โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไอที

ประกันภัยโทรศัพท์มือถือคืออะไร? คุ้มค่าที่จะทำประกันไว้หรือไม่?

Siamphone

อัพเดต 28 มี.ค. 2566 เวลา 23.32 น. • เผยแพร่ 28 มี.ค. 2566 เวลา 23.32 น.
ประกันภัยโทรศัพท์มือถือคืออะไร? คุ้มค่าที่จะทำประกันไว้หรือไม่?

รู้หรือไม่! ถ้ามือถือหาย หรือเกิดอุบัติเหตุไม่คาดคิด, โดนขโมย, สูญหาย หรือตัวเครื่องเสียหาย คุณอาจไม่ต้องปวดหัวหรือเสียใจมากในการติดตามค้นหา หากได้ทำประกันภัยโทรศัพท์มือถือไว้ จะช่วย save ค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซมได้ แถมบางประกันยังมีโทรศัพท์มือถือไว้ให้ใช้งานระหว่างรอประกันอนุมัติด้วย ดังนั้นเรามาทำความรู้จักกันก่อนว่า ประกันภัยโทรศัพท์มือถือคืออะไร ประกันภัยโทรศัพท์มือถือมีกี่ประเภท ควรทำประกันภัยโทรศัพท์มือถือไว้หรือไม่?

การประกันภัยโทรศัพท์มือถือ แบ่งออกเป็น 3 ประเภท

  • ประเภท 1 : ประกันร้าน
  • ประเภท 2 : ประกันศูนย์
  • ประเภท 3 : ประกันภัยโทรศัพท์มือถือ (ซื้อแยก)

ประกันร้าน คืออะไร เมื่อซื้อโทรศัพท์มือถือจากร้านจะได้รับความคุ้มครองอัตโนมัติ โดยจะได้รับความคุ้มครองไม่เกิน 7 วัน หากมีความผิดปกติที่ไม่ได้เกิดจากสาเหตุผู้ใช้งาน ปกติจะเปลี่ยนเครื่องใหม่ให้ทันที หลังจากพิสูจน์สาเหตุแน่ชัด อาทิ เครื่องเปิดไม่ติด, เลนส์กล้องมีปัญหา, หน้าจอแสดงผลสีผิดเพี้ยน, ปุ่มควบคุมกดไม่ติด ใช้งานไม่ได้, แบตเตอรี่ชาร์จแบตฯ ไม่เข้า เป็นต้น หากเกิดปัญหาให้นำโทรศัพท์มือถือไปแจ้งปัญหาที่เกิดขึ้นกับร้านที่ซื้อได้เลย

อย่างไรก็ดีก่อนซื้อโทรศัพท์มือถือ ควรทดลองกดปุ่มต่างๆ บนตัวเครื่องและทดลองฟังก์ชั่นต่างๆ ให้ดีก่อนจ่ายเงินทุกครั้ง ที่สำคัญเก็บใบเสร็จไว้ด้วย เผื่อว่าเกิดปัญหาใดขึ้นมา จะทำให้ง่ายต่อการตรวจสอบ!!!

ประกันศูนย์ คืออะไร เป็นประกันที่เมื่อซื้อโทรศัพท์มือถือจะได้รับสิทธิ์ความคุ้มครองจากแบรนด์นั้นๆ ส่วนใหญ่สิทธิ์ความคุ้มครองจะไม่เกิน 1 ปี ถ้าเครื่องมีปัญหาสามารถส่งเคลมได้เลย แต่คุ้มครองเฉพาะอาการชำรุดเกิดจากความผิดพลาดของตัวเครื่องอันเนื่องจากการผลิตเท่านั้น

ไม่ใช่ปัญหาจากการใช้งาน

วิธีการเคลมประกันศูนย์ : ผู้ซื้อต้องแสดงใบเสร็จเงิน/ใบกำกับภาษี หรือใบรับประกันเพื่อใช้เป็นหลักฐานแสดงวันที่ที่ซื้อผลิตภัณฑ์ต่อเจ้าหน้าที่ผู้ให้บริการ ในกรณีที่ผู้ซื้อต้องการการคุ้มครองการรับประกันผลิตภัณฑ์และการเก็บใบรับประกันและหลักฐานการซื้อไว้ตลอดการใช้งาน

ข้อแตกต่างระหว่าง ประกันร้านและประกันศูนย์

--- สำหรับประกันร้าน เคลมได้ทันทีไม่เกิน 7 วัน แต่บางร้านก็จัดไปเลย 30 วัน เมื่อเครื่องเกิดปัญหาจากการผลิต เปลี่ยนเครื่องใหม่ได้ทันที

--- ส่วนประกันศูนย์ เกินประกันจากร้านมาแล้ว แต่ประกันศูนย์จะเป็นของแบรนด์นั้นๆ เมื่อเกิดปัญหาส่งเคลมได้เลยเช่นกัน แต่ต้องไปที่ศูนย์บริการเท่านั้น

ประกันภัยโทรศัพท์มือถือคืออะไร เมื่อเกิดอุบัติเหตุตกหล่น, ตกน้ำ, น้ำท่วมม พายุ, ไฟไหม้, ฟ้าฝ่า, โดนขโมย หรือสูญหาย ผู้ทำประกันจะได้รับความคุ้มครอง จากเบี้ยประกันที่ได้จ่ายไปของแต่ละกรณีที่ทำไว้ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับรายละเอียดประกันภัยแต่ละผู้ให้ประกัน

ดังนั้นผู้ทำประกันต้องตรวจสอบ รายละเอียดกรมธรรม์ให้ละเอียด ก่อนตัดสินใจทำประกันภัยโทรศัพท์มือถือ เพื่อให้ได้รับสิทธิ์ความคุ้มครองอย่างครบถ้วน และตรงกับไลฟ์สไตล์ของเรามากที่สุด

การทำประกันภัยมือถือ ดีอย่างไร จะช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซม ที่เกิดจากอุบัติเหตุต่างๆ ไม่ต้องจ่ายในราคาเต็ม เช่น ค่าซ่อมแซมทั้งหมด 9,000 บาท ผู้ที่ทำประกันไว้ก็จะไม่ต้องจ่ายในราคาเต็ม แต่จะจ่ายเท่าใดนั้น ก็ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขการรับประกัน ของแต่ละราย

ก่อนทำประกันภัยโทรศัพท์มือถือ ควรอ่านรายละเอียดที่สำคัญอะไรบ้าง

  • ประเภทของกรมธรรม์
  • สิทธิความคุ้มครอง
  • เงื่อนไขการรับประกันทั่วไป
  • เงื่อนไขและข้อยกเว้นไม่รับประกัน
  • ระยะเวลาคุ้มครอง
  • อาณาเขตคุ้มครอง
  • วงเงินคุ้มครอง
  • เอกสารประกอบในการเรียกร้องค่าสินไหมทดแทน
  • การรับผิดชอบความเสียหายส่วนแรก มีหรือไม่ และเสียเป็นเงินเท่าไหร่ ?

ตัวอย่างผู้ให้บริการด้านการประกันภัยโทรศัพท์มือถือ

  • AIS Insurance Service
  • TRUE PROTECH
  • dtac Mobile Care
  • JayMart Phone Insure
  • กรุงเทพประกันภัย
  • ไทยศรีประกันภัย
  • กรุงศรี พร้อม คุ้มครองมือถือ
  • กล้วย กล้วย Insurance
  • อลิอันซ์ อยุธยา ประกันภัย จำกัด (มหาชน)

ก่อนทำประกันภัยโทรศัพท์มือถือ เงื่อนไขใดที่ควรต้องมีในกรมธรรม์

  • ปราศจากความรับผิดชอบค่าเสียหายส่วนแรก
  • เข้าศูนย์ซ่อมจากศูนย์แบรนด์นั้นๆ เท่านั้น
  • ใช้อะไหล่แท้ในการซ่อมแซมเท่านั้น

อย่างไรก็ดีผู้ใช้งานสมาร์ทโฟน และแท็บเล็ต ควรพิจารณาถึงประโยชน์ อ่านรายละเอียด เงื่อนไขต่างๆ ในการทำประกันภัยทุกครั้ง เพื่อให้ได้รับความคุ้มครอง ตามประกันที่เราได้จ่ายออกไป

ที่สำคัญคือ วงเงินคุ้มครอง โดยจะไม่ใช่ 100% อย่างน้อย 1-3 ปี ควรคุ้มครองขั้นต่ำที่ 50% ขึ้นไป

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...