โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

ขัดใจสายหวาน กรมอนามัยจ่อรื้อมาตรฐานความหวานใหม่”หวานปกติ = 50%” สกัด NCDs

การเงินธนาคาร

อัพเดต 23 ม.ค. เวลา 17.03 น. • เผยแพร่ 23 ม.ค. เวลา 10.03 น.

กรมอนามัยผนึกยักษ์ค้าปลีกเครื่องดื่ม เซ็ตบรรทัดฐานใหม่ "หวานปกติ = 50%" หวังลดภาระงบประมาณสาธารณสุขจากโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง ดึงแบรนด์ดัง CP ALL - OR - บางจาก - แบล็คแคนยอน ชูกลยุทธ์ปรับพฤติกรรมเชิงมาตรวิทยา (Nudging) โดยไม่กระทบสูตรมาตรฐานเดิมของผู้ประกอบการ ดีเดย์11 กุมภาพันธ์ 2569 มุ่งสร้าง Wellbeing Economy

23 มกราคม 2569 -กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข ประกาศขับเคลื่อนนโยบายเศรษฐกิจสุขภาพเชิงรุก เตรียมปรับโครงสร้างมาตรฐานความหวานของเครื่องดื่มปรุงสดในประเทศไทยครั้งใหญ่ ภายใต้แคมเปญ “หวานปกติ เท่ากับ หวาน 50%” เพื่อแก้ปัญหาต้นทางของกลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ซึ่งเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์และระบบเศรษฐกิจในระยะยาว โดยมีกำหนดการเปิดตัวอย่างเป็นทางการในวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2569 นี้

นโยบายดังกล่าวถือเป็นความร่วมมือในลักษณะ Public-Private Partnership (PPP) โดยได้รับการตอบรับจากผู้เล่นรายใหญ่ในอุตสาหกรรมเครื่องดื่มและค้าปลีกของไทย เพื่อร่วมกำหนดค่ากลางของ "ระดับความหวาน" (Sweetness Level) ใหม่ที่จะถูกใช้เป็นเกณฑ์อ้างอิงพื้นฐานทั่วประเทศ ซึ่งจะส่งผลต่อพฤติกรรมการบริโภคของประชาชนในวงกว้าง

Health Ecosystem Transformation: ปรับ ‘จุดสมดุล’ น้ำตาล ลดต้นทุนค่าเสียโอกาสทางเศรษฐกิจ

แพทย์หญิงอัมพร เบญจพลพิทักษ์ อธิบดีกรมอนามัย ระบุว่านโยบายนี้เป็นการสร้างระบบนิเวศด้านสุขภาพ (Health Ecosystem) ที่มุ่งเป้าไปที่การลดต้นทุนทางสังคมจากค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาล โดยกรมอนามัยร่วมกับสำนักโภชนาการได้บูรณาการร่วมกับภาคเอกชน 4 บริษัทหลัก ได้แก่ บริษัท บางจาก รีเทล จำกัด (อินทนิล), บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ OR (คาเฟ่อเมซอน), บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) (All Café) และ บริษัท แบล็คแคนยอน (ประเทศไทย) จำกัด เพื่อวางแนวทางมาตรฐานการให้บริการใหม่ที่สอดคล้องกับสภาวะสุขภาพของประชากรในปัจจุบัน

นโยบายนี้ไม่ได้เป็นการใช้มาตรการบังคับให้เปลี่ยนสูตรลับ (Secret Recipe) ของแต่ละแบรนด์ แต่เป็นการขยับ "จุดกึ่งกลาง" ของคำสั่งซื้อพื้นฐานให้ลดลงครึ่งหนึ่ง เพื่อสร้างมาตรฐานความคุ้นชินใหม่ให้กับลิ้นของผู้บริโภคโดยใช้กลไกการตลาดนำทาง

"การปรับมาตรฐานความหวานครั้งนี้ ไม่ได้เป็นการตัดความหวาน แต่เป็นการปรับ ‘ความคุ้นชิน’ ของคนไทยสู่ความพอดี เพื่อให้ยังคงความอร่อยและไม่ส่งผลเสียต่อสุขภาพในระยะยาว" -นายแพทย์ปกรณ์ ตุงคะเสรีรักษ์ รองอธิบดีกรมอนามัย

Default Nudging Strategy: ใช้พลังเครือข่ายค้าปลีกหมื่นสาขา เปลี่ยน ‘ความคุ้นชิน’ ผู้บริโภค

ในเชิงเศรษฐศาสตร์พฤติกรรม (Behavioral Economics) การกำหนดค่า Default หรือค่าเริ่มต้นให้เป็นตัวเลือกที่ดีต่อสุขภาพมากขึ้น จะช่วยลดปริมาณการบริโภคน้ำตาลสะสมในประชากรได้อย่างมีนัยสำคัญ นายแพทย์ปกรณ์ ตุงคะเสรีรักษ์ เน้นย้ำว่าการที่แบรนด์ใหญ่ซึ่งมีสาขารวมกันหลายหมื่นจุดทั่วประเทศเข้าร่วม จะส่งผลให้เกิดการประหยัดต่อขนาด (Economies of Scale) ในเชิงการรณรงค์สุขภาพและการปรับพฤติกรรมผู้บริโภคในระดับแมส (Mass Scale)

การขับเคลื่อนนี้ยังได้รับการสนับสนุนจากหน่วยงานกำกับดูแลอย่าง สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) และกรมควบคุมโรค เพื่อบูรณาการข้อมูลและกฎระเบียบให้สอดคล้องกับมาตรฐานความหวานใหม่ โดยเน้นย้ำว่าการอ้างอิงจากสูตรหวาน 50% ที่แต่ละแบรนด์มีอยู่เดิม จะไม่เป็นการเพิ่มต้นทุนการบริหารจัดการ (Operational Cost) หรือกระทบต่อกำไรขั้นต้นของผู้ประกอบการ แต่จะเป็นการยกระดับภาพลักษณ์แบรนด์ในฐานะผู้รับผิดชอบต่อสังคม

Strategic Roadmap 2026: ดีเดย์ ก.พ. นี้ ปักหมุดยุทธศาสตร์ ‘สุขภาพนำการค้า’ อย่างยั่งยืน

ดร.แพทย์หญิงสายพิณ โชติวิเชียร ผู้อำนวยการสำนักโภชนาการ ให้ข้อมูลเชิงยุทธศาสตร์ว่า แผนการเปิดตัวในวันที่ 11 กุมภาพันธ์นี้ จะเป็นหมุดหมายสำคัญในการเปลี่ยนผ่านนโยบายโภชนาการของไทย โดยจะมีการจัดกิจกรรมทางการตลาดและโปรโมชั่นพิเศษร่วมกับภาคีเครือข่าย เพื่อจูงใจให้ผู้บริโภคหันมาทดลองมาตรฐานความหวานใหม่ในช่วงเปลี่ยนผ่าน

"หวานปกติ…กำลังเปลี่ยนไป เพื่อสุขภาพที่ดีขึ้นของคนไทยทั้งประเทศ ซึ่งคาดว่าจะเป็นจุดเริ่มต้นของการขับเคลื่อนนโยบายด้านโภชนาการที่สำคัญในระดับประเทศ" - ดร.แพทย์หญิงสายพิณ โชติวิเชียร

ในระยะยาว กรมอนามัยคาดการณ์ว่านโยบาย "หวานปกติ = 50%" จะเป็นฟันเฟืองหลักในการลดอัตราผู้ป่วยใหม่ในกลุ่มโรคเบาหวานและความดันโลหิตสูง ซึ่งปัจจุบันเป็นภาระหนักของงบประมาณกองทุนสุขภาพถ้วนหน้า การลงทุนในนโยบายเชิงป้องกัน (Preventive Policy) ครั้งนี้จึงเป็นการสร้างความยั่งยืนให้กับระบบสาธารณสุขและเพิ่มผลิตภาพ (Productivity) ของแรงงานไทยในยุค Wellbeing Economy อย่างแท้จริง

อ่านข่าว เศรษฐกิจทั่วไทย ทั้งหมด ได้ที่นี่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...