โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

ประเทศไทยกลายเป็น'คนป่วยแห่งเอเชีย'จริงหรือไม่ แล้วเราจะหายป่วยกันชาติไหน?

The Better

อัพเดต 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา • THE BETTER

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ผมเห็นสื่อต่างประเทศพาดหัวข่าวว่าประเทศไทยเป็น 'sick man' ของเอเชีย

บทความล่าสุดมาจาก Financial Times ซึ่งบอกว่า "ประเทศไทยกลายเป็นคนป่วยแห่งเอเชียไปได้อย่างไร?" เนื้อหาหลักๆ เป็นทัศนะจากนักเศรษฐกิจและนักวิเคราะห์ในไทยบวกกับทัศนะของคนค้าคนขายในไทย

ย้อนกลับไปเมื่อปี 2019 ก็ Financial Times อีกนั่นแหละที่ปล่อยบทความชื่อ "ประเทศไทยยังคงเป็นคนป่วยแห่งในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้"

ผ่านมาหลายปีก็ยังไม่เปลี่ยนมุกกันบ้างเลย หรือจริงๆ แล้ว "ไทยป่วย" จริงๆ?

ผมไม่เถียงว่า ประเทศไทยกำลังจนมุม เพราะอยู่ในสภาพอิหลักอิเหลื่อระหว่างการเป็นประเทศรายได้กลางๆ มาเป็นประเทศรายได้สูง และจากเศรษฐกิจแบบโรงงานมาเป็นเศรษฐกิจที่ซับซ้อนมากขึ้น

ไทยติดแหงกอยู่ตรงนี้ แต่ก็ขยับอยู่บ้าง ไม่ใช่ว่าล้มหมอนนอนเสื่อไม่อาจลุกขึ้นมาเดินต่อไปได้ ดังนั้นที่บอกว่าไทยเป็น 'sick man' ผมจึงรู้สึกตะหงิดๆ

กระนั้นก็ตาม ผม "พอจะเข้าใจ" อยู่บ้างเพราะวงการสื่อต่างประเทศนิยมใช้คำว่า 'sick man' ในการอธิบายภาวะถดถอยของประเทศหนึ่งๆ แม้เต่เยอรมนีซึ่งมีขนาดเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดในยุโรปและเป็นพลังขับเคลื่อนของทวีปก็ยังเคยถูกแบรนดิ้งว่าเป็น 'sick man' เมื่อไม่กี่ปีมานี้เองช่วงที่เศรษฐกิจชะลอตัว

ดังนั้นการถูกเรียกว่าเป็น 'sick man' ถือเป็นปกติวิสัยของสื่อ แต่ออกจะเป็นการปั่นอยู่สักหน่อยก็ตาม

ไทยเองก็เหมือนกับเยอรมนีเมื่อเทียบกับเพื่อนบ้านทั้งหลายในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ภาคพื้นแผ่นดินใหญ่

สื่อต่างประเทศและนักวิเคราะห์และคนทั่วๆ ไปมักจะชอบเทียบการขยายตัว GDP ของไทยกับประเทศในอาเซียนเหล่านี้ ซึ่งไทยนั้นโตแค่หลัก 2% มา 5 ปีแล้ว ขณะที่เพื่อนบ้านโตเอาๆ แม้แต่ประเทศที่ด้อยพัฒนากว่ายังโตมากกว่า

ก็แหงล่ะ เพราะนั่นมัน GDP ซึ่งพิจารณาจาก "ฐาน" ที่ต่างกัน ประเทศไทยมีฐานที่กว้างใหญ่จากการเติบโตมาหลายสิบปี ส่วนกัมพูชานั้นเพิ่งจะพัฒนาตัวเองขึ้นมา เช่นเดียวกับเวียดนามที่เพิ่งจะได้แรงหนุนจากการเป็นโรงงานให้ชาวโลกในช่วงไม่กี่ปีหลัง

การสร้างตัวของประเทศเหล่านี้เป็นสิ่งที่ทำ GDP ใหญ่โต แต่เราต้องระลึกไว้อย่างหนึ่งว่า GDP นั้นยังประกอบไปด้วยการลงทุนโดยรัฐ หากรัฐลงทุนมาก GDP ก็จะโตมาก ไม่ได้หมายความว่ามันจะสะท้อนความมั่งคั่งของเศรษฐกิจเสมอไป

เช่น เวียดนาม คาดการณ์กันว่ารายจ่ายภาครัฐโดยรวมจะอยู่ที่ 19.12% ของ GDP ในปี 2024

ในส่วนนี้ภาคอุตสาหกรรมและการก่อสร้างเติบโตขึ้น 8.95% คิดเป็นสัดส่วน 43.62% ของ GDP เมื่อปี 2025

หากตัดเรื่องอุตสาหกรรมออกไป เราต้องยอมรับว่าการก่อสร้างกำลังเป็นพลังหลักของเวียดนามด้วย

เวียดนามจะไม่ลงทุนสาธารณูปโภคได้อย่างไร เพราะมันแย่เต็มทน และเป็นเหตุให้ทุนบางรายถอนตัวออกมากลับมาที่ไทย

แต่นี่ก็ยังไม่แย่เท่ากับเวียดนามจะสร้างสนามบินกลางป่ากลางดง (Long Thanh International Airport) ซึ่งใช้เงินลงทุนมหาศาล แน่นอนว่ามันช่วยดัน GDP ขึ้นมาอย่างมาก แต่ในระยะยาวเวียดนามยังตอบตัวเองไม่ได้ว่า "คุ้มไหม"

ครับ การลงทุนโดยรัฐเป็นวิธีหนึ่งในการกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่มันก็ยังเป็น "การลงทุน" วันยังค่ำ" ซึ่งต้องพิจารณาเรื่องความคุ้มทุนด้วย

ปัญหาอีกอย่างของเวียดนามก็คือเก็บภาษีไม่เข้าเป้า ในระยะยาวถ้าแก้ไม่ได้รัฐจะไม่มีพลังในการใช้จ่าย แล้ว GDP ก็จะอ่อนแอลง

ส่วนการลงทุนโดยภาครัฐของไทยมีสูงกว่าเวียดนามเสียอีก มันมีส่วนช่วยพยุงเศรษฐกิจเอาไว้ในข่วงเวลาที่ไทยกำลัง "ค้นหาตัวเอง" ว่าจะมุ่งไปทางไหน แต่ที่ดีกว่าเวียดนามคือ ระบบจัดเก็บภาษีของไทยมีประสิทธิภาพมากกว่า (แต่ก็ยังถือว่าไม่ดี ซึ่งเราจะอภิปรายกันต่อไป)

เวียดนามเก็บภาษีได้น้อยลง ส่วนไทยเก็บภาษีได้มากขึ้น

แต่ก็นั่นแหละครับ เวียดนามยังคนละชั้นกับไทย ยิ่งเทียบกับประเทศอื่นๆ เรื่อง "ความมั่งคั่ง" แล้วไม่มีใครเทียบไทยได้นอกจากสิงคโปร์และมาเลเซีย

ประเทศไทยไม่ได้จนแต่มีรายได้ต่อหัวอันดับที่ 4 ของอาเซียนรองจากสิงคโปร์ บรูไน และมาเลเซีย (บรูไนนี่ผมไม่อยากจะนับ เพราะเขามีตัวช่วยคือน้ำมัน)

ประเทศที่สื่อต่างๆ บอกว่า GDP แซงไทยแล้วนั้น ล้วนแต่เป็นประเทศยากจนของโลก ทั้งลาว กัมพูชา เวียดนามกับฟิลิปปินส์นั้นจนกว่าไทย และยังเทียบไม่ได้เรื่องสาธารณูปโภค และรายได้ต่อหัวยิ่งเทียบไม่ติด

ถ้าวัดกันที่ความจนความรวยและประสิทธิภาพต่างๆ ของรัฐ แบบนี้ใครเป็น 'sick man' กันแน่เล่า?

"โต้แย้ง" มาซะขนาดนี้ ไม่ใช่ว่าผมจะตะแบงแก้ต่างให้ประเทศตัวเองโดยไม่ดูตาม้าตาเรือว่าประเทศไทยมันแย่ขนาดไหน

ครับ ผมทราบดีว่ามันแย่ แต่ประเทศไหนไม่แย่บ้างในเวลานี้? แม้แต่จีนที่ว่าแกร่ง ห้างร้านก็พากันปิดระนาวและคนตกงานมากมาย

คำว่า 'sick man' นั้นเคยใช้กับจีนในยุคที่จีนถูกรุมสกรัมจากชาติตะวันตก และเกิดการปฏิวัติกับสงครามกลางเมือง และการรุกรานโดยญี่ปุ่นยาวนานหลายสิบปี กระนั้นก็ตาม จีนก็ยังถือเป็นตลาดหลักของโลกและแหล่งทรัพยากรของโลก หาไม่แล้วญี่ปุ่นจะรุกรานไปทำไม และตะวันตกจะมายึดดินแดนไปทำไม?

ทั้งหมดนี้เพราะจีนมีศักยภาพที่ถูกกดไว้ รอจังหวะที่จะพุ่งทะยานออกมา การที่พวกนั้นเห็นว่าจีนอ่อนแอจึงต้องรีบกดทับด้วยวาทกรรม 'sick man' เอาไว้ เพราะเกรงว่าวันหนึ่งเมื่อจีนหายป่วย (ที่จริงก็ไม่ได้ป่วยขนาดนั้น) จีนจะเหยียบประเทศที่เคยปรามาสจนจมดิน

'sick man' ก็อาจจะเป็นแค่วาทกรรมของคนที่ต้องการจะข่มประเทศไทยเช่นกัน ดังเช่นที่มันถูกมองว่าเป็น "คำดูแคลน" (derogatory term) ใช้กับจีน ในเมื่อจีนยังไม่รับ แล้วคนไทยจะยอมรับการใช้คำแบบนี้ได้ไหม?

ผมว่ามีทั้งรับได้และรับไม่ได้ เพียงแต่คนไทยมีคุณสมบัติที่ดีกว่าประเทศอื่นๆ อย่างหนึ่งคือเรามักจะวิพากษ์ตัวเอง เสาะหาความผิดพลาดมาแก้ไข ไม่ยอมที่จะชื่นชมประเทศตัวเองแบบไร้สมอง คุณสมบัตินี้ทำให้เรารอดพ้นจากวิกฤตมาหลายครั้งแล้ว

คำว่า 'sick man' แม้มันจะเป็นคำที่ดูแคลนไปหน่อย แต่ผมก็ยังเห็นว่ามันมีคุณความดีอยู่บ้างตรงที่ทำให้คนไทยหันมาตรวจสอบสภาพและเร่งรัดตัวเองให้พ้นจากการติดหล่ม

ปัญหาที่ไทยจะต้องแก้ก็คือ "หนี้" เพราะไทยมีสัดส่วนหนี้ต่อ GDP สูงเกินไป คือ 65% เมื่อปี 2025 อัตรานี้ถ้าเป็นประเทศรายได้สูงหนี้ระดับนี้ถือว่า "โอเค" แต่ในฐานะประเทศตลาดเกิดใหม่ หนี้ตอนนี้ถือว่าสูงไป ดังนั้น ประเทศไทยมีภารกิจสองอย่างคือ ถ้าไม่รีบเป็นประเทศรายได้สูง ก็ต้องรีบลดการสร้างหนี้โดยรัฐ

แน่นอนว่าการลงทุนโดยรัฐของไทยมีสัดส่วนสูงกว่าเวียดนามเสียอีก ถ้าลดลงไปมันจะกระทบ GDP หรือไม่? แน่นอนว่าต้องกระทบ แต่ถ้าคุณมีหนี้ใหญ่ๆ สักก่อน งานแรกที่ต้องทำการที่จะเก็บเงินไว้สร้างตัว ก็ต้องเคลียร์ต้นเคลียร์ดอกเสียก่อน

เพราะ OECD เตือนว่า "ประเทศไทยมีรายได้ทางการคลังค่อนข้างต่ำ รายได้ที่ต่ำหมายความว่าสัดส่วนของงบประมาณที่ต้องใช้ในการชำระหนี้จะมีมากขึ้น และตลาดมักจะไม่ให้อภัยเมื่อรัฐบาลมีพื้นที่ทางการคลังจำกัด"

ครับ แม้ไทยจะเก็บภาษีได้มากกว่าเวียดนาม แต่ระบบภาษีของเรายังไม่ครอบคลุม หากครอบคลุมหรือเก็บได้มากกว่านี้ (โดยประชาชนไม่ถือเป็นภาระ) เราจะมีเงินมาใช้หนี้ได้เร็วขึ้น ไม่ต้องมาเจียดงบให้กับการจ่ายต้นจ่ายดอกแบบทุกวันนี้

ปัญหาหนี้สาธารณะนำเรามาสู่เรื่องของการเมือง

การเลือกรัฐบาลที่รู้จักใช้เงิน และรู้จักหาเงิน คือวิธีการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าของไทย นอกจากนี้ ผมไม่เห็นทางอื่นในระยะสั้นและระยะกลาง ส่วนระยะยาวนั้นจะต้องปฏิรูปการเมือง แต่แม้จะหวังระยะยาวผมก็ไม่คิดว่าจะทำได้ง่ายๆ

เมื่อเดือนธันวาคม 2025 มีอีกบทความหนึ่งที่บอกว่าไทยเป็น 'sick man' โดยตั้งคำถามสั้นๆ ว่า "ประเทศไทย ประเทศคนป่วยแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้?" เขียนโดยกองบรรณาธิการนักวิชาการของ East Asia Forum (EAF) แห่งมหาวิทยาลัยแห่งชาติออสเตรเลีย

บทความนี้มองในแง่การเมืองโดยบอกว่า "ด้วยอัตราการเติบโตที่ต่ำเพียงกว่า 2% วิกฤตการณ์ด้านประชากรที่กำลังจะเกิดขึ้น และระบบการเข้าเมืองที่ไม่เหมาะสมกับการชดเชยความท้าทายด้านแรงงานในอนาคต ประเทศไทยจึงต้องการการปฏิรูปที่ส่งเสริมการเติบโตและผลิตภาพ รวมถึงการลงทุนภาครัฐอย่างเร่งด่วน แม้ว่าสถานะทางการเงินของภาครัฐจะตึงตัวก็ตาม ความท้าทายเหล่านี้เป็นเรื่องปกติในประเทศอุตสาหกรรมที่ร่ำรวยทุกประเทศ แต่สำหรับประเทศที่มีรายได้ปานกลางในสภาพแวดล้อมระหว่างประเทศในปัจจุบัน ความท้าทายเหล่านี้ยิ่งน่าหนักใจมากขึ้นไปอีก"

เรื่องนี้ EAF เห็นแบบเดียวกับ OECD และผมก็ไม่เถียง

แต่นักวิชาการเหล่านี้บอกว่าปัญหาคือ "การแทรกแซงซ้ำแล้วซ้ำเล่าโดยอำนาจ "ผู้พิทักษ์" (tutelary) ที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง และการขัดขวางพลังแห่งการปฏิรูป ได้บั่นทอนความต่อเนื่องของนโยบาย ลดทอนการลงทุน และเบี่ยงเบนการใช้จ่ายออกจากปัจจัยขับเคลื่อนการเติบโตในระยะยาว เช่น การศึกษาและการลงทุนภาครัฐ"

ประการแรกคือ การศึกษาในไทยได้รับงบประมาณมากที่สุด (หากไม่นับกระทรวงการคลัง) แบบนี้จะเรียกว่าถูกเบี่ยงเบนจากการใช้จ่ายได้อย่างไร? และการลงทุนภาครัฐของไทยก็ยังสูงกว่าเกณฑ์ในเอเชียเสียอีก

และสิ่งที่พวกเขาเรียกว่า Thailand’s ‘tutelary’ powers หรืออำนาจนอกระบอบการเลือกตั้งนั้น เป็นการมองโครงสร้างการเมืองของไทยโดยไม่มีความปฏิบัตินิยม ทั้งๆ ที่ทราบว่าองค์ประกอบเหล่านี้ปฏิรูปได้ก็จริง แต่ "ยาก"

แม้ผมจะเห็นว่าเขาพูดเรื่องจริงและออกจะเป็นห่วงไทย แต่ไม่เห็นด้วยกับการมองอะไรที่อุดมคติจ๋าแบบนี้ เพราะมองโดยใช้แว่นตาของนักวิชาการในขนบตะวันตก ไม่ได้มองแก่นสารที่แท้จริงของไทย เขาเห็นว่าแค่ปฏิรูปตามแนวทางตะวันตกและทำการโค่นล้มเสาหลักของประเทศเพื่อเดินตามวิถีตะวันตกก็เพียงพอที่จะทำให้ไทยพ้นจากหล่มไปได้

ถ้าบอกว่า "เวียดนามจะรุ่งกว่านี้ ถ้าเป็นประชาธิปไตยแบบเสรีนิยม" คุณคิดว่าเวียดนามจะฟังไหมเล่า?

เวียดนามถูกมองว่าเป็น "คนแข็งแรงแห่งเอเชีย" เพราะปกครองโดยพรรคๆ เดียว และพรรคเดียวนี้ยังปฏิรูปตัวเองโดยให้อำนาจคนๆ เดียวสั่งการอีก ทำให้มีเอกภาพอย่างมาก ดังนั้น เมื่อเวียดนามจะลดการใช้จ่าย (ยุบจังหวัดและการปกครองส่วนภูมิภาคระดับย่อยๆ) จึงทำได้อย่างฉับไว และเมื่อจะกวาดล้างการคอร์รัปชั่นก็ทำแบบไม่ต้องเกรงกลัวหน้าอินทร์หน้าพรหม เพราะอำนาจการเมืองของพรรคฯ อยู่เหนืออำนาจใดๆ ทั้งสิ้น แม้ว่าการล้างบางคอร์รัปชั่นจะถูกมองว่าเป็นการอำพรางการกำจัดคู่แข่งทางการเมืองก็ตาม

แบบนี้พรรคคอมมิวนิสต์เวียดนามถือเป็น tutelary power หรือไม่?

ข้อเสียของเวียดนามคือ คุณเลือกพรรคการเมืองใหม่ไม่ได้ หากพรรคที่มีอำนาจอยู่เกิดห่วยขึ้นมา ก็ต้องทู่ซี้อยู่กับมันไปชั่วชีวิต วันร้ายคืนร้ายในภายภาคหน้า tutelary power ของเวียดนามอาจทำให้ประเทศเป็นแบบตรงกันข้ามเลยก็ได้ แล้วก็เช่นเคย ประชาชนเปลี่ยนอะไรไม่ได้

แต่คนไทยเรามีโอกาสเลือกได้ เพียงแต่คนไทยใช้โอกาสเลือก "ชะตากรรมทางการเมือง" ของตัวเองเปลืองกันไปหน่อย แล้วต้องมาคร่ำครวญทีหลังว่า "ไม่น่าเลือกมันมาเป็นรัฐบาลเลย"

นโยบายของพรรคต่างๆ ในเวลานี้ผมเห็นว่ามีแต่ "สุรุ่ยสุร่าย" เกือบทั้งสิ้น หากไม่ทำประชานิยมแบบหยาบๆ ก็คิดจะทำสวัสดิการที่ไม่อิงกับต้นทุนทางเศรษฐกิจ ที่สำคัญผมไม่เห็นพรรคไหนพูดเรื่องวิสัยทัศน์เรื่องนวัตกรรมทางเศรษฐกิจกันมากนัก ยิ่งไม่มีใครกล้าพูดเรื่องการเก็บภาษีอย่างครอบคลุมและเท่าเทียม เพราะประชาชนที่ไหนจะกล้าเลือกพรรคที่จะมาจัดการเรื่องภาษีให้ดีขึ้น แค่ได้ยินคำว่า "ภาษี" ก็ขนลุกแล้ว ทั้งๆ ที่ภาษีที่มีประสิทธิภาพคือรากฐานการพัฒนาที่ทรงอานุภาพ

ในเมื่อเป็นแบบนี้ประเทาศเราก็หนี้บานกันต่อไปสิครับ แถมยังไม่รู้จะทำมาหากินอะไรดีในภายภาคหน้า แล้วจะรวยกันวันไหน?

แม้จะไม่ถึงกับเป็น 'sick man' แต่เรามีโอกาสสูงนะครับที่จะติดอยู่ใน 'Middle income trap' แบบนี้ไปอีกชั่วรุ่น

บทความทัศนะโดย กรกิจ ดิษฐาน ผู้ช่วยบรรณาธิการบริหาร และบรรณาธิการข่าวต่างประเทศ The Better

Photo - ผู้มีสิทธิเลือกตั้งกำลังลงคะแนนเสียงล่วงหน้าในกรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2569 ก่อนการเลือกตั้งทั่วไปที่จะมีขึ้นในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ (Photo by Lillian SUWANRUMPHA / AFP)

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...