โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไลฟ์สไตล์

กล้องเจมส์ เวบบ์ เผยภาพ “เนบิวลาหลากสี” พบวัตถุปริศนา “ดาวฤกษ์ที่ล้มเหลว” ซ่อนตัวในกระจุกดาวใกล้โลก

SPACEMAN

อัพเดต 19 มกราคม 2569 เวลา 23.01 น. • เผยแพร่ 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา • SPACEMAN มนุษย์อวกาศ

กล้องโทรทรรศน์อวกาศเจมส์ เวบบ์ (James Webb Space Telescope) สร้างความตื่นตะลึงให้กับวงการดาราศาสตร์อีกครั้งด้วยการจับภาพพอร์ตเทรตที่มีสีสันสดใสของแหล่งกำเนิดดาวฤกษ์ขนาดใหญ่ที่อยู่ไม่ไกลจากโลกนัก การค้นพบครั้งนี้ไม่เพียงแต่เผยให้เห็นความงามของเอกภพ แต่ยังทำให้นักดาราศาสตร์ค้นพบกลุ่มวัตถุที่เรียกว่า "ดาวแคระน้ำตาล" หรือดาวฤกษ์ที่ล้มเหลวจำนวนมาก ซึ่งซ่อนตัวอยู่ท่ามกลางแสงเจิดจรัสของดาวฤกษ์เกิดใหม่

ภาพอันน่าหลงใหลนี้คือกระจุกดาว "เวสเทอร์ลันด์ 2" (Westerlund 2) ซึ่งตั้งอยู่ภายในเนบิวลาสร้างดาวที่ชื่อว่า "กัม 29" (Gum 29) อยู่ห่างจากโลกของเราออกไปประมาณ 20,000 ปีแสง ภายในกาแล็กซีทางช้างเผือก กระจุกดาวแห่งนี้เปรียบเสมือนดินแดนมหัศจรรย์ที่ล้อมรอบด้วยกลุ่มก๊าซและฝุ่นสีส้มและสีน้ำตาล โดยมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางเพียง 6 ถึง 13 ปีแสง แต่กลับเป็นบ้านของดาวฤกษ์มากกว่า 3,000 ดวง ที่สำคัญคือดวงดาวเหล่านี้มีอายุเพียง 2 ล้านปี ซึ่งถือว่ายังเยาว์วัยมากในมาตรวัดทางดาราศาสตร์ และประกอบไปด้วยดาวฤกษ์ที่ร้อนที่สุด สว่างที่สุด และมีมวลมากที่สุดกลุ่มหนึ่งในกาแล็กซีของเรา

ย้อนกลับไปเมื่อปี พ.ศ. 2558 กล้องโทรทรรศน์อวกาศฮับเบิล (Hubble Space Telescope) เคยบันทึกภาพกระจุกดาวแห่งนี้มาแล้วเพื่อเฉลิมฉลองการทำงานครบ 25 ปีในวงโคจร แต่ภาพจากฮับเบิลนั้นเน้นไปที่ช่วงคลื่นแสงที่ตามองเห็น ซึ่งเผยให้เห็นโครงสร้างพื้นผิวของเสาฝุ่นและหุบเขาอวกาศที่ดูหนาทึบเหมือนภูเขาเมฆ แต่ด้วยเทคโนโลยีที่ล้ำสมัยกว่าของกล้องเจมส์ เวบบ์ ที่ใช้การสังเกตการณ์ในย่านรังสีอินฟราเรดกลางและอินฟราเรดใกล้ ทำให้เราสามารถ "มองทะลุ" ม่านฝุ่นหนาทึบเหล่านั้นเข้าไปเห็นรายละเอียดภายในที่ฮับเบิลเคยมองไม่เห็น เผยให้เห็นดวงดาวนับพันดวงที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังกลุ่มก๊าซหนาได้อย่างน่าอัศจรรย์

ในรายละเอียดของภาพ แสงอันทรงพลังจากดาวฤกษ์มวลมากได้แผ่รังสีออกไปสกัดกั้นและกัดเซาะกลุ่มก๊าซรอบข้าง จนเกิดเป็นโครงสร้างรูปร่างแปลกตาคล้ายกับผนังและริ้วก๊าซสีส้มแดงที่ส่องสว่างท่ามกลางความมืดมิด นอกจากนี้ยังมีกลุ่มดาวขนาดเล็กที่ดูเหมือนเพิ่งจะเริ่มส่องแสงเป็นครั้งแรกในชีวิต ขณะที่ยังคงติดอยู่ในรังไหมของฝุ่นก๊าซที่พวกมันถือกำเนิดขึ้นมา ส่วนดาวฤกษ์ดวงที่สว่างและอยู่ใกล้โลกมากกว่าจะปรากฏเป็นแฉกแสง 8 แฉก ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ที่เกิดจากการที่แสงทำปฏิกิริยากับโครงสร้างกระจกหกเหลี่ยมของตัวกล้องเจมส์ เวบบ์

ไฮไลต์สำคัญของการสังเกตการณ์ครั้งนี้คือนักดาราศาสตร์ได้ตรวจพบร่องรอยของก๊าซมีเทนและสารประกอบอินทรีย์ ซึ่งนำไปสู่การระบุตำแหน่งของ "ดาวแคระน้ำตาล" (Brown Dwarfs) หรือที่มักถูกเรียกว่า "ดาวฤกษ์ที่ล้มเหลว" วัตถุเหล่านี้มีความพิเศษและน่าพิศวงอย่างยิ่ง เนื่องจากพวกมันมีสถานะก้ำกึ่งระหว่างดาวเคราะห์ยักษ์และดาวฤกษ์ โดยมีมวลมากกว่าดาวพฤหัสบดีประมาณ 10 ถึง 90 เท่า แม้พวกมันจะก่อตัวขึ้นจากกลุ่มก๊าซเหมือนดาวฤกษ์ทั่วไป แต่มันกลับมีมวลไม่มากพอที่จะสร้างแรงกดดันและความร้อนสูงพอที่จะจุด "ปฏิกิริยานิวเคลียร์ฟิวชัน" ของไฮโดรเจนที่แกนกลางให้ลุกไหม้อย่างยั่งยืนได้ ทำให้พวกมันค่อยๆ เย็นตัวลงและหม่นแสงลงตามกาลเวลา ต่างจากดวงอาทิตย์ของเราที่สามารถส่องสว่างได้นับหมื่นล้านปี

การค้นพบดาวแคระน้ำตาลที่มีมวลเพียง 10 เท่าของดาวพฤหัสบดีในกระจุกดาวที่หนาแน่นเช่นนี้ ช่วยให้นักวิทยาศาสตร์เข้าใจถึงวงจรชีวิตของดวงดาวในระยะต่างๆ ได้ชัดเจนขึ้น โดยเฉพาะความสงสัยที่ว่าดาวเคราะห์ขนาดใหญ่ถือกำเนิดขึ้นได้อย่างไรท่ามกลางรังสีอันเข้มข้นจากดาวฤกษ์รุ่นพี่ รวมถึงช่วยไขปริศนาว่า "จานก่อกำเนิดดาวเคราะห์" (Protoplanetary Disks) ที่วนเวียนอยู่รอบดาวฤกษ์มวลมากนั้นมีกระบวนการพัฒนาไปเป็นระบบดาวเคราะห์ได้อย่างไรในสภาวะที่รุนแรงเช่นนี้ นับเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญในการทำความเข้าใจจุดเริ่มต้นของดวงดาวและระบบสุริยะอื่นๆ ในเอกภพ

ข้อมูลอ้างอิง: Life Science

  • James Webb telescope spots 'failed stars' in a breathtaking cluster near Earth
ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...