐมีมูลค่า 1.39 หมื่นล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้นจาก 1.05 หมื่นล้านดอลลาร์ในช่วงเดียวกันปีก่อน ขณะที่เดือนธันวาคมอยู่ที่ 1.46 หมื่นล้านดอลลาร์
ดุลการค้าเกินดุลของเวียดนามกับสหรัฐฯ ในเดือนมกราคมอยู่ที่ 12 พันล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้นเกือบ 30% จากปีก่อน และลดลงเพียงเล็กน้อยจากระดับ 12.3 พันล้านดอลลาร์ในเดือนธันวาคม
ในทางกลับกัน การนำเข้าจากจีนพุ่งแตะสถิติสูงสุดรายเดือนที่ 19 พันล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้นจาก 18.7 พันล้านดอลลาร์ในเดือนธันวาคม และ 12 พันล้านดอลลาร์ในเดือนมกราคมปี 2025
โดยรวมแล้ว การส่งออกของเวียดนามในเดือนมกราคมเพิ่มขึ้น 29.7% จากปีก่อน มาอยู่ที่ 43.19 พันล้านดอลลาร์ ขณะที่การผลิตภาคอุตสาหกรรมขยายตัว 21.5% ส่วนการนำเข้าเพิ่มขึ้นแรงถึง 49.2% สู่ระดับ 44.97 พันล้านดอลลาร์ ส่งผลให้เวียดนามขาดดุลการค้า 1.78 พันล้านดอลลาร์ในเดือนดังกล่าว
ด้านราคาผู้บริโภคในเดือนมกราคมปรับขึ้น 2.53% เมื่อเทียบรายปี ขณะที่ยอดค้าปลีกเพิ่มขึ้น 9.3% สะท้อนการฟื้นตัวของอุปสงค์ภายในประเทศ
สำหรับเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ที่ไหลเข้าสู่เวียดนามในเดือนมกราคมอยู่ที่ 1.68 พันล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 11.3% จากปีก่อน อย่างไรก็ตาม มูลค่าเงินลงทุนที่ให้คำมั่นไว้ล่วงหน้า ซึ่งสะท้อนแนวโน้มการลงทุนในอนาคต ลดลงถึง 40.6% เหลือ 2.58 พันล้านดอลลาร์ในเดือนเดียวกัน
อ้างอิง : www.reuters.com