โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

“กัมพูชา” ท่องเที่ยวทรุด เหลือ 9.4% ของ GDP หลังเจอปมสแกมเมอร์-ชายแดนตึงเครียด

การเงินธนาคาร

อัพเดต 05 ก.พ. เวลา 15.19 น. • เผยแพร่ 05 ก.พ. เวลา 06.51 น.

"กัมพูชา" ท่องเที่ยวทรุด เหลือ 9.4% ของ GDP ในปี 2567 ลดลงจาก 12.1% ในปี 2562 หลังภาพลักษณ์ประเทศถูกเชื่อมโยงกับเครือข่ายหลอกลวงออนไลน์-ชายแดนตึงเครียด

วันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 12.43 น. สำนักข่าว CNBC รายงานว่า กัมพูชากำลังเผชิญความยากลำบากในการฟื้นฟูภาคการท่องเที่ยว หลังความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ และภาพลักษณ์ที่ถูกมองว่าเป็นศูนย์กลางอาชญากรรมไซเบอร์ ส่งผลให้นักท่องเที่ยวจำนวนมากหลีกเลี่ยงการเดินทางเข้าประเทศ

ข้อมูลจากกระทรวงการท่องเที่ยวกัมพูชาระบุว่า อุตสาหกรรมท่องเที่ยวซึ่งเคยเป็นแรงขับเคลื่อนหลักของเศรษฐกิจ มีสัดส่วนเพียง 9.4% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ในปี 2567 ลดลงจาก 12.1% ในปี 2562

กัมพูชาถูกจับตาจากนานาชาติอย่างต่อเนื่อง หลังมีรายงานว่าเป็นศูนย์กลางของเครือข่ายแก๊งคอลเซ็นเตอร์และศูนย์หลอกลวงออนไลน์ โดย United Nations Office on Drugs and Crime ระบุเมื่อเดือนมิถุนายน 2568 ว่า รายได้จากกิจกรรมผิดกฎหมายดังกล่าวมีความเชื่อมโยงกับชนชั้นนำทางการเมืองของประเทศ

นอกจากนี้กัมพูชายังมีความขัดแย้งชายแดนกับไทย ซึ่งเป็นข้อพิพาทยืดเยื้อมานานหลายทศวรรษ และทวีความรุนแรงจนเกิดการปะทะกันต่อเนื่องตลอดปี 2568 ก่อนที่ทั้งสองฝ่ายจะตกลงหยุดยิงเมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2568 หลังจากความพยายามหยุดยิงครั้งก่อนในเดือนมิถุนายนล้มเหลว และการสู้รบกลับมาปะทุอีกครั้งในช่วงต้นเดือนธันวาคม

นักท่องเที่ยวเอเชียแปซิฟิกลดฮวบ

นักท่องเที่ยวจากภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก (APAC) ที่เดินทางเข้ากัมพูชาลดลงมากที่สุด โดยหดตัวถึง 20% เมื่อเทียบรายปีในปี 2568 สตีเฟน ฮิกกินส์ หุ้นส่วนผู้จัดการของ Mekong Strategic Capital ระบุว่าประเด็นศูนย์หลอกลวงออนไลน์ส่งผลกระทบต่อการรับรู้ของชาวเอเชียตะวันออกอย่างมาก ขณะที่นักท่องเที่ยวจากสหรัฐฯ และยุโรปได้รับข่าวสารในเรื่องนี้น้อยกว่า

ภายในภูมิภาค นักท่องเที่ยวจากไทยลดลงมากที่สุดกว่า 50% ท่ามกลางความตึงเครียดชายแดน ส่วนจำนวนนักท่องเที่ยวจาก South Korea ลดลง 20.6% หลังรัฐบาลโซลในเดือนตุลาคม 20568 ออกคำเตือนการเดินทางระดับสูงสุดต่อบางพื้นที่ของกัมพูชา เนื่องจากการหลอกลวงด้านการจ้างงานและการกักขังเพิ่มขึ้น คำเตือนดังกล่าวมีขึ้นหลังนักศึกษาชาวเกาหลีใต้รายหนึ่งถูกล่อลวงไปทำงานในศูนย์หลอกลวงในกัมพูชา และเสียชีวิตจากการถูกทรมานตามรายงาน

ในทางตรงกันข้าม นักท่องเที่ยวจาก China เพิ่มขึ้น 41.5% ในเดือนธันวาคม แต่ยังต่ำกว่าระดับก่อนโควิด-19 มากกว่าครึ่ง ซึ่งถือเป็นแรงกดดันเพิ่มเติมต่อภาคท่องเที่ยว เนื่องจากจีนเป็นหนึ่งในตลาดนักท่องเที่ยวที่ใช้จ่ายสูงของกัมพูชา ตามรายงานของ ASEAN+3 Macroeconomic Research Office

จีนยังได้กดดันให้กัมพูชาปราบปรามศูนย์หลอกลวงออนไลน์ โดยสถานทูตจีนในกัมพูชาระบุผ่าน WeChat ว่า ภาพลักษณ์แหล่งหลบภัยแก๊งสแกมเสี่ยงกระทบความสัมพันธ์ทวิภาคี

ความพยายามฟื้นความเชื่อมั่น

เพื่อแก้ไขภาพลักษณ์เชิงลบและปรับปรุงความสัมพันธ์กับนานาชาติ กัมพูชาได้เร่งปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ โดยกระทรวงมหาดไทยเปิดเผยว่า มีการจับกุมผู้เกี่ยวข้องกับศูนย์หลอกลวงแล้วมากกว่า 2,000 ราย

ต้นเดือนมกราคมที่ผ่านมา ทางการกัมพูชาจับกุม เฉิน จื้อ ผู้ต้องสงสัยเป็นหัวหน้าขบวนการ และส่งผู้ร้ายข้ามแดนไปจีนแล้ว

กัมพูชายังร่วมมือกับเกาหลีใต้ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2568 เพื่อจัดการคดีหลอกลวงข้ามชาติ และหลังข้อตกลงดังกล่าว โซลได้ลดระดับคำเตือนการเดินทางลงเป็นระดับ 1-2 ในบางพื้นที่

ด้านนโยบายท่องเที่ยว กระทรวงการท่องเที่ยวกัมพูชาได้ประกาศยกเว้นวีซ่าให้ชาวจีนเป็นการทดลอง ตั้งแต่วันที่ 15 มิถุนายน ถึง 15 ตุลาคม

ฮิกกินส์กล่าวว่า ขณะนี้นักท่องเที่ยวจำนวนมากยังรู้สึกไม่ปลอดภัยในการเดินทางมากัมพูชา แต่หากรัฐบาลสามารถปิดศูนย์หลอกลวงและแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างได้ ภาพลักษณ์ของประเทศจะค่อย ๆ ดีขึ้น และการฟื้นตัวของภาคท่องเที่ยวก็จะตามมา แม้จะไม่เกิดขึ้นในชั่วข้ามคืนก็ตาม

อ้างอิง : cnbc.com

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้องกับ สถานการณ์รอบรั้วอาเซียน ทั้งหมด ได้ที่นี่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...