โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เรื่องสั้น

หมอหลิวฟางอิงผู้พลิกชะตาตระกูลหลิว

นิยาย Dek-D

เผยแพร่ 28 พ.ค. 2567 เวลา 03.01 น. • Baichacha
เมื่อต้องไปอยู่ในร่างของสาวน้อยที่ครอบครัวกำลังมีปัญหา และอยู่ในยุคโบราณที่นางไม่คุ้นเคย แต่ด้วยมีตัวช่วยที่ดี บวกกับ มีจิตใจที่เข้มแข็งนางจึงตั้งใจที่จะนำพาคนสกุลหลิวให้ผ่านวิกฤตินี้ไปให้ได้

ข้อมูลเบื้องต้น

นิยายเรื่องนี้ ไรท์แต่ขึ้นเพื่อความบรรเทิง และเป็นการแต่งตามจินตนาการ และจากการชอบอ่านนิยายมานานของไรต์เท่านั้น ไม่ได้มีการอ้างอิงยุคตามยุคประวัติศาสตร์แต่อย่างใด บางครั้งก็อาจจะไม่สมเหตุผลไปบ้าง แต่ทุกอย่างเป็นเพียงการสมมุติขึ้นมาเท่านั้น

➡️นิยายเรื่องนี้เป็นเรื่องของหมอหลิวฟางอิง ที่ได้กลับไปเกิดในร่างของสาวน้อยสกุลหลิว ที่มีชื่อแซ่เดียวกันกับเธอในยุคจีนโบราณ แต่ช่วงที่เธอได้เข้าไปอยู่ในร่างนี้นั้น ครอบครัวสกุลหลิวกำลังเกิดวิกฤติจนเริ่มหมดหนทางที่จะไปต่อได้ และสุดท้ายกำลังจะต้องตัดสินใจให้นางแต่งงานออกไปเป็นอนุของคนในสกุลเกา

แต่เมื่อหมอหลิวฟางอิงได้เข้ามาในอยู่ในครอบครัวหลิวแล้ว และเธอยังมีตัวช่วยหลายอย่าง จึงได้ค่อยๆเปลี่ยนแปลงครอบครัวสกุลหลิวจนผ่านพ้นทุกวิกฤติไปได้ และนำพาสกุลหลิวให้กลับมารุ่งเรืองได้

ฝากกดหัวใจ♥️ และเพิ่มเข้าชั้นเพื่อติดตาม เข้ามาอ่านเพื่อเป็นกำลังใจให้กับไรต์ และ เป็นกำลังใจให้กับหลิวฟางอิงกันด้วยนะคะ

♥️♥️♥️

บ้านสกุลหลิว

ตอนที่ 1

บ้านสกุลหลิว

หมู่บ้านเจียงไห่

หมู่บ้านเจียงไห่ เป็นหมู่บ้านเล็กๆ อยู่นอกกำแพงเมืองรั่วอัน ในหมู่บ้านมีผู้คนอาศัยอยู่เพียง 30 กว่าครอบครัวเท่านั้น ทุกครอบครัวมีอาชีพทำนา แต่เมื่อห้าปีก่อนเกิดภัยพิบัติในหมู่บ้านขึ้น เพราะมีเพลี้ยแมลงระบาดในนาข้าว ได้กัดกินต้นข้าวในนาก่อนถึงฤดูเก็บเกี่ยว ถึงสองปีติดต่อกัน จนเป็นเหตุให้ชาวบ้านที่ยากจนอยู่แล้ว ต้องมีชีวิตที่ยากลำบากมากยิ่งขึ้น บางครอบครัวที่พอมีเงินเก็บอยู่บ้าง ก็ยังทนอยู่กันต่อไปได้ แต่หลายครอบครัวต้องขายที่นาอพยพไปอยู่ที่อื่นกัน

บ้านสกุลหลิว

บ้านสกุลหลิว เดิมทีก็เป็นครอบครัวพอมีฐานะอยู่บ้าง ถึงแม้จะได้รับผลกระทบกับเพลี้ยแมลงระบาดด้วยเช่นกัน แต่ก็ยังอยู่ได้เพราะหลิวหย่งอู๋บุตรชายคนรองของครอบครัวมีอาชีพทำการค้า โดยได้เข้าร่วมกับขบวนสินค้า นำสินค้าไปขายต่างเมือง จนพอมีรายได้เลี้ยงครอบครัว จนกระทั่งเมื่อสองปีที่ผ่านมานี้ ขบวนสินค้าถูกดักปล้นระหว่างทาง คนในขบวนสินค้าบาดเจ็บล้มตาย และหายสาบสูญไปหลายสิบคน และจากวันนั้นมาทางบ้านสกุลหลิวก็รอการกลับมาของบุตรชายคนรอง นี่ก็เป็นเวลาสองปีกว่าแล้ว แต่ก็ยังไม่ได้ข่าวคราว ซึ่งตอนนี้ทุกคนก็เริ่มทำใจกันได้แล้วว่า หลิวหย่งอู๋น่าจะเสียชีวิตแล้ว และจากเหตุการณ์ในครั้งนั้นก็ทำให้สกุลหลิวกลายเป็นอีกหนึ่งครอบครัวที่มีวิกฤติหนัก เพราะเงินที่นำไปลงทุนค้าขายในครั้งนั้น ครอบครัวหลิวก็ได้ตัดแบ่งที่นาบางส่วนออกขายไป และบุตรชายคนรองก็ยังได้ไปหยิบยืมเงินจากสกุลเกาไปลงทุนอีกจำนวนหนึ่งด้วย

วันนี้ทางบ้านสกุลเกาได้เข้ามายื่นข้อเสนอเร่งรัดขึ้นมาอีก ทางบ้านใหญ่หลิวจึงต้องไปตามเมิ่งซูหลันสะใภ้รองมาปรึกษาเรื่องร้อนใจกันอีกครั้ง

"ไหนๆ เรื่องก็มาถึงนี่แล้ว ผู้อาวุโสสกุลหลิวของเราก็ได้ตกลงปลงใจกับบ้านสกุลเกากันแล้วว่าจะให้หลิวฟางอิงบุตรสาวของเจ้า แต่งงานออกเรือนไปกับเกามู่เหยียนบุตรชายสกุลเกา แล้วเจ้าจะว่าอย่างไรล่ะ"

"พี่สะใภ้ใหญ่เจ้าคะ ที่ข้ายังมิได้ยินยอมตกลง ก็เพราะเห็นว่าตอนนี้สกุลเกาไม่ได้ทำตามที่ตกลงกันไว้ด้วยความบริสุทธิ์ใจ สกุลเกาจะให้ฟางอิงบุตรสาวของข้าแต่งเข้าไปเป็นอนุของลูกชายเขาเท่านั้นนะเจ้าคะ ข้าเชื่อว่าคงไม่มีครอบครัวไหนที่ตกลงจะให้บุตรหลานหมั้นหมายกันแล้วมาแต่งงานกันเพื่อไปเป็นอนุหรอกนะเจ้าคะ"

"บ้านเรายังมีทางเลือกอยู่อีกหรือสะใภ้รอง หากว่าเจ้าไม่ยินยอม ทางนั้นก็บอกว่ายินดียกเลิกสัญญาการหมั้นหมายนั้นได้ แต่เขาก็ขอให้เราคืนเงินจำนวน 20 ตำลึง ที่น้องรองสามีเจ้าไปหยิบยืมสกุลเกามา แล้วเราจะไปหาเงินที่ไหนไปชดใช้ให้พวกเขากัน เจ้าก็ลองไปปรึกษากับลูกๆ ดูเอาเถิด" สะใภ้ใหญ่เองก็รักและสงสารหลานสาวไม่น้อย แต่ด้วยหมดหนทางที่จะแก้ไข จึงจำต้องเสนอทางออกเพียงหนึ่งเดียวที่จะทำได้

"นี่ไป๋ซูหนิง!!เจ้าอย่าได้พูดจาเลอะเลือน ที่น้องรองหยิบยืมเงินสกุลเกาไปลงทุนนั้น เงินทองที่น้องรองหามาได้ก็เอามาใช้จ่ายในบ้านใหญ่ด้วย เพราะเหตุสุดวิสัยน้องรองถูกปล้นสินค้าและหายสาบสูญไป ทางบ้านใหญ่จะปัดความรับผิดชอบนี้ได้อย่างไรกัน" หลิวหยางเจี้ยนบุตรชายคนโตสกุลหลิว ได้ว่ากล่าวภรรยาอย่างไม่ชอบใจนัก

"ท่านพี่หาว่าข้าพูดจาเลอะเลือน แล้วท่านพี่มีวิธีแก้ปัญหานี้หรือไม่ หากเราไม่ตัดสินใจทำอะไรลงไป แล้วเมื่อไหร่ปัญหานี้จะจบสิ้นกันเสียที ท่านพี่ก็รู้ว่าบ้านนั้นใช้สัญญาแต่งงานนี้ เพื่อมาบีบบังคับทวงหนี้สกุลหลิวทางอ้อม"

"เอาเถอะพอกันได้แล้ว!! เรื่องนี้ข้าผิดเอง ที่ไปตกปากรับคำคนสกุลเกาไว้ มาถึงวันนี้ข้าเองก็เสียใจนักที่ต้องมาเกิดเรื่องเช่นนี้ นี่มันเกิดอะไรขึ้นกับสกุลหลิวของเรากัน ถึงได้พบเจอแต่เรื่องอับจนหนทางเช่นนี้" หลิวซุ่นฟงผู้อาวุโสเพียงหนึ่งเดียวของสกุลหลิวตั้งแต่รับฟังข้อเสนอของบ้านสกุลเกา ที่เคยเป็นสหายเก่ากันมา แต่วันนี้กลับบิดเบือนคำพูดจะให้หลานสาวเขาแต่งเข้าไปเป็นเพียงอนุ เหตุเพราะว่าตอนนี้สกุลหลิวกำลังถึงตาอับจน ผู้อาวุโสหลิวก็ถึงกับพูดไม่ออก เขาเองก็สงสารหลานสาว ที่จะต้องมารับกรรมที่ผู้อาวุโสเช่นเขาสร้างไว้ให้ ก็ได้แต่นั่งทุกข์ใจ

หลิวซุ่นฟง ผู้อาวุโสสกุลหลิว มีบุตรชายเพียงสองคน ส่วนภรรยาได้เสียชีวิตไปหลายปีแล้ว

บุตรชายคนโตคือหลิวหยางเจี้ยน แต่งงานกับไป๋ซูหนิงมีบุตรชายสองคน คือหลิวต้าซ่งอายุ 17 ปี และหลิวซีหยางอายุ 15 ปี ตั้งแต่ครอบครัวสกุลหลิวมีปัญหาขัดสนเงินทอง หลิวต้าซ่งได้ออกไปรับจ้างทำงานที่โรงไม้ในเมือง เพื่อหาเงินมาใช้จ่ายในครอบครัว ส่วนหลิวซีหยางบุตรชายคนเล็กก็อยู่ช่วยครอบครัวทำนาอยู่ที่บ้าน

บุตรชายคนรองคือหลิวหย่งอู๋ ที่หายสาบสูญไปได้แต่งงานกับเมิ่งซูหลัน มีบุตรชายหญิงสองคน บุตรสาวคนโตคือหลิวฟางอิง อายุ 16 ปี คือหลานสาวคนเดียวของสกุลหลิว ที่จะต้องแต่งงานตามสัญญาที่ให้ไว้กับคนสกุลเกา และหลิวเฉินห่าวบุตรชายคนเล็กวัย 14 ปี ที่ปัจจุบันต้องช่วยกันกับพี่สาวเก็บผักป่าและของป่าไปขายเพื่อเลี้ยงชีพ

"ท่านพ่อสามีเจ้าคะ ข้าจะไปพูดคุยกับฟางอิงลูกสาวข้าเองเจ้าค่ะ ข้าเข้าใจว่าทุกคนลำบากใจกัน และข้าเชื่อว่าฟางอิงก็คงต้องเข้าใจ ท่านพ่ออย่าได้ทุกข์ใจไปเลยนะเจ้าคะ เดี๋ยวจะล้มป่วยไปอีกคน"

"ขอบใจมากนะสะใภ้รอง เจ้าก็ลองไปพูดจากันดูเถิด ข้าเองต้องขอโทษพวกเจ้าด้วย ที่ทำให้ทุกคนเดือดร้อนกันไปหมด" หลิวซุ่นฟงกล่าวกับสะใภ้เล็กด้วยสีหน้าหม่นหมอง เขาเองเคยคิดจะเอาที่นาผืนสุดท้ายไปขายเพื่อใช้หนี้ แต่ถึงจะขายที่ทำกินทั้งหมด ก็ยังไม่พอที่จะใช้หนี้ แถมลูกหลานก็หมดที่ทางทำมาหากิน เดือดร้อนกันหนักขึ้นไปอีก

"ท่านพ่อก็อย่าโทษตัวเองเลยนะขอรับ ไม่มีใครอยากให้เกิดเรื่องเช่นนี้กับคนในครอบครัวหรอกท่านพ่อ แค่ระยะนี้เราไปขอยืดระยะเวลาออกไปสักระยะหนึ่งก่อน เผื่อเราจะมีหนทางอื่นบ้าง" หลิวหยางเจี้ยนบุตรชายคนโตเข้ามาปลอบใจบิดาที่ดูหดหู่จนน่าเวทนา

เมิ่งซูหลัน เมื่อหมดหนทางจึงกลับไปที่บ้าน และจำต้องนำเรื่องนี้ไปบอกเล่าให้กับลูกๆ ของนางฟัง

หลิวฟางอิงและหลิวเฉินห่าวได้ฟังเรื่องราวบีบหัวใจของครอบครัว สองคนพี่น้องก็ถึงกับพูดไม่ออก และไม่กล้าจะพูดอะไรออกมา เพราะรู้ว่าทุกคนก็ลำบากใจกับเรื่องนี้ไม่น้อย และในตอนนี้ก็ยังไม่เห็นหนทางใดที่จะแก้ไขได้ จนกระทั่งค่ำทุกคนในบ้านก็ไม่มีใครนอนหลับ

หลิวเฉินห่าวด้วยความเป็นห่วงพี่สาว ที่วันนี้ทั้งวันไม่ยอมพูดจาเอาแต่นั่งเหม่อลอยจึงคอยลุกขึ้นไปเปิดประตูห้องพี่สาวคอยดูอยู่ตลอด

หลิวฟางอิงนั้น มีอาการเศร้าซึมตั้งบิดาหายไปเมื่อสองปีก่อนอยู่แล้ว พอวันนี้มารดานำเรื่องบ้านสกุลเกาที่จะให้นางแต่งเข้าไปเป็นอนุเข้าอีก สภาพร่างกายและจิตใจของนางก็ย่ำแย่จนถึงที่สุด จนเมื่อยามไฮ่ (21.00น.-23.00น.) ของเมื่อคืน หลิวฟางอิงก็นอนหมดลมหายใจไปอย่างน่าเวทนา

แต่ไม่มีใครรู้ว่าหลังจากนั้นหมอหลิวฟางอิงหมอสาววัย 28 ปี ที่ชื่อแซ่เดียวกัน จากยุคอนาคตไปอีกหลายร้อยปีได้ตื่นขึ้นมาในร่างของหลิวฟางอิงแทน


หลิวฟางอิง

ตอนที่ 2

หลิวฟางอิง

เมื่อหมอหลิวฟางอิงรู้สึกตัวตัวว่าได้มาอยู่ในร่างของหลิวฟางอิงวัย16 ปี ที่มีชื่อแซ่เดียวกัน ณ หมู่บ้านเจียงไห่ เมืองรั่วอัน ตั้งแต่ช่วงดึกเมื่อคืนที่ผ่านมาก็ยังมึนงงกับเรื่องราวอยู่

เพราะก่อนที่แพทย์หญิงหลิวฟางอิง จะเข้ามาอยู่ในร่างนี้ นางได้ออกไปช่วยผู้คนที่ประสบภัยแผ่นดินไหวที่มณฑลเสฉวน ที่เกิดเหตุแผ่นดินไหวดินโคลนถล่มมีน้ำท่วมและมีผู้คนบาดเจ็บล้มตายจำนวนมาก ซึ่งหมอหลิวได้ไปปฏิบัติหน้าที่พร้อมกับรถโรงพยาบาลสนามเคลื่อนที่ ในรถมีอุปกรณ์ทางการแพทย์พร้อมรวมทั้งห้องผ่าตัดฉุกเฉินยารักษาโรค และอาหารครบครัน แต่พอมาถึงมณฑลเสฉวน คณะของนางกลับเดินทางเข้าไปในพื้นที่ที่กำลังประสบภัยไม่ได้ จึงต้องรอรับรักษาคนเจ็บป่วยที่หน่วยกู้ภัยนำตัวมาส่ง ที่อำเภอชายแดนเขตติดต่อกับพื้นที่ประสบภัยแทน ระหว่างที่รอรับคนไข้ที่อำเภอชายแดน ก็มีชาวบ้านนำอาหาร ผลไม้สมุนไพรอาหารท้องถิ่น เดินมาขายที่หน่วยรถพยาบาลเป็นประจำทุกวัน ทุกคนก็ช่วยชาวบ้านซื้อสินค้าเล็กๆ น้อยกันตามสมควร

หมอหลิวฟางอิงก็ได้ช่วยชาวบ้านซื้อสมุนไพรทั้งเห็ดหลินจือถั่งเช่าทั้งสดและแห้ง และผลไม้ไปจำนวนหนึ่งเพื่อช่วยเหลือชาวบ้าน และตั้งใจว่าจะนำไปฝากญาติๆ ที่บ้าน หลังจากเสร็จภารกิจในครั้งนี้

กระทั่งสถานการณ์แผ่นดินไหวเริ่มสงบลง รถพยาบาลสนามก็เดินทางเข้าไปในพื้นที่ประสบภัย ซึ่งเส้นทางส่วนใหญ่เป็นไหล่เขาสูงชัน และมีดินโคลนถล่มปิดเส้นทางเป็นบางช่วงบางตอนตลอดทาง ต้องเสียเวลาอยู่นาน แต่สุดท้ายรถโรงพยาบาลสนามก็ไปไม่ถึงจุดหมายปลายทาง เพราะรถเกิดอุบัติเหตุพลิกคว่ำ จากเพราะพื้นที่ที่รถขับผ่านเป็นช่วงถนนขาด รถจึงเสียหลักพลิกตกไหล่เขาเสียก่อน ทำให้ทุกคนในรถเสียชีวิตทั้งหมด

หลังจากตั้งสติได้ หมอหลิวฟางอิง ก็ใช้เวลาอยู่นานในการเรียบเรียงเหตุการณ์ และในที่สุดนางก็ได้รับถ่ายทอดเรื่องราวของร่างเดิมพร้อมรับรู้ทุกเรื่องราวของชีวิตในยุคนี้ได้ราวกับเป็นคนเดียวกันกับร่างเดิม จนนางก็ยอมรับและทำใจได้แล้วว่าตนเองได้เสียชีวิตไปแล้วจริงๆ และต้องมาใช้ชีวิตในร่างนี้ต่อไป และนางก็ได้ค้นพบอีกว่าหลังจากมาอยู่ในร่างนี้แล้ว นางก็ยังได้รับมิติพิเศษติดตัวมาผ่านทางปานแดงรูปกระรอกน้อย????️ที่ข้อมือของนางอีกด้วย ในมิติของนางมีทั้งรถพยาบาลคันที่เกิดเหตุที่มีอุปกรณ์ทางการแพทย์และยารักษาโรค รวมถึงข้าวของเครื่องใช้ส่วนตัว และทั้งยังมีสมุนไพรจีนที่นางได้ช่วยชาวบ้านซื้อมาอีก หลิวฟางอิงพยายามเรียนรู้การใช้สิ่งของในมิติจนสามารถเข้าใจแล้วว่าทุกอย่างสามารถนำออกมาใช้ และยังสามารถนำสิ่งของเข้าไปเก็บไว้ได้อย่างปลอดภัย

"หลิวฟางอิง ฉันรู้ว่าฉันมาอยู่ในร่างของเธอในเวลาที่ครอบครัวสกุลหลิวของเธอกำลังเดือดร้อนและทุกข์ใจอย่างหนัก ฉันจะพยายามช่วยแก้ไขปัญหาของครอบครัวสกุลหลิวให้ผ่านพ้นวิกฤติครั้งนี้ไปให้ได้ ฉันขอสัญญาและเธอก็ช่วยเป็นกำลังใจให้ฉันด้วยนะ" หมอหลิวฟางอิงพูดกับร่างเดิมอย่างมุ่งมั่น

จนกระทั่งยามอิ๋น (03.00-05.00) ของวันต่อมาหลิวเฉินห่าวที่นอนไม่หลับทั้งคืนเพราะเป็นห่วงพี่สาว เช้านี้เขาจึงตัดสินใจเดินเข้ามาหาพี่สาวในห้อง

"พี่ใหญ่ พี่ใหญ่คิดมากเรื่องบ้านสกุลเกา ที่ท่านแม่นำมาบอกเล่าให้ฟังใช่หรือไม่ ข้าเห็นพี่ใหญ่นั่งนิ่งมาตั้งแต่ยามจื่อแล้ว (23.0-01.00น.) " หลิวเฉินห่าวน้องชายเพียงคนเดียวของนางได้เข้ามาถามนางตั้งแต่ฟ้ายังไม่สาง เพราะเมื่อคืนเขาเห็นว่าพี่สาวมีอาการไม่ค่อยดี

"นี่ก็แสดงว่าเจ้าก็นอนไม่หลับเช่นกันใช่หรือไม่ ถึงได้รู้ว่าข้าลุกขึ้นมานั่งมาตั้งแต่ยามจื่อ"

"ข้า..ข้าเพียงแค่ตื่นและเดินมาดูท่านเท่านั้น" หลิวเฉินห่าว น้องชายวัย 14 ของนางถึงจะมีชีวิตที่ยากลำบาก แต่เขาก็ทั้งรักและเป็นห่วงพี่สาวคนนี้มาก

"เฉินห่าว ต่อไปนี้ข้าจะเข้มแข็ง เราจะต้องผ่านเหตุการณ์เลวร้ายนี้ไปให้ได้ วันนี้ข้าจะให้ท่านแม่ไปแจ้งกับบ้านใหญ่ว่า ข้าขอเวลาอีกเพียงแค่เดือนเดียว หากว่าข้าไม่สามารถหาเงินไปชดใช้สกุลเกาได้ ข้าก็จะยอมแต่งเข้าไปเป็นอนุของคนบ้านนั้น"

"ท่านพี่!! ข้าไม่อยากให้ท่านไปเป็นอนุคนบ้านเกา" หวังเฉินห่าวถึงกับน้ำตาคลอ เพราะถึงอย่างไรเวลาเพียงเดือนเดียว พวกเขาจะมีปัญญาที่ไหนหาเงินทองตั้งมากมายไปใช้คืนบ้านนั้นได้ เมื่อนึกถึงว่าพี่สาวของตนจะต้องไปเป็นอนุคนบ้านสกุลเกา เขาก็รู้สึกปวดใจนัก เพราะเท่ากับว่าสกุลหลิวส่งพี่สาวของตนไปเป็นทาสรับใช้คนบ้านเกานั่น แถมยังต้องถูกเหยียบย่ำศักดิ์ศรีอีก

"เฉินห่าว เรื่องความยุ่งยากทั้งหลายมันเกิดจากเรื่องนี้ ถ้าข้าไม่ตัดสินใจช่วยแก้ไข บ้านใหญ่ก็ยิ่งจะลำบาก ไหนเลยจะต้องมาช่วยดูแลพวกเราสามคน ไหนจะต้องลำบากใจเรื่องหนี้สินที่บิดาของพวกเราสร้างไว้อีก"

"ท่านพี่ ข้าไม่อยากให้ท่านไปเป็นอนุเขา" เฉินห่าวน้ำตาคลอเดินเข้ามากอดพี่สาวร่ำไห้เบาๆ อย่างสุดกลั้น

"ไม่ต้องร้องไห้นะเฉินห่าว มันยังไม่ถึงเวลานั้น ขอให้ข้าได้สู้เสียก่อน เรื่องการไปเป็นอนุมันเป็นเพียงหนทางสุดท้ายของข้าเท่านั้น"

เมื่อได้พูดคุยกับน้องชายแล้วหลิวฟางอิงจึงได้เดินออกมาหามารดาที่เตรียมตัวออกไปช่วยบ้านใหญ่ทำนา

"ท่านแม่เจ้าคะ ข้าตัดสินใจแล้ว เพราะมันเป็นทางเดียวที่จะแก้ไขปัญหาต่างๆ ให้ยุติลงได้ ข้ายินดีแต่งออกไปเป็นอนุของคนสกุลเกา หากว่าข้าไม่สามารถหาเงินมาชดใช้ให้พวกเขาได้ภายในหนึ่งเดือนนี้เจ้าค่ะ"

"แม่ขอโทษนะฟางอิง ที่ไม่สามารถช่วยปกป้องเจ้าได้"

"ท่านแม่อย่าได้กังวลใจไปเลยนะเจ้าคะ ข้าฝากท่านแม่ไปบอกกับท่านปู่หลิวกับลุงใหญ่ด้วยว่า ข้าเองไม่ได้กังวลใจ แค่ข้าขอเวลาเพียงหนึ่งเดือนเท่านั้นเจ้าค่ะ"

เมิ่งซูหลันรู้สึกแปลกใจกับลูกสาวที่ตื่นเช้ามาก็เหมือนเปลี่ยนไปเป็นคนละคน แต่ก็ยอมรับการตัดสินใจของบุตรสาวของตน และจะนำเรื่องที่บุตรสาวตัดสินใจ ไปแจ้งให้บ้านใหญ่ได้รับรู้

เมื่อมารดาออกจากบ้านไปแล้ว สองพี่น้องก็กินข้าวต้มใส่เผือกมันที่มารดาได้ทำไว้ทั้งสองจำต้องทำใจให้ลืมเรื่องร้อนใจไปเสีย เพราะเรื่องปากท้องก็เป็นเรื่องสำคัญของครอบครัว

"พี่ใหญ่เช้านี้เราขึ้นไปเก็บผักป่าบนเขากันดีหรือไม่ สองวันที่ผ่านมานี้ฝนตกมาตลอดผักป่าน่าจะแตกยอดอ่อนกันมากทีเดียว ถ้าวันนี้เราเก็บผักป่าได้มาก ยามเว่ย (13.00น.-15.00น.) เราจะได้นำไปขายที่ตลาดในเมืองกัน"

"ดีเลย เราไม่ได้ขึ้นเขาไปเก็บผักป่ากันมาสามวันแล้ว พี่ก็จะไปขุดมันเทศที่เหลืออยู่ด้วย วันนี้ดินคงอ่อนขุดง่ายขึ้นแล้ว"

สองพี่น้องเมื่อตกลงกันแล้ว ก็เตรียมมีดเสียม และแบกตะกร้าสะพายหลังใบโตคนละใบ พากันเดินทางขึ้นภูเขาหลังบ้าน

หลิวฟางอิงมองดูพื้นที่ด้านหลังบ้านของนางด้วยความสนใจ เพราะเนินเขาเล็กๆ ที่มีพื้นที่ 20 กว่าหมู่นั้นก็เป็นที่ดินของบิดาของนาง ที่ได้รับส่วนแบ่งมาจากปู่หลิว เป็นพื้นที่เหมาะกับการปลูกพืชผักผลไม้มาก เพราะเป็นที่บริเวณไหล่เขาที่ติดอยู่กับน้ำตกเล็กๆ มีน้ำไหลลงสู่ลำธารที่น้ำไม่เคยแห้งตลอดปี นับว่าบิดาของนางมีสายตาแหลมคมยิ่งนัก ที่ขอรับพื้นที่ที่ดูไร้ประโยชน์ในสายตาผู้อื่นไว้เสียเอง เพราะหมู่บ้านแห่งนี้ไม่มีผู้ใดคิดที่จะปลูกพืชผักผลไม้แทนการปลูกข้าวเลยแม้แต่คนเดียว

เมื่อเดินขึ้นมาถึงบนเขาที่พวกนางเคยหาเก็บผักป่ากันเป็นประจำ ก็เห็นว่าวันนี้มียอดผักป่าชูยอดขาวอวบอยู่มากมายอย่างที่คิดไว้จริงๆ

"พี่ใหญ่ วันนี้ผักป่ามีมากจริงๆ เราช่วยกันเก็บไปมากๆ เลยนะขอรับ วันนี้คงขายได้เงินหลายอีแป๊ะเป็นแน่"

"เจ้าเก็บผักป่าทางนี้ก่อนนะเฉินห่าว ข้าจะไปขุดมันเทศตรงดงมันที่เดิมก่อนนะ" ที่บ้านของนางกินข้าวต้มผสมมันเทศ หรือเผือกบางครั้งก็ฟักทองผสมเป็นประจำด้วยความ เพื่อจะได้ประหยัดข้าวสาร เพราะเกรงใจบ้านใหญ่ที่ต้องแบ่งข้าวมาให้บ้านรองกินตลอดมา


เสี่ยวไป๋

ตอนที่ 3

เสี่ยวไป๋

หลิวฟางอิงเดินตรงไปที่ดงมันเทศ ด้วยความที่นางมาขุดเป็นประจำจึงรู้ว่าต้นไหนมีมันเทศหัวโตๆ และโชคดีที่วันนี้พื้นดินบริเวณดงมันเทศอ่อนนิ่ม แค่ขุดรอบโคนต้นมันเทศ และค่อยๆ ดึงโคนต้นขึ้นมา ก็จะได้หัวมันเทศติดรากขึ้นมาต้นละสามสี่หัวแล้ว จึงทำให้ฟางอิงใช้เวลาขุดมันเทศไม่นานนักก็ได้มันเทศเกือบครึ่งตะกร้าเพียงพอที่จะนำไปผสมกับข้าวต้มได้แล้ว จึงหยุดการขุดมันไว้ก่อน จากนั้นก็นำยอดต้นมันเทศ ที่ขุดขึ้นมาแล้วนำไปปลูกไว้ใหม่ใช้เวลาอีกสามสี่เดือน มันเทศที่ปลูกใหม่ก็มีหัวสามารถมาขุดไปกินได้อีก นางทำแบบนี้อยู่เป็นประจำถึงมีดมันเทศไว้ให้ขุดได้ตลอดปี

หลังจากนั้นฟางอิงก็จะไปช่วยน้องชายเก็บผักป่าต่อ เพราะวันนี้ พวกนางต้องการที่จะเก็บผักป่าไปขายที่ตลาด แต่พอนางเดินออกมาจากดงมันได้ไม่เท่าไหร่ ก็เหลือบไปเห็นกระรอกตัวน้อยสีขาวน่ารักกระโดดเข้ามาใกล้ๆ ฟางอิงรู้สึกเอ็นดูมาก เพราะมันมีลักษณะเหมือนกับปานแดงรูปกระรอกที่ข้อมือของนาง

หลิวฟางอิงวางเสียมในมือลงและเดินตามกระรอกตัวน้อยที่กระโดดหนีไป แต่พอนางหยุดเดินตาม เจ้าตัวเล็กก็เหมือนจะหยุดรอและหันหน้ามามอง หลิวฟางอิงจึงตัดสินใจเดินตามเจ้าตัวเล็กไปจนถึงใต้ต้นพลับป่า เจ้าตัวเล็กก็วิ่งกระโดดไปรอบๆ สิ่งหนึ่งและหันหน้ามามองนางอีกครั้ง

หลิวฟางอิงจึงเดินเข้าไปดูใกล้ๆ จึงเห็นว่าที่กระรอกน้อยวิ่งวนอยู่นั้นเป็นลูกหมาป่าตัวน้อย ฟางอิงจึงนั่งลงและค่อยๆ อุ้มลูกหมาป่าขึ้นมาสำรวจดูว่าเจ้าตัวน้อยเป็นอะไร ก็พบว่าตรงขาหลังของลูกหมาป่าตัวน้อยมีบาดแผลอยู่

"เจ้ากระรอกน้อย เจ้าต้องการพาข้ามาเพื่อมาช่วยเพื่อนของเจ้าใช่หรือไม่" ฟางอิงพูดกับกระรอกน้อยด้วยความเอ็นดู เจ้าตัวเล็กก็นั่งมองนางตาแป๋ว

"ข้าจะช่วยทำแผลให้กับเพื่อนของเจ้าเองนะ" จากนั้นฟางอิงก็นำน้ำและยาใส่แผลออกมาจากมิติ ล้างบาดแผลและเช็ดด้วยยาฆ่าเชื้อ เจ้าลูกหมาป่าตัวเล็กคงจะแสบแผล จึงส่งเสียงครางหงิงหงิงออกมาอย่างน่าสงสาร แต่ก็ยินยอมให้ฟางอิงใส่ยาจนแล้วเสร็จ

"ข้าทำแผลให้เจ้าแล้วนะ เจ้าหิวหรือไม่ แต่ข้าไม่มีอะไรให้เจ้ากินเลยนี่สิ เจ้าดื่มน้ำก็แล้วกันนะ" ฟางอิงจึงค่อยๆ หยอดน้ำใส่ปากให้หมาป่าตัวน้อย

และขณะที่ฟางอิงกำลังวางลูกหมาป่าลงไว้ที่เดิม นางก็ต้องนั่งตัวแข็งทื่อแทบจะไม่หายใจ เพราะหันไปเห็นแม่หมาป่าตัวใหญ่กำลังเดินตรงเข้าพอดี แต่ก็เริ่มเบาใจขึ้นมาบ้างเพราะหมาป่าตัวใหญ่นั้นค่อยๆ เดินเข้ามาด้วยท่าทางดูเป็นมิตร และกระดิกหางให้รู้ว่าข้ามาดีนะ

"แม่นาง เจ้าช่วยรักษาแผลให้ลูกข้าเหรอ"

"เจ้า!เจ้าพูดภาษามนุษย์ได้ด้วยเหรอ?" หลิวฟางอิงตกใจมากที่ได้ยินหมาป่าพูดได้

"ใช่ข้าพูดภาษามนุษย์ได้ เพราะข้าเป็นเทพพฤกษา แต่เคยทำผิดพลาด จึงถูกสาปให้มาอยู่ที่ผืนป่าแห่งนี้"

"ท่านเป็นเทพพฤกษาหรือเจ้าคะ?" เจียวอิงพูดกับหมาป่าที่บอกว่าเป็นเทพพฤกษาเสมือนกับตัวเองกำลังตกอยู่ในความฝัน

"ใช่แล้ว และข้าก็ขอบใจเจ้ามากนะ ที่เจ้าได้ช่วยทำแผลให้ลูกน้อยจอมซนของข้า วันนี้ถึงเวลาที่ข้าพ้นคำสาป และจะต้องกลับขึ้นไปอยู่ในที่ที่ข้าควรอยู่แล้ว แต่ก่อนไปข้าขอมอบสิ่งนี้ไว้ให้กับเจ้าก่อน เพื่อเป็นการตอบแทนที่เจ้าเป็นคนดีมีเมตตา เจ้าแบมือมาสิ"

หลิวฟางอิงแบบมือขึ้นอย่างว่าง่าย และจากนั้นก็ปรากฏคนโทน้ำใบเล็กๆ ขึ้นบนมือของนาง

"ในคนโทน้ำใบนี้มีน้ำทิพย์วิเศษ ที่มีสรรพคุณในการช่วยรักษาโรคของมนุษย์รวมถึงรักษาบาดแผลทุกชนิดได้ และยังสามารถใช้บำรุงร่างกายให้มีสุขภาพแข็งแรงสมบูรณ์ได้เป็นอย่างดี เจ้าเก็บไว้เพื่อนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์เถิด"

"ข้าขอบคุณท่านเทพพฤกษามากนะเจ้าค่ะ"

"ถึงเวลาที่ข้าต้องไปแล้วแม่นาง ข้าขอให้เจ้ามีชีวิตที่ดีมีความสุข และข้าขอฝากเจ้าเสี่ยวไป๋ตัวนี้ไว้กับเจ้าด้วย "

"เจ้าค่ะ" ฟางอิงก็ยังนั่งงงเหมือนถูกมนต์สกดอยู่ จนภาพของหมาป่าสองแม่ลูกค่อยๆ เลือนหายไปจากสายตา หลิวฟางอิงจึงได้คืนสติกลับมา และเห็นว่าเจ้าเสี่ยวไป๋นั่งเอียงคอมองนางอยู่พอดี ฟางอิงจึงได้นำคนโทน้ำทิพย์วิเศษในมือ เข้าไปเก็บไว้ในพื้นที่มิติก่อน

"เจ้าชื่อเสี่ยวไป๋ใช่ไหม"

เจียวอิงค่อยๆ ประคองเจ้าเสี่ยวไป๋ขึ้นมาอุ้ม และก็เห็นว่าตาของเจ้าเสี่ยวไป๋มีน้ำใสๆ ไหลออกมา

"โถ เจ้าเสี่ยวไป๋น้อย เจ้าคงเสียใจที่เพื่อนของเจ้าจากไปสินะ ไม่เป็นไรต่อไปเจ้าไปอยู่กับข้านะ"

"ท่านพี่ "

"เจ้า!!ก็พูดได้ด้วยเหรอ?"

แต่เจ้าเสี่ยวไป๋ไม่ตอบ เพียงแต่ซบหน้ากับมือของเจียวอิงอย่างน่าเวทนา

"โถเจ้าตัวเล็ก ไปกันเถอะข้าจะต้องไปเก็บผักป่าแล้ว"

"ใหญ่พี่ ท่านมาอยู่ที่นี่เองข้าหาตั้งนาน" หลิวเฉินห่าวที่เดินพ้นชายป่ามา ก็พบกับพี่สาวพอดี

"ข้ากำลังจะไปหาเจ้าอยู่พอดีเฉินห่าว"

"พี่ใหญ่ ท่านจับกระรอกน้อยได้หรือ มันช่างน่ารักนัก ข้าขอเอาไปเลี้ยงที่บ้านได้หรือไม่" เฉินห่าวพูดขึ้นอย่างตื่นเต้นเมื่อเห็นเจ้ากระรอกตัวเล็กในมือพี่สาว

"ได้สิ เจ้าตัวเล็กนี่ชื่อว่าเสี่ยวไป๋ และเขาก็จะไปอยู่กับพวกเรา"

" เย้! เย้!ข้าดีใจที่สุดเลยไปกันเจ้าเสี่ยวไป๋"

เสี่ยวไป๋กระโดดลงจากมือฟางอิง และกระโดดโลดเต้นอย่างร่าเริง และวิ่งเล่นอยู่รอบๆ สองพี่น้องที่ช่วยกับเก็บผักป่า จวบจนสองพี่น้องเก็บผักป่าได้เต็มตะกร้าจึงชวนกันกลับ แต่เสี่ยวไป๋กลับพยายามพาสองพี่น้องออกนอกเส้นทางกลับบ้าน

"เสี่ยวไป๋เจ้าจะไปไหน" ฟางอิงพอเห็นอาการของเสี่ยวไป๋ ก็พอจะรู้ว่าเสี่ยวไป๋ต้องการให้นางตามไป เพื่อจะพานางไปไหนอีกซักที่ เหมือนกับตอนเสี่ยวไป๋ต้องการพานางไปช่วยลูกหมาป่า นางจึงชวนน้องชายเดินตามไป

ทั้งสองเดินตามเสี่ยวไป๋ไปไม่ไกล ตรงบริเวณนั้นมีต้นไม้ใหญ่ล้มขวางทางอยู่ และเจ้ากระรอกน้อยก็วิ่งวนอยู่ตรงนั้นไม่ไปไหน

"เฉินห่าว พี่ว่าเจ้าเสี่ยวไป๋น่าจะต้องการพาเรามาหาอะไรซักอย่าง เดี๋ยวเราลองช่วยกันหาดูนะ ว่าแถวนี้มีอะไร"

เมื่อทั้งสองช่วยกันหารอบๆ ต้นไม้แห้ง จึงเห็นว่ามีเห็ดรูปร่างแปลกๆ อยู่กลุ่มหนึ่ง และน่าจะเป็นสิ่งนี้ที่เจ้าตัวเล็กต้องการพามา

"พี่ใหญ่ นี่คือเห็ดอะไรกัน ข้าไม่เคยเห็นเห็ดแบบนี้มาก่อนเลย มันอาจจะเป็นเห็ดมีพิษก็ได้นะ"

"เดี๋ยวข้าขอดูก่อนนะ"

หลิวฟางอิงนั่งลงเพื่อพิจารณาดูใกล้ๆ ก็เห็นว่าเป็นเห็ดที่คล้ายๆ กับเห็ดหลินจือที่ตัวเองซื้อมาอยู่ในมิติ แต่ดอกใหญ่กว่า สีและรูปทรงก็ดูแตกต่างกัน แต่ก็คาดว่านี่อาจจะเป็นเห็ดหลินจือจากธรรมชาติก็ได้ เพราะเห็ดที่นางซื้อมาจากชาวบ้าน เป็นเห็ดหลินจือที่ผลิตขึ้นในโรงเรือน อาจจะมีความแตกต่างกัน เพราะนางเองก็ไม่เคยเห็นเห็ดหลินจือที่เติบโตมาโดยธรรมชาติเช่นกัน

"ข้าว่าน่าจะเป็นเห็ดสมุนไพรมีค่านะเฉินห่าว เจ้าเอามีดไปค่อยๆ ตัดเห็ดนี้ออกมาเถอะ เดี๋ยวข้าจะนำผ้าและใบไม้มาลองไว้เดี๋ยวจะช้ำเสียหาย"

เฉินห่าวค่อยๆ ใช้มีดตัดเห็ดออกมาวางบนผ้าคลุมกันแดดของพี่สาวที่นำมาปูรองด้วยใบไม้ใบใหญ่

เห็ดที่เฉินห่าวตัดออกมามีแปดดอก มีดอกที่มีขนาดใหญ่มากกว่าฝ่ามือถึง 4 ดอก ที่เหลือก็เป็นขนาดลองลงมาอีกสี่ดอก

"ท่านพี่ถ้านี่เป็นเห็ดสมุนไพรมีราคามาก จนพอที่สกุลหลิวของเรานำไปใช้หนี้บ้านสกุลเกาได้ก็คงจะดีไม่น้อยเลยนะ"

"ข้าเองก็ไม่แน่ใจว่าจะใช่เห็ดสมุนไพรมีค่าหรือไม่ เดี๋ยวเราเอาติดเข้าไปในเมืองด้วย จะได้ไปถามที่โรงหมอกัน "

เสี่ยวไป๋นั่งเอียงคอมองจนเห็นว่าสองคนพี่น้องจัดการกับเห็ดนั่นเสร็จแล้ว จึงเลิกสนใจ และกลับออกไปวิ่งเล่นต่อ

เมื่อเก็บเห็ดเสร็จสองคนพี่น้องก็พาเสี่ยวไป๋เดินลงจากเขากลับบ้าน

"พี่ใหญ่ข้าขอไปบอกท่านแม่ที่ทุ่งนาก่อนนะ ว่าเราสองคนจะนำผักป่าไปขายที่ตลาด เดี๋ยวท่านแม่จะเป็นห่วงถ้ากลับมาบ้านแล้วไม่พบใคร"

"ไปเถอะ เดียวข้าจะจัดผักเป็นมัดไว้เลย เจ้ากลับมาข้าก็คงจะทำมัดผักป่าเสร็จพอดี " และหลังจากเฉินห่าวเดินออกไปแล้ว เสี่ยวไป๋ก็เดินเข้ามาหาหลิวฟางอิง

"เสี่ยวไป๋ เจ้ามีอะไรจะบอกกับข้างั้นหรือ ข้ารู้ว่าเจ้าต้องไม่ใช่กระรอกป่าธรรมดาอย่างแน่นอน เจ้าเป็นใครบอกข้าได้หรือไม่"

"ท่านพี่ ไปปิดประตูบ้านก่อนข้าบอกเรื่องนี้กับท่านพี่ได้เพียงคนเดียวเท่านั้น"

"ก็ได้เจ้าตัวเปี๊ยก ตัวแค่นี้รู้จักมีความลับด้วย"

"ท่านพี่" เสี่ยวไป๋กลายร่างเป็นเด็กวัย 5 ขวบตัวเล็กๆ เข้ามานั่งใกล้ๆ กับหลิวฟางอิงที่กำลังนั่งมัดผัดป่าไปด้วย

"นี่คือตัวตนของเจ้าหรือเสี่ยวไป๋?" หลิวฟางอิงถึงจะตกใจอยู่บ้าง แต่เริ่มคุ้นชินกับสิ่งมหัศจรรย์แล้ว

"เปล่าหรอกท่านพี่ ตัวตนของข้าก็คือกระรอกนั่นแหละ แต่ข้าเหนื่อยเวลาพูดมากๆ ข้าจึงขอแปลงร่างเป็นมนุษย์ก่อนจะได้สะดวกในการพูด"

"ไหนเจ้าลองเล่าให้ข้าฟังสิว่าเจ้าเป็นใคร"

"ข้าเองก็เป็นเทพพฤกษา แต่อยู่หางแถว เพราะชอบเล่นซุกซนจนถูกส่งมาให้อยู่กับเทพพฤกษาหมาป่า แต่เวลานี้ยังไม่ถึงเวลาที่ข้าจะได้กลับขึ้นไป ท่านเทพพฤกษาเลยมอบให้ข้ามาช่วยดูแลท่าน และดูแลผืนป่าจนกว่าจะถึงวันที่ข้าจะได้กลับไป"

"ว่าแต่เจ้าอายุเท่าไหร่กัน ถึงมาเรียกข้าท่านพี่"

"ข้าอายุแค่ 200 กว่าปีเอง แต่เวลาในโลกมนุษย์นี้ ข้าก็มีอายุแค่เพียงไม่กี่วันเท่านั้น ท่านก็เมตตาเป็นพี่สาวให้ข้าด้วยเถิด"

"ได้ๆ ต่อไปข้าจะเป็นพี่สาวให้เจ้า แล้วที่เจ้าพาข้าไปเก็บเห็ดพวกนั้นมา มันเป็นเห็ดมีค่าใช่หรือไม่"

"ข้ารู้ว่าท่านพี่กำลังเดือดร้อน เห็ดพวกนั้นมีค่ามากพอที่จะช่วยให้ท่านพี่และครอบครัวอยู่ได้อย่างสุขสบาย "

"แล้วเจ้ารู้หรือไม่ว่าข้าก็มีของพวกนี้อยู่ในพื้นที่มิติของข้า"

"ข้ารู้ แต่ท่านพี่ไม่ยังไม่ควรนำสิ่งนั้นออกมา เพราะมันจะเป็นอันตราย ข้าจึงได้ช่วยแปลงสิ่งของในมิติของท่าน ให้มาเป็นสิ่งของที่มีอยู่ตามป่าเขานี้แทน"

"อ้าวเหรอ? ดีนะที่ข้ายังไม่ได้เอาข้าวของในมิติออกมา เพราะข้าตั้งใจว่า จะเอาออกไปขายเสียด้วยสิ"

"ยังไม่ควรกระทำหรอกท่านพี่ ต่อไปเวลาท่านพี่จำเป็นต้องใช้ข้าวของในนั้น ท่านพี่จะต้องให้ข้าอยู่ด้วยทุกครั้ง ท่านถึงจะปลอดภัย"

"ขอบใจมากนะเสี่ยวไป๋ ข้าเข้าใจแล้ว" หลิวฟางอิงคิดไม่ถึงว่า หลังจากที่นางได้ย้อนกลับอยู่ในยุคนี้จะมีสิ่งมหัศจรรย์เหลือเชื่อเกิดขึ้นกับนางซ้ำๆ หลายเรื่องเช่นนี้ แต่นางก็รู้สึกปลอดภัยขึ้น เมื่อรู้ว่าต่อไปเสี่ยวไป๋จะเป็นตัวช่วยของนาง

"แล้วเจ้าช่วยอะไรข้าได้อีกบ้าง ข้าจะได้วางแผนการใช้ชีวิตของข้าให้ถูกต้อง"

"ข้าเป็นเทพพฤกษานะ เรื่องพืชผักผลไม้ทุกชนิดข้าสามารถช่วยท่านได้ ตั้งแต่หาต้นกล้ามาให้ และช่วยท่านดูแลต้นไม้ข้าก็ทำได้ "

"ข้าดีใจมากเลย ต่อไปข้าคงจะต้องพึ่งพาเจ้าอย่างแน่นอน" หลิวฟางอิงพูดตามหลังเจ้ากระรอกน้อยที่เพิ่งแปลงร่างกลับไปเป็นกระรอกตัวจิ๋วตามเดิมและเดินห่างออกไป

หลิวฟางอิงนั่งมัดผักไป และก็นึกถึงการทำสวนผลไม้ในพื้นที่บนเนินเขาของบิดานางไปด้วย


อ่านต่อนิยายเรื่องนี้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...