BAFS กำไรปี 68 ที่ 212 ลบ. โต 106% แรงหนุนน้ำมันอากาศยาน - ขนส่งทางท่อ ปันผลอีก 0.22 บาท/หุ้น
BAFS กำไรปี 68 ที่ 212 ลบ. โต 106% แรงหนุนน้ำมันอากาศยาน - ขนส่งทางท่อ ปันผลอีก 0.22 บาท/หุ้น
สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย- -27 ก.พ. 69 9:42: น.
BAFS ประกาศผลดำเนินงานปี 2568 มีกำไรสุทธิ 211.9 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 106% แรงหนุนจากปริมาณการเติมน้ำมันอากาศยานและปริมาณการขนส่งน้ำมันทางท่อ จ่ายปันผลอีก 0.22 บาทต่อหุ้น รวมทั้งปี 0.33 บาทต่อหุ้น สะท้อนความแข็งแกร่งของโครงสร้างกลุ่มธุรกิจ
ม.ล. ณัฐสิทธิ์ ดิศกุล กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท บริการเชื้อเพลิงการบินกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BAFS เปิดเผยว่า ในปี 2568 เป็นปีแห่งการปรับสมดุลและการวางรากฐานของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย มากกว่าการเติบโตเชิงปริมาณ ในระยะต่อไป ความสามารถในการยกระดับคุณภาพบริการ การดึงดูดนักท่องเที่ยวกลุ่มใหม่ที่มีศักยภาพในการใช้จ่าย และการปรับตัวให้สอดรับกับโครงสร้างอุปสงค์ที่เปลี่ยนไป จะกลายเป็นปัจจัยสำคัญต่อการเติบโตอย่างยั่งยืน
ผลการดำเนินงานไตรมาส 4/2568
- รายได้รวม 949 ล้านบาท
- EBITDA 387.2 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 8% จากช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน
- กำไรขั้นต้นที่เพิ่มขึ้นตามปริมาณเติมน้ำมันอากาศยาน
- ความสามารถในการควบคุมค่าใช้จ่ายการดำเนินงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ
- ต้นทุนทางการเงินสุทธิปรับลดลง 10%
- รับรู้ผลขาดทุนจากการปรับลดมูลค่ายุติธรรมของเงินลงทุนในโรงไฟฟ้าประเทศญี่ปุ่นเพิ่มขึ้น
- รับรู้ผลขาดทุนจากการด้อยค่าของค่าความนิยมของโรงไฟฟ้าในประเทศไทยและเงินลงทุน ซึ่งรายการดังกล่าวถือเป็นค่าใช้จ่ายทางบัญชีเท่านั้น
- ขาดทุนสุทธิในส่วนของผู้ถือหุ้นของบริษัทจำนวน 31.0 ล้านบาท ลดลง 38% คิดเป็นขาดทุนต่อหุ้น 0.08 บาท และมีอัตราขาดทุนสุทธิ (Net Loss Margin) อยู่ที่ 5%
ผลดำเนินงานปี 2568
- รายได้รวมอยู่ที่ 3,707.5 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 6% จากปีก่อน
- EBITDA เติบโต 8% มาอยู่ที่ 1,755.5 ล้านบาท
- กำไรสุทธิในส่วนของผู้ถือหุ้นบริษัท 211.9 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 106% คิดเป็นกำไรต่อหุ้น 0.25 บาท และมีอัตรากำไรสุทธิ (Net Profit Margin) อยู่ที่ 4%
- ปัจจัยหนุนสำคัญจากปริมาณการเติมน้ำมันอากาศยานและปริมาณการขนส่งน้ำมันทางท่อที่ยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง และการทำการตลาดเชิงรุกของกลุ่มบริษัท
การเติบโตของ BAFS GROUP มีปัจจัยมาจากการดำเนินกลยุทธ์ขยายธุรกิจเชิงรุกอย่างต่อเนื่องของทุกกลุ่มธุรกิจ ดังนี้
- กลุ่มธุรกิจ Aviation รายได้รวม 3,008.2 ล้านบาท ปริมาณการเติมน้ำมันอากาศยานอยู่ที่ 5,372 ล้านลิตร ฟื้นตัวขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 88% ของช่วงก่อนเกิดการแพร่ระบาดของโควิด-19
- กลุ่มธุรกิจ Aviation รายได้จากการขายรถเติมน้ำมันอากาศยานให้กับลูกค้าทั้งในและต่างประเทศ จำนวน 65.8 ล้านบาท ซึ่
- กลุ่มธุรกิจ Utilities รายได้รวม จำนวน 450.4ล้านบาท ปริมาณขนส่งน้ำมันอยู่ที่ 1,353ล้านลิตร เติบโตขึ้น 10% เมื่อเทียบกับปีก่อน
- กลุ่มธุรกิจ Power รายได้รวม จำนวน 276.1ล้านบาท จากการขายใบรับรองเครดิตการผลิตพลังงานหมุนเวียน (Renewable Energy Certificate - REC) และการขายแผงโซลาร์เซลล์บนหลังคาเพิ่มขึ้นจากปีก่อน สุทธิกับรายได้จากการขายพลังงานไฟฟ้า
- เริ่มรับรู้รายได้จากโครงการ PPA แห่งใหม่ ซึ่งเริ่มดำเนินการเชิงพาณิชย์และรับรู้รายได้ตั้งแต่เดือน มิถุนายน 2568 เป็นต้นมา
เคาะจ่ายปันผล
- คณะกรรมการอนุมัติการจ่ายเงินปันผลจากการดำเนินงานปี 2568 ในอัตรา 0.33 บาทต่อหุ้น คิดเป็นอัตราการจ่ายเงินปันผล (Dividend Payout Ratio) ร้อยละ 45 ของกำไรสุทธิตามงบการเงินเฉพาะของบริษัท (หลังหักเงินสำรองตามกฎหมาย)
- จ่ายเงินปันผลระหว่างกาลไปแล้วในอัตรา 0.11 บาทต่อหุ้น ส่งผลให้คงเหลือเงินปันผลที่จะจ่ายเพิ่มเติมอีก 0.22 บาทต่อหุ้น กำหนดรายชื่อผู้ถือหุ้นที่มีสิทธิได้รับเงินปันผล (Record Date) ในวันที่ 7 พฤษภาคม 2569 และกำหนดจ่ายเงินปันผลในวันที่ 22 พฤษภาคม 2569
ทิศทางการดำเนินงานในปี 2569
- ตั้งเป้าหมายปริมาณการเติมน้ำมันอากาศยาน 5,560ล้านลิตร เพิ่มขึ้นประมาณ 4% จากปี 2568
- ประเมินแนวโน้มอุตสาหกรรมการบินที่สอดคล้องกับภาพรวมการท่องเที่ยวของประเทศไทย ซึ่งแม้ยังคงขยายตัวแต่มีอัตราการเติบโตที่ชะลอลงเมื่อเทียบกับช่วงการฟื้นตัวในระยะก่อนหน้า
- ธุรกิจขนส่งน้ำมันทางท่อ คาดว่าปริมาณการส่งน้ำมันจะเติบโตขึ้น 11% จากปีก่อน มาอยู่ที่ระดับ 1,500ล้านลิต
- โครงการก่อสร้างส่วนต่อขยายระบบท่อขนส่งน้ำมันสายเหนือระยะที่ 3 (อ่างทอง-สระบุรี) คาดว่าจะเปิดให้บริการเชิงพาณิชย์ได้ภายในต้นปี 2570
- ธุรกิจผลิตและประกอบรถเติมน้ำมันอากาศยาน มีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง โ BAFS INTECHมีกำหนดส่งมอบรถเติมน้ำมันและรถบริการในท่าอากาศยานให้กับลูกค้าอีกจำนวน 11คัน รวมมูลค่ากว่า 137.3ล้านบาท
" เมื่อต้นปีที่ผ่านมา BAFS INTECH ได้ลงนามสัญญาผลิตรถให้บริการตรวจสอบคุณภาพน้ำมันและทำความสะอาดหลุมเติมน้ำมันอากาศยาน ของท่าอากาศยาน Noi Bai International Airport ซึ่งนับเป็นประเทศล่าสุดที่ได้ทำการขยายตลาดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หลังจากประสบความสำเร็จในการรุกตลาดในประเทศลาว เมียนมา และกัมพูชา"
เรียบเรียง โดย จารุวรรณ เอี่ยมยิ่งพานิช
อีเมล์. charuwan@efinancethai.com
ดูข่าวต้นฉบับ