“สเปน” โต้สหรัฐ ยันไม่ร่วมสงครามอิหร่าน แม้ทรัมป์ขู่ตัดสัมพันธ์การค้า
"สเปน" ยืนยันไม่อนุญาตใช้ฐานทัพสำหรับปฏิบัติการทางทหารในสงครามอิหร่าน พร้อมประกาศ No to war ขณะนักการทูตสเปนเตือนสหรัฐว่าการตัดความสัมพันธ์ทางการค้าไม่ใช่เรื่องง่าย
วันที่ 5 มีนาคม 2569 เวลา 16.57 น. สำนักข่าว CNBC รายงานว่า รัฐบาลสเปนออกมาปฏิเสธคำกล่าวอ้างของทำเนียบขาวอย่างหนักแน่น หลังโฆษกทำเนียบขาวระบุว่าสเปนได้ตกลงให้ความร่วมมือทางทหารกับสหรัฐในสถานการณ์ความขัดแย้งกับอิหร่าน โดยสเปนย้ำชัดว่าจุดยืนต่อต้านสงครามของประเทศ ยังไม่เปลี่ยนแปลง
ก่อนหน้านี้ แคโรไลน์ เลวิตต์ โฆษกทำเนียบขาว กล่าวกับผู้สื่อข่าวเมื่อวันพุธว่า สเปนได้เปลี่ยนจุดยืนจากเดิมที่ไม่ยอมให้ใช้ฐานทัพในประเทศสำหรับปฏิบัติการทางทหารในสงครามกับอิหร่าน
“ในกรณีของสเปน ผมคิดว่าพวกเขาได้ยินข้อความของประธานาธิบดีอย่างชัดเจนเมื่อวานนี้ และจากที่ผมเข้าใจ ในช่วงไม่กี่ชั่วโมงที่ผ่านมา สเปนได้ตกลงที่จะร่วมมือกับกองทัพสหรัฐฯ แล้ว” เลวิตต์กล่าว และยังระบุว่า ประธานาธิบดีสหรัฐคาดหวังให้พันธมิตรยุโรปทั้งหมดร่วมมือในภารกิจที่สหรัฐ พยายามผลักดันมาอย่างยาวนาน เพื่อจัดการกับระบอบอิหร่านที่เป็นภัยคุกคาม
อย่างไรก็ตามรัฐบาลสเปนรีบออกมาปฏิเสธคำกล่าวดังกล่าวอย่างชัดเจนและเด็ดขาด
โฮเซ มานูเอล อัลบาเรส รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของสเปน ให้สัมภาษณ์กับสถานีวิทยุ Cadena Ser ว่า “จุดยืนของรัฐบาลสเปนต่อสงครามในตะวันออกกลาง และการใช้ฐานทัพของเรา ไม่ได้เปลี่ยนแปลงเลยแม้แต่น้อย”
ความขัดแย้งทางถ้อยคำระหว่างสองประเทศสมาชิก นาโต (NATO) เกิดขึ้นไม่นานหลังจาก โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐขู่จะตัดความสัมพันธ์ทางการค้ากับสเปนทั้งหมด พร้อมวิจารณ์ว่าสเปนเป็นประเทศที่แย่มากและตำหนิเรื่องงบประมาณด้านกลาโหมของสเปน
ด้านเปโดร ซานเชซ นายกรัฐมนตรีสเปน กล่าวถึง วิกฤตตะวันออกกลางที่กำลังขยายตัวว่าเป็นหายนะ พร้อมสรุปจุดยืนของรัฐบาลด้วยคำสั้น ๆ เพียงสามคำว่า “No to war” หรือ “ไม่เอาสงคราม”
ที่ผ่านมาซานเชซถือเป็นหนึ่งในผู้นำยุโรปที่วิจารณ์การโจมตีอิหร่านของสหรัฐและอิสราเอลอย่างเปิดเผย และยังเป็นผู้วิจารณ์สงครามของอิสราเอลในฉนวนกาซาอย่างต่อเนื่อง
อารันชา กอนซาเลซ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของสเปน ซึ่งปัจจุบันดำรงตำแหน่งคณบดีของ Paris School of International Affairs (PSIA) ให้สัมภาษณ์กับ CNBC ว่า นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ของสหรัฐฯ ออกมาวิจารณ์ผู้นำยุโรป
โดยก่อนหน้านี้ผู้นำหลายคนเคยตกเป็นเป้าการโจมตีของทรัมป์มาแล้ว ไม่ว่าจะเป็น เคียร์ สตาร์เมอร์ นายกรัฐมนตรีสหราชอาณาจักร โวโลดีมีร์ เซเลนสกี ประธานาธิบดียูเครน และ เมตเต เฟรเดอริกเซน นายกรัฐมนตรีเดนมาร์ก ซึ่งผู้นำเหล่านี้มีสิ่งหนึ่งที่เหมือนกัน คือพวกเขาเคยกล่าวคำว่า “ไม่” หรืออย่างน้อยตั้งคำถามต่อแรงจูงใจของผู้นำสหรัฐ กอนซาเลซระบุว่า ผู้นำที่สามารถยืนหยัดในจุดยืนของตนเองได้ มักจะอยู่ในตำแหน่งที่แข็งแกร่งกว่าในระยะยาว
กอนซาเลซยังเตือนรัฐบาลสหรัฐเกี่ยวกับแนวคิดของทรัมป์ในการตัดความสัมพันธ์ทางการค้ากับสเปน โดยระบุว่า การดำเนินมาตรการลักษณะดังกล่าวจะเป็นเรื่องที่ไม่สมเหตุสมผล เนื่องจากสหรัฐฯ เป็นฝ่ายที่ได้ดุลการค้ากับสเปนอยู่แล้ว ซึ่งถือเป็นความสัมพันธ์ทางการค้าที่เป็นประโยชน์ต่อสหรัฐเอง
นอกจากนี้ยังชี้ว่ามาตรการดังกล่าวอาจทำได้ยากในทางปฏิบัติ เพราะสเปนไม่ได้กำหนดนโยบายการค้าอย่างอิสระ แต่ใช้นโยบายการค้าร่วมกับสหภาพยุโรป (EU) ดังนั้นนโยบายการค้าของสเปนจึงเป็นส่วนหนึ่งของนโยบายการค้าของสหภาพยุโรปโดยรวม พร้อมทั้งเรียกร้องให้ทุกฝ่ายรักษาความสงบ ใช้เหตุผล และไม่ตื่นตระหนก เนื่องจากการขู่ในลักษณะนี้เคยเกิดขึ้นมาแล้วหลายครั้ง
แม้ความตึงเครียดทางการเมืองระหว่างสหรัฐฯ และสเปนจะเพิ่มขึ้น แต่ตลาดการเงินยังไม่ได้ตอบสนองในเชิงลบ โดยดัชนีหุ้น Ibex 35 ของสเปนปรับตัวเพิ่มขึ้นประมาณ 0.5% ในช่วงเช้าวันพฤหัสบดี ขณะที่ดัชนีหุ้นยุโรป Stoxx 600 ปรับตัวเพิ่มขึ้นราว 0.2%
อ้างอิง : www.cnbc.com