โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

“ราคาน้ำมันโลก” พุ่ง 8% เบรนท์แตะ 100 ดอลลาร์ ตลาดยังผวาสงครามตะวันออกกลาง

การเงินธนาคาร

อัพเดต 12 มี.ค. เวลา 10.05 น. • เผยแพร่ 12 มี.ค. เวลา 03.05 น.

"ราคาน้ำมันโลก" พุ่ง 8% แตะระดับ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล นักลงทุนยังไม่มั่นใจการระบายน้ำมันสำรองของ IEA และสหรัฐจะเพียงพอชดเชยภาวะช็อกด้านอุปทาน

วันที่ 12 มีนาคม 2569 เวลา 09.48 น. สำนกข่าว CNBC รายงานว่าราคาน้ำมันโลกพุ่งขึ้นมากกว่า 8% แตะระดับ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในวันพฤหัสบดี หลังนักลงทุนยังไม่เชื่อว่าการระบายน้ำมันสำรองของรัฐบาลประเทศต่าง ๆ จะสามารถชดเชยผลกระทบจากภาวะช็อกด้านอุปทานที่เกิดจากสงครามในตะวันออกกลางได้

*ราคาน้ำมันดิบ West Texas Intermediate (WTI) ปรับตัวเพิ่มขึ้น 8.8% มาอยู่ที่ประมาณ 95 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะที่ น้ำมันดิบ Brent ซึ่งเป็นมาตรฐานตลาดโลก เพิ่มขึ้นราว 8.88% แตะระดับประมาณ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล แม้ก่อนหน้านี้ สำนักงานพลังงานสากล (IEA) จะประกาศมาตรการระบายน้ำมันสำรองครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ก็ตาม*

IEA เปิดเผยว่า ประเทศสมาชิก 32 ประเทศ จะร่วมกันระบายน้ำมันสำรองฉุกเฉินรวม 400 ล้านบาร์เรล ซึ่งถือเป็นการดำเนินการร่วมกันครั้งใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่มีการก่อตั้งองค์กรหลังวิกฤต การคว่ำบาตรน้ำมันในปี 1973

ขณะเดียวกันสหรัฐประกาศจะระบายน้ำมันจากคลังสำรองปิโตรเลียมเชิงยุทธศาสตร์ (Strategic Petroleum Reserve: SPR) จำนวน 172 ล้านบาร์เรล โดยคริส ไรต์ รัฐมนตรีพลังงานสหรัฐระบุว่าการขนส่งน้ำมันอาจเริ่มได้ตั้งแต่สัปดาห์หน้า และจะใช้เวลาประมาณ 120 วัน จึงจะดำเนินการได้ครบตามแผน

อย่างไรก็ตามตลาดน้ำมันยังคงปรับตัวขึ้นต่อเนื่อง สะท้อนให้เห็นว่านักลงทุนจำนวนมากยังไม่มั่นใจว่ามาตรการดังกล่าวจะสามารถชดเชยช่องว่างด้านอุปทานได้ หากการขนส่งน้ำมันผ่าน ช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz) ยังคงหยุดชะงัก

พาเวล มอลชาโนฟ นักกลยุทธ์การลงทุนอาวุโสจากบริษัท Raymond James กล่าวว่า ขณะนี้ราคาน้ำมันยังอยู่ในภาวะตื่นตระหนก ราคาน้ำมันตอนนี้ยังอยู่ในโหมดตื่นตระหนก มีทั้งอารมณ์ ความกลัว และความไม่แน่นอนที่สะท้อนอยู่ในราคา

ด้าน ซอล คาโวนิก นักวิเคราะห์พลังงานจาก MST Marquee ระบุว่า แม้การระบายน้ำมันสำรองของ IEA จะช่วยเพิ่มอุปทานเข้าสู่ตลาด แต่ก็สามารถชดเชยได้เพียง ประมาณหนึ่งในสี่ของช่องว่างอุปทานราว 20 ล้านบาร์เรลต่อวัน ที่อาจเกิดขึ้น หากช่องแคบฮอร์มุซถูกปิด

เขายังมองว่าการตัดสินใจของ IEA สะท้อนถึงความรุนแรงของความเสี่ยงด้านอุปทานน้ำมัน และอาจเป็นสัญญาณว่าความขัดแย้งครั้งนี้มีแนวโน้มจะยืดเยื้อ

“การตัดสินใจครั้งนี้ยังบ่งชี้ว่า IEA ไม่เชื่อว่าสงครามจะยุติลงเร็ว ๆ นี้ และน้ำมันสำรองที่ถูกนำออกมาใช้ตอนนี้ก็จะต้องถูกเติมกลับในอนาคต ซึ่งอาจทำให้ราคาน้ำมันยังคงอยู่ในระดับสูงแม้สงครามจะสิ้นสุดแล้ว”

ช่องแคบฮอร์มุซถือเป็นเส้นทางขนส่งพลังงานที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของโลก โดยมีน้ำมันประมาณ หนึ่งในห้าของอุปทานโลก ต้องผ่านเส้นทางดังกล่าวเพื่อเข้าสู่ตลาดโลก

อีกปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ตลาดยังคงวิตกกังวลคือความไม่แน่นอนเกี่ยวกับระยะเวลาที่น้ำมันสำรองจะเข้าสู่ตลาดจริง แม้การประกาศของ IEA จะถือเป็นการแทรกแซงตลาดพลังงานครั้งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่ง แต่หน่วยงานยังไม่ได้ให้รายละเอียดว่าประเทศสมาชิกแต่ละประเทศจะระบายน้ำมันออกมาเร็วเพียงใด หรือจะกระจายน้ำมันไปยังตลาดอย่างไร

มอลชาโนฟ ระบุว่าคำถามสำคัญคือต้องใช้เวลานานแค่ไหนกว่าน้ำมัน 400 ล้านบาร์เรลจะเข้าสู่ตลาดจริง

“400 ล้านบาร์เรลถือเป็นตัวเลขที่ใหญ่มาก แต่เรากำลังเผชิญกับการหยุดชะงักของอุปทานน้ำมันครั้งใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่ทศวรรษ 1970 ดังนั้นตลาดต้องการน้ำมันจำนวนมาก และต้องการอย่างรวดเร็ว”

เนื่องจากน้ำมันสำรองยุทธศาสตร์ถูกเก็บแยกกันในแต่ละประเทศสมาชิก IEA ปัจจัยด้านเทคนิคและโลจิสติกส์จึงอาจทำให้การระบายอุปทานเข้าสู่ตลาดเกิดขึ้นช้ากว่าที่คาด

มอลชาโนฟ ประเมินว่า อาจต้องใช้เวลาประมาณ 60–90 วัน ก่อนที่น้ำมันดังกล่าวจะเข้าสู่ตลาดอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งนานกว่าที่นักลงทุนคาดหวังว่าจะช่วยบรรเทาความตึงตัวของตลาดได้ทันที

อ้างอิง : www.cnbc.com

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...