“เศรษฐกิจจีน” ยังเปราะบาง เงินเฟ้อผู้บริโภคชะลอ-เงินฝืดโรงงานยืดเยื้อ
เงินเฟ้อผู้บริโภคจีนชะลอลง ขณะที่เงินฝืดในภาคผู้ผลิตยังยืดเยื้อ ตอกย้ำความเปราะบางของการฟื้นตัวเศรษฐกิจและความท้าทายเชิงนโยบายของทางการจีน
วันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 15.15 น. สำนักข่าว Nikkei Asia รายงานว่าอัตราเงินเฟ้อผู้บริโภคของจีนในเดือนมกราคมชะลอตัวลง ขณะที่ภาวะเงินฝืดในภาคผู้ผลิตยังคงดำเนินต่อเนื่อง สะท้อนถึงความอ่อนแอเชิงโครงสร้างของอุปสงค์ภายในประเทศ และเป็นความท้าทายสำคัญสำหรับผู้กำหนดนโยบายที่พยายามพยุงการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจซึ่งยังไม่สม่ำเสมอ
รัฐบาลจีนให้คำมั่นหลายครั้งว่าจะปรับสมดุลระหว่างอุปสงค์และอุปทานให้ดีขึ้น พร้อมยกระดับรายได้ของประชาชนเพื่อกระตุ้นการบริโภคสินค้าและบริการ อย่างไรก็ตามมาตรการที่ออกมาจนถึงขณะนี้ยังให้ผลค่อนข้างจำกัด
จื่อชุน หวง นักเศรษฐศาสตร์จีนจาก Capital Economics ระบุว่า ด้วยความไม่สมดุลระหว่างอุปสงค์และอุปทานที่ยังมีแนวโน้มยืดเยื้อ จึงมองว่าแรงกดดันเงินฝืดของจีนจะยังไม่คลี่คลายลงในเร็ววัน
*ข้อมูลจากสำนักงานสถิติแห่งชาติจีน (NBS) ระบุว่า ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) เดือนมกราคมเพิ่มขึ้น 0.2% เมื่อเทียบรายปี ชะลอลงจาก 0.8% ในเดือนธันวาคม และต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดไว้ที่ 0.4% ขณะที่ดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) ลดลง 1.4% เมื่อเทียบรายปี แม้การหดตัวจะชะลอลงเป็นเดือนที่สองติดต่อกัน แต่ยังสะท้อนแนวโน้มเงินฝืดระยะยาวในเศรษฐกิจขนาดใหญ่อันดับสองของโลก โดยนักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ที่ -1.5% เมื่อเทียบรายเดือน CPI ปรับขึ้น 0.2% ต่ำกว่าคาดการณ์ที่ 0.3% และเท่ากับการเพิ่มขึ้นในเดือนธันวาคม*
ลินน์ ซ่ง หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์จีนประจำ ING มองว่า การเพิ่มขึ้นของ CPI รายเดือนบ่งชี้ว่าโดยรวมจีนยังอยู่บนเส้นทางของการฟื้นตัวด้านเงินเฟ้อในปี 2569 และคาดว่าเงินเฟ้อผู้บริโภคทั้งปีจะอยู่ที่ราว 0.9% พร้อมระบุว่ายังมีเหตุผลเพียงพอสำหรับการผ่อนคลายนโยบายการเงินเพิ่มเติมในปีนี้
NBS ชี้ว่า การชะลอลงของ CPI รายปีส่วนหนึ่งมาจากฐานสูงในปีก่อน และการปรับตัวลงแรงของราคาพลังงาน ราคาสินค้าอาหารลดลง 0.7% จากการร่วงลงของราคาหมูและไข่ แม้ว่าราคาผักสดและผลไม้จะเพิ่มขึ้น ขณะที่ราคาบริการขยับขึ้นเพียง 0.1% เมื่อเทียบรายปี ดัชนีเงินเฟ้อพื้นฐาน (Core CPI) ซึ่งไม่รวมอาหารและพลังงาน เพิ่มขึ้น 0.8% ลดลงจาก 1.2% ในเดือนธันวาคม
รัฐบาลจีนเดินหน้ารณรงค์ลดปัญหากำลังการผลิตส่วนเกินและการแข่งขันด้านราคาที่รุนแรงในอุตสาหกรรมหลัก เช่น พลังงานแสงอาทิตย์และยานยนต์ ซึ่งช่วยบรรเทาแรงกดดันเงินฝืดในภาคโรงงานได้บางส่วน
อย่างไรก็ดีภาวะเงินฝืดในภาคผู้ผลิตยังคงกดดันกำไรของภาคอุตสาหกรรม และสะท้อนถึงความจำเป็นในการออกมาตรการเพิ่มเติมเพื่อกระตุ้นอุปสงค์ที่แท้จริงและแก้ไขความไม่สมดุลเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจ
ผู้ผลิตจีนยังต้องพึ่งพาการส่งออกเพื่อระบายกำลังการผลิต โดยจีนทำดุลการค้าสูงถึง 1.2 ล้านล้านดอลลาร์ในปี 2568 ท่ามกลางสงครามการค้ากับสหรัฐ
รัฐบาลจีนย้ำว่าจะเดินหน้าปราบปรามการแข่งขันที่มากเกินไป และเร่งให้กำลังการผลิตที่ไม่มีประสิทธิภาพออกจากระบบ เพื่อช่วยพยุงระดับราคา พร้อมให้คำมั่นใช้นโยบายเศรษฐกิจมหภาคเชิงรุกมากขึ้นในปี 2569
ทั้งนี้ จีนเตรียมเปิดเผยแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมระยะ 5 ปีฉบับใหม่ รวมถึงเป้าหมายการเติบโตทางเศรษฐกิจประจำปี ในการประชุมสภาประชาชนแห่งชาติช่วงต้นเดือนมีนาคม 2569
อ้างอิง : asia.nikkei.com