โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

“เทพไท” ชี้เอกสิทธิ์ส.ส.มีไว้กันกลั่นแกล้ง ไม่ใช่เกราะกำบังคดีส่วนตัว ค้านยกเลิกกระทบตรวจสอบตรงไปตรงมา

Manager Online

เผยแพร่ 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา • MGR Online

อดีตสส.ปชป. ชี้เอกสิทธิ์ ส.ส.มีไว้ป้องกันการกลั่นแกล้งทางการเมือง ไม่ใช่เกราะกำบังคดีส่วนตัว ไม่ควรยกเลิก เพราะจะกระทบผู้แทนที่ทำหน้าที่ตรวจสอบรัฐบาลอย่างตรงไปตรงมา ส่วน ส.ส.มีคดีส่วนตัวควรสละสิทธิ์ แสดงสปิริตเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมด้วยตัวเอง

วันนี้ (8มี.ค.) นายเทพไท เสนพงษ์ อดีตส.ส.นครศรีธรรมราช กล่าวถึงกรณีที่ส.ส.บางรายมีคดีความ ถูกออกหมายเรียก หรือหมายจับ จนเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับเอกสิทธิ์ของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรว่า ควรจะยังคงมีต่อไปหรือควรยกเลิกว่า หลายคนมองว่าเอกสิทธิ์ของส.ส.เป็นอภิสิทธิ์ของผู้ดำรงตำแหน่งในสภาผู้แทนราษฎร แต่ในความเป็นจริง เจตนารมณ์ของการคุ้มครองผู้ทำหน้าที่เป็นตัวแทนของประชาชน เกิดขึ้นในยุคอดีตที่มีการกลั่นแกล้ง ปิดปาก หรือเล่นงานผู้ที่ดำรงตำแหน่งส.ส.จากผู้มีอำนาจ

นายเทพไท กล่าวว่า เอกสิทธิ์ของส.ส.ที่มีมาแต่เดิมมีอยู่ 2 ประการ คือาประการแรก เอกสิทธิ์ในการอภิปรายในสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งเดิมมีการคุ้มครองส.ส.อย่างเต็มที่ สามารถอภิปรายพาดพิงถึงบุคคลใดก็ได้โดยไม่สามารถถูกฟ้องร้องได้ ต่อมาในช่วงปี 2518-2519 การประชุมสภาผู้แทนราษฎรมีการถ่ายทอดสดผ่านสถานีวิทยุแห่งประเทศไทย ทำให้คำอภิปรายของส.ส.อาจพาดพิงบุคคลภายนอกจนเกิดความเสียหายได้ จึงมีการแก้ไขกฎหมายให้บุคคลภายนอกสามารถฟ้องร้องได้ หากการอภิปรายที่มีการถ่ายทอดสดทำให้ได้รับความเสียหาย

ทั้งนี้ เจตนารมณ์ของเอกสิทธิ์ข้อนี้ คือเพื่อให้ส.ส.สามารถทำหน้าที่อภิปราย ซักฟอก หรือวิพากษ์วิจารณ์ฝ่ายบริหารได้อย่างเต็มที่ เปิดเผย และตรงไปตรงมา โดยไม่ต้องกังวลว่าจะถูกฟ้องร้องดำเนินคดีในข้อหาหมิ่นประมาท แต่ในยุคปัจจุบัน การอภิปรายในสภาถูกเผยแพร่ผ่านสื่อสังคมออนไลน์และสื่อมวลชนอย่างแพร่หลาย จึงทำให้ส.ส.ต้องใช้ความระมัดระวังมากขึ้น เพราะบุคคลภายนอกอาจได้รับความเสียหายและสามารถฟ้องร้องได้

ประการที่สอง คือเอกสิทธิ์เกี่ยวกับการดำเนินคดีในระหว่างสมัยประชุม โดยเจตนารมณ์ของกฎหมายข้อนี้มาจากประสบการณ์ในอดีตที่มีการต่อสู้กันระหว่างฝ่ายบริหารที่มาจากอำนาจเผด็จการกับฝ่ายนิติบัญญัติ ซึ่งหากฝ่ายบริหารต้องการเอาชนะมติในสภา ก็อาจใช้วิธีจับกุมหรือคุมขังส.ส. เพื่อไม่ให้เข้าร่วมประชุม อภิปราย หรือโหวตลงมติ

จึงมีการออกกฎหมายคุ้มครองส.ส.ในช่วงสมัยประชุมว่า ไม่สามารถจับกุม คุมขัง หรือดำเนินคดีได้ เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร โดยที่ผ่านมาเมื่อมีส.ส.ถูกดำเนินคดี ถูกออกหมายเรียกหรือหมายจับ จะต้องขออนุญาตต่อประธานสภาผู้แทนราษฎรเพื่อให้ที่ประชุมมีมติส่งตัวไปดำเนินคดี แต่ตามประเพณีปฏิบัติที่ผ่านมา ที่ประชุมมักไม่อนุญาต เว้นแต่ส.ส.ผู้นั้นจะขออนุญาตด้วยตนเองเพื่อไปสู้คดี

นายเทพไท กล่าวต่อว่า ปัจจุบันมีกรณีที่ส.ส.บางรายถูกดำเนินคดีและใช้เอกสิทธิ์ส.ส.ในการคุ้มครอง จนเกิดการบ่ายเบี่ยงไม่เข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ซึ่งในความเป็นจริง เจตนารมณ์ของกฎหมายต้องการคุ้มครองส.ส.จากการกลั่นแกล้งทางการเมือง ไม่ใช่เพื่อใช้หลีกเลี่ยงคดีความทั่วไปหรือคดีส่วนตัว

“คดีความทั่วไปหรือคดีส่วนตัว เป็นเรื่องของส.ส.แต่ละคนว่าจะใช้เอกสิทธิ์คุ้มครองหรือไม่ หรือจะมีสปิริตขอสละเอกสิทธิ์ และขออนุญาตจากที่ประชุมสภาเพื่อไปสู้คดีด้วยตัวเอง ซึ่งถือเป็นเรื่องที่ดีและน่าชื่นชม” นายเทพไท กล่าว

นายเทพไท กล่าวด้วยว่า ในฐานะที่เคยเป็นนักการเมืองมาก่อน เห็นว่าเอกสิทธิ์คุ้มครองส.ส.ทั้งสองเรื่องควรจะยังคงมีอยู่ต่อไป ไม่ควรยกเลิก เพราะอาจส่งผลกระทบต่อส.ส.ที่ทำหน้าที่อย่างตรงไปตรงมาและสุจริต

อย่างไรก็ตาม หากส.ส.คนใดมีคดีความที่ไม่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติหน้าที่ในสภา ก็ควรมีจิตสำนึกในการสละเอกสิทธิ์เพื่อเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมด้วยตนเอง และสังคมไม่ควรเรียกร้องให้ยกเลิกเอกสิทธิ์คุ้มครองส.ส. เพราะจะทำให้เจตนารมณ์ที่แท้จริงของกฎหมายทั้งสองประการนี้สูญเสียไป และอาจกระทบต่อการทำหน้าที่ของส.ส.ที่สุจริตในอนาคต

website : mgronline.com
facebook : MGRonlineLive
twitter : @MGROnlineLive
instagram : mgronline
line : MGROnline
youtube : MGR Online VDO

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...