สันดานดิบ
โลกวันนี้ไร้กติกาแทบจะสิ้นเชิงแล้ว
“โดนัลด์ ทรัมป์” เข้าข่ายอาชญากรสงคราม แต่ใครล่ะครับจะจับนายคนนี้เข้าตะแลงแกง เพราะ มหาอำนาจ ทำอะไรก็ถูกไปหมด
สุดท้ายอ่าวเปอร์เซีย ไม่ว่าจะเป็นเผ่าพันธุ์อาหรับหรือเปอร์เซียก็ต้องรับเคราะห์
การสู้รบยิงขีปนาวุธตอบโต้กันไปมาหลายๆ เมืองตอนนี้อยู่ในสภาพแดนสงคราม มีแต่ซากปรักหักพัง
ลองนึกภาพ มหานครนิวยอร์ก โดนถล่มตึกรามบ้านช่องพังพินาศ อเมริกันชนเสียชีวิตกันเป็นเบือ “โดนัลด์ ทรัมป์” และผู้ที่ให้การสนับสนุนจะรู้สึกอย่างไร
เรื่องที่อเมริกาต้องการเข้าไปเปลี่ยนรัฐบาล เปลี่ยนระบอบการปกครองในหลายๆ ประเทศทั่วโลก เป็นเรื่องจริงครับ อิหร่าน เวเนซุเอลา คือกรณีล่าสุด
ไทยเองก็ถูกแทรกแซงมานานแล้ว!
ทั้งหมดนี้อย่าคิดว่าเพื่อโลกที่น่าอยู่ขึ้นนะครับ แต่เพื่อผลประโยชน์ของอเมริกาล้วนๆ
อิรัก เคยโดนอย่างไร อิหร่านก็จะโดนแบบนั้น
การปล้นทรัพยากรจะเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า
ที่น่าสนใจคือคนรุ่นใหม่ในประเทศไทยโปรอเมริกาเยอะพอควร
มองอเมริกาเป็นต้นแบบทั้งในแง่เศรษฐกิจ และระบอบการปกครอง มีแนวคิดปฏิรูปการปกครองแบบถอนรากถอนโคน บางครั้งก็อ้างอิงปฏิวัติฝรั่งเศส ทั้งหมดนี้ล้วนมาจากสาเหตุ ไม่พอใจในรากเหง้าชาติของตนเอง
มาทำความเข้าใจเรื่องนี้ผ่านโพสต์ของ ณัฏฐ์ มงคลนาวิน
----------------------
"…ผมสังเกตเห็นปรากฏการณ์หนึ่งในสังคมไทยตอนนี้ คือความรู้สึกที่ว่า 'อะไรที่เป็นของคนอื่น หรือระบบของประเทศอื่น ดีกว่าของเราเสมอ'
ในทางสากลเราเรียกสิ่งนี้ว่า 'The Grass is Always Greener on the Other Side' ครับ แต่ในฐานะนักยุทธศาสตร์ ผมอยากชวนน้องๆ และทุกคนมามองลึกลงไปถึง 'รากเหง้าทางจิตวิทยา'ว่าทำไมมนุษย์เราถึงติดกับดักความคิดนี้?
๑.ความจริงในสวนเอเดน: บทเรียนแรกของมนุษยชาติ
หากเรามองผ่านมุมมองความเชื่อ ในวันที่พระเจ้าสร้างอาดัมกับเอวาไว้ใน 'สวนเอเดน'ทุกอย่างสมบูรณ์แบบครับ ไม่มีสงคราม ไม่มีคอร์รัปชัน ไม่มีโศกนาฏกรรม
แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคืออะไร? มนุษย์คือผู้ที่เลือกจะทำลายมันเอง เพียงเพราะความอยากรู้อยากเห็น และการถูกล่อลวงให้เชื่อว่า 'มีสิ่งที่ดีกว่า'อยู่ในผลไม้ต้องห้ามนั้น
บทเรียนคือ: ปัญหาบ่อยครั้งไม่ได้อยู่ที่ 'ระบบ'หรือ 'สวน'แต่อยู่ที่ 'สันดานดิบ'ของมนุษย์ที่ไม่เคยรู้จักพอและชอบหาเหตุผลมาทำลายสิ่งที่มีอยู่
๒.จิตวิทยาของการ ‘มองข้ามช็อต’ (Cognitive Bias)
สมองมนุษย์ถูกออกแบบมาให้มองเห็น 'จุดด่างพร้อย'ในสิ่งที่ตัวเองมี แต่จะมองเห็นเฉพาะ 'จุดเด่น'ในสิ่งที่คนอื่นมี
เรามองเห็นปัญหาในบ้านเราชัดเจน เพราะเราอยู่กับมันทุกวัน
แต่เรามองเห็นประเทศอื่นผ่านหน้าฟีดโซเชียลที่ถูกคัดกรองมาแล้ว (Curated Content) เราจึงคิดว่า 'บ้านเขาเขียวกว่า'ทั้งที่ความจริงเขาก็มีกองขยะและปัญหาที่ซุกไว้ใต้พรมไม่ต่างจากเรา
๓.ระบบที่ 'ดี' หรือ คนที่ 'แย่'?
ยุทธศาสตร์การปกครองทุกระบบบนโลก ไม่ว่าจะเป็นสาธารณรัฐหรือคอมมิวนิสต์ เมื่อนำมาใช้จริง สุดท้ายก็ถูกขับเคลื่อนด้วย 'คน'ครับ
ถ้าคนไม่มีจริยธรรม (Ethics) ต่อให้เปลี่ยนระบบไปเป็นแบบไหน หญ้าที่เคยคิดว่าเขียว ก็จะกลายเป็นทุ่งหญ้าที่แห้งแล้งในที่สุด
การรื้อถอน 'เสาหลัก'ที่มั่นคงเพื่อไปเสี่ยงกับสิ่งที่ 'ดูเหมือนจะดี'คือความเสี่ยงระดับยุทธศาสตร์ที่อาจนำไปสู่หายนะเหมือนการถูกไล่ออกจากเอเดน
ข้อคิดจากผมถึงคนรุ่นใหม่:
ก่อนจะตัดสินใจว่า 'หญ้าข้างบ้านเขียวกว่า'ลองหยุดคิดสักนิดครับว่า… เราได้ช่วยกันรดน้ำและดูแลหญ้าในบ้านเราเต็มที่หรือยัง?
การมี Critical Thinking (การคิดเชิงวิพากษ์) ไม่ใช่แค่การด่าสิ่งที่เห็นตรงหน้า แต่คือการวิเคราะห์ให้ขาดว่า 'สิ่งที่เขานำมาล่อใจเรานั้น เป็นความจริง หรือเป็นแค่ภาพลวงตา'
'ระบบที่มั่นคงที่สุด คือระบบที่มีรากเหง้า และถูกบริหารด้วยคนที่มีหัวใจแห่งความดีครับ'
ขอบคุณครับ…"
---------------------------
ราชอาณาจักรไทยมีรากเหง้ามาร่วมๆ ๘๐๐ ปี เราสร้างประเพณี วัฒนธรรมอย่างต่อเนื่องยาวนาน แต่เด็กเมื่อวานซืนอ้างถั่วงอกที่เพิ่งโผล่พ้นดินเมื่อปี ๒๔๗๕ เป็นแสงนำทาง
อ้างว่าต้องการระบอบการปกครองที่ดีกว่า
แต่…ไม่ต้องใช้เวลาพิสูจน์ให้นานนักครับ แค่ชั่วตดไม่หายเหม็น ก็เห็นธาตุแท้แล้วว่า อุดมการณ์ประชาธิปไตย สิทธิเสรีภาพเป็นของปวงชน ทุกคนเท่าเทียมกัน มันเป็นเพียงอุดมการณ์ในกระดาษ
มิได้ถูกนำมาใช้จริง
การที่ “ปิยบุตร แสงกนกกุล” ถอยออกจากพรรคส้ม มุมหนึ่งมองเห็นรอยแผลที่ยากจะสมาน และจะเป็นแผลที่เน่า เต็มไปด้วยน้ำหนองในอนาคต
โพสต์ของ “ปิยบุตร” คือใบเสร็จยืนยันถึงความเน่าในของพรรคส้ม
---------------------
"…ในความรับรู้และการค้นคว้าศึกษาของผม ไม่มีทฤษฎีพรรคมวลชนจากสำนักไหน บอกเราว่า การเป็นพรรคมวลชน คือ การเป็นพรรคที่ไม่จำเป็นต้องมีคณะนำ ไม่ต้องมีศูนย์การนำตัดสินใจ
การเป็นพรรคที่ไม่ต้องมีวินัย คนของพรรคอยากแสดงความเห็นวิพากษ์วิจารณ์พรรคก็สามารถทำในที่สาธารณะอย่างเสรี ตามอำเภอใจ โดยไม่อภิปรายกันภายในพรรคให้ตกไปเสียก่อน
การเป็นพรรคที่กลายเป็นยานพาหนะให้ปัจเจกบุคคลมาใช้เพื่อให้ตนเองได้ขยับสถานะทางชนชั้นขึ้นเป็นมหาอำมาตย์ทางการเมืองรายใหม่ หรือได้มีแสงส่องมาที่ตนเอง
การเป็นพรรคที่กระจายอำนาจออกไปในแต่ละพื้นที่ จนศูนย์การนำควบคุมสั่งการไม่ได้
การเป็นพรรคที่ใครมิได้ดังใจ มิได้รับตำแหน่ง หรือมิได้ลงสมัครรับเลือกตั้ง ก็ออกมาโจมตีพรรค
การเป็นพรรคที่มีจำนวนสมาชิกมากๆ แต่สมาชิกไม่ได้มีความคิดเป็นเนื้อเดียวกันกับพรรค ไม่ได้มีส่วนร่วม หรือทำกิจกรรมกับพรรค หากเป็นเพียงยอดจำนวนที่ทำให้ครบถ้วนตามกฎหมายและทำให้ได้เงินสนับสนุนจากกองทุนพรรคการเมืองเท่านั้น
พรรคการเมืองที่ตั้งขึ้นมาเพื่อหลอมรวมประชาชน และทำหน้าที่เปลี่ยนแปลงสังคมขนาดใหญ่ ต้องประสาน ๒ สิ่งที่อาจขัดแย้งกัน เข้าไว้ด้วยกัน นั่นคือ
รวมศูนย์ + ประชาธิปไตย
มิใช่รวมศูนย์จนไม่ฟังใคร จนกลายเป็นเผด็จการภายในพรรค ตัดสินใจโดยคนเดียวหรือไม่กี่คน
และมิใช่ประชาธิปไตยเฟ้อ ใครอยากทำอะไรก็ได้ตามอำเภอใจ โดยไม่ต้องมีวินัย
แต่ต้องเป็นพรรคที่มีการรวมศูนย์การตัดสินใจ แต่การตัดสินใจนั้นผ่านการถกเถียงอภิปรายกันภายในอย่างถึงที่สุด และปฏิบัติตามข้างมาก
สภาพการณ์เช่นนี้ เกิดได้ ต้องมีการประชุม ในเรื่องสำคัญๆ มีระเบียบวาระ มีการตระเตรียมความเห็น เข้ามาเสนอตามระเบียบวาระ ถกเถียงกันให้ตก และต้องใช้วิธี 'วิจารณ์สามัคคี-วิจารณ์'กันอย่างเต็มที่ และยุติกันในที่ประชุม
ปัญหาของพรรคในเวลานี้ ก็คือว่า ได้ขัดเกลาความคิดและพฤติกรรมของแกนนำ ผู้ดำรงตำแหน่ง นักการเมืองของพรรค ผู้ปฏิบัติงานของพรรค ให้เข้าใจวิธีการเช่นนี้แล้วหรือยัง?
หากยังแก้ประเด็นนี้ไม่ตก วันข้างหน้า ก็จะมีดราม่า เกิดซ้ำแล้วซ้ำเล่า วนไปวนมา จนต้องแก้ปัญหาดราม่าหยุมหยิมจนไม่ได้ทำงานใหญ่…"
---------------------------
พรรคส้มกำลังเปลี่ยนไป มิใช่การเปลี่ยนแปลงเพื่อคุณประโยชน์สำหรับประเทศ
เรากำลังเห็นเค้าลางของเผด็จการในรูปแบบใหม่ เผด็จการที่มาพร้อมกับคำว่า สิทธิ เสรีภาพ และความเท่าเทียม อย่างเช่นที่ “โดนัลด์ ทรัมป์” กำลังทำกับโลกใบนี้
คนบางจำพวกคิดว่าตัวเองมีความเป็นประชาธิปไตยเต็มเปี่ยม ก็มักไม่ค่อยฟังใคร กลับทำอะไรตามอำเภอใจ เพราะคิดว่าตัวเองคือศูนย์กลางของอำนาจ
พวกนี้ได้เป็นใหญ่เป็นโตเมื่อไหร่ หายนะจะมาเยือน
ให้ดูจุดจบ “ทรัมป์” หลังจากนี้เป็นตัวอย่าง.