“ไปรษณีย์ไทย” เปิดเกมใหม่ ขยับชิงส่วนแบ่งขนส่งระหว่างประเทศ
การแข่งขันในธุรกิจขนส่ง (โลจิสติกส์) สูงขึ้นอย่างต่อเนื่องในรอบหลายปีที่ผ่านมา จากการเข้ามาของผู้ประกอบการจากต่างประเทศ เช่น จีน ทำให้เจ้าตลาดดั้งเดิมอย่างไปรษณีย์ไทยเผชิญกับการแข่งขันที่สูงลิ่ว จึงต้องปรับตัวอย่างหนัก โดยเฉพาะด้าน “ราคา” แม้ว่าการเติบโตของตลาดอีคอมเมิร์ซจะผลักดันให้ตลาดการขนส่งขยายตัวอย่างมาก
อย่างไรก็ตาม ในครึ่งแรกปี 2567 นี้ ไปรษณีย์ไทยทำกำไรได้ 136 ล้านบาท ขณะที่ช่วงเดียวกันปีที่ผ่านมา มีกำไร 157.72 ล้านบาท โดยสัดส่วนรายได้ยังมาจากการขนส่งภายในประเทศกว่า 44-45% แต่น่าสนใจที่รายได้ใหม่จากการขนส่งระหว่างประเทศเติบโต 12.2%
ด้วยความพร้อมด้านพันธมิตรขนส่ง ปณท จึงตั้งเป้าว่าในครึ่งปีหลัง ธุรกิจขนส่งระหว่างประเทศกลุ่มนี้จะโตถึง 15% ของรายได้รวม หรือ 1,800 ล้านบาท และนำโอกาสมากมายมาสู่ผู้ประกอบการ SMEs โดยเฉพาะการมุ่งเจาะตลาดภูมิภาคอาเซียน
“ประชาชาติธุรกิจ” มีโอกาสพูดคุยกับ “ดนันท์ สุภัทรพันธุ์” กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด (ปณท) เกี่ยวกับก้าวต่อไปของไปรษณีย์ไทย ที่ตั้งธงชิงส่วนแบ่งการขนส่งสินค้าที่ “ไม่เคยได้” มาก่อน
ไม่ได้ครอบครองก็ต้องชิงส่วนแบ่ง
“ดนันท์” กล่าวว่า หลายปีมานี้ การค้าข้ามพรมแดนแบบ Cross Border ทำให้สินค้าจากจีนหลั่งไหลเข้าสู่ประเทศไทยผ่านมือผู้ให้บริการจัดส่งสัญชาติจีนด้วยกันซึ่งสินค้าเหล่านี้ที่ขายผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์มีนัยสำคัญต่อผู้ให้บริการจัดส่งภายในประเทศ ไปรษณีย์ไทยเองเพิ่งเจรจากับแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซจากจีน เพื่อเข้าร่วมเป็นผู้จัดส่งสินค้า ทำให้ผู้ใช้งานในประเทศไทยมีทางเลือกในการใช้บริการเพิ่มขึ้น และเพิ่มสัดส่วนรายได้ให้ ปณท ด้วย
“จากต้นทางที่สินค้ามาจากจีน เราไม่เคยได้รายได้เลย ปีหน้าการเจรจากับโอเปอเรเตอร์ขนส่งข้ามชาติกับจีนจะบรรลุผล ให้ ปณท ร่วมเป็นพาร์ตเนอร์ขนส่ง ดังนั้นไม่ต้องสนว่ามูลค่าตลาดรวมของการขนส่งสินค้าจีนจะเท่าไหร่ แม้ตลาดจะเท่าเดิม แต่รายได้ส่วนนี้ถือเป็นรายได้ใหม่ของเรา”
“ดนันท์” อธิบายเพิ่มเติมว่า ก่อนหน้านี้ ปณท ไม่เคยเป็นพาร์ตเนอร์กับผู้ขนส่งจีน ดังนั้นเวลาที่มีผู้ผลิตจัดส่งสินค้า สินค้ามหาศาลจะส่งผ่านพาร์ตเนอร์จีนด้วยกันมาอยู่ใน Consolidator หรือผู้รวบรวมสินค้าที่โกดังในไทย ต่อมาเมื่อมีการสั่งซื้อสินค้าจากแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ ผู้จัดส่งปลายทาง (Last Mile) ก็จะจัดส่งภายในประเทศไทยไปถึงมือลูกค้า ซึ่งผู้จัดส่งปัจจุบันก็มีทั้งกลุ่มทุนจีนและแพลตฟอร์มจีนที่เปิดสายขนส่งเอง ปณท จึงพยายามเข้าไปร่วมกับทุกส่วน ทุกราย
ความท้าทายในการขนส่งข้ามชาติ
ปัญหาในช่วงหลายปีที่ผ่านมาคือ Consolidator รวมสินค้ามาอยู่ใน กทม. แล้วกระจายของเอง ส่วนนี้ ปณท เข้าไปมีส่วนแบ่งได้แล้ว อย่างที่สอง คือ การเปลี่ยนกฎหมายนำเข้าสินค้า และมาตรการภาษี ส่งผลโดยตรงกับ ปณท ที่ต้องปรับปรุง “โอเปอเรชั่น” ของงานทั้งระบบให้สอดคล้อง เช่น การจัดเก็บ VAT ของสินค้า 1,500 บาท ล่าสุดก็ต้องมาวางแผนใหม่ว่าจะเก็บอย่างไร ต้องดีลกับพาร์ตเนอร์ผู้ประกอบการ รวมถึงกับศุลกากรด้วย
นอกจากนี้ การเปลี่ยนกฎทำให้สินค้า “ลดจำนวนลง” อย่างมีนัยสำคัญ ตัวอย่างมีให้เห็นในประเทศยุโรปที่ปรับกฎให้นำเข้าสินค้ายากขึ้น ตัวเลขการจัดส่งตรวจนับลดลง เพราะสินค้าจำนวนมากหนีความไม่แน่นอนของกฎระเบียบไปโผล่ใน“Grey Route” หรือเส้นทางเถื่อน
“เวลาที่เกิดความยากลำบากในการจัดส่ง เราส่งของไม่ได้ ก็จะมีคนหาช่องทางพิเศษเจอ ทำให้ปริมาณสินค้ามูลค่ามหาศาลไหลไปทางนั้น ต้องคิดว่าทำอย่างไรให้ของที่ส่งในเส้นทางเหล่านี้กลับเข้ามาอยู่ในระบบ เรื่องนี้ท้าทายมาก”
ผนึก ปณ.ข้ามชาติ-เอกชน
จากความท้าทายเหล่านี้ ปณท ทำอย่างไรได้บ้าง อย่างแรก คือ เพิ่มเส้นทางการจัดส่งข้ามชาติให้มากขึ้น ปัจจุบันครอบคลุม 205 ปลายทาง 193 ประเทศ เข้าถึงพื้นที่เฉพาะ ไม่ว่าจะเป็นพื้นที่เกาะ ภูเขา และปลายทางห่างไกล เช่น อียิปต์ เอสโตเนีย อาร์เจนตินา และประเทศที่เป็นเกาะเล็ก ๆ เช่น หมู่เกาะมาร์แชลล์ กวม มารีนา ฯลฯ
ที่สำคัญ คือ “คุณภาพ” ต้องคุมได้แบบ End to End จึงต้องรู้ว่าสินค้าอยู่ตรงไหนตลอดระยะเวลาการจัดส่ง ดังนั้น สินค้าทุกชิ้นต้องผ่านการสแกนแทร็กทุกจุด แต่เรื่องนี้ทำได้ยาก เพราะพ้นเขตอำนาจ ปณท
“ลองนึกภาพการส่งออก ปณท จัดส่งในประเทศ คือ กลุ่มขนส่งที่ 1 รวบรวมสินค้า ไปหาพาร์ตเนอร์ทั้งทางบก เรือ อากาศ เช่น DHL FedEx หรือสายการบินเพื่อนำพัสดุข้ามพรมแดนไปยังปลายทาง Consolidator คือกลุ่มขนส่งที่ 2 โอเปอเรเตอร์ในประเทศนั้น ๆ เป็นกลุ่มขนส่งที่ 3 ที่จะกระจายพัสดุไปตามบ้านเรือน กลุ่มนี้อยู่ในสมาชิกสหภาพสากลไปรษณีย์ (UPU) ที่เจรจาได้”
ผู้ให้บริการขนส่งทั้ง 3 กลุ่มต้องเชื่อมโยงระบบข้อมูล เพื่อให้สินค้าสแกนผ่านทุกจุด ซึ่งข้อดี คือ ปณท อยู่ใน UPU และสหภาพการไปรษณีย์แห่งเอเชียและแปซิฟิก (APPU-ASIAN-PACIFIC POSTAL UNION) มีสำนักงานใหญ่ในไทย และค่อนข้างแอ็กทีฟในการสร้างคุณภาพ และกำหนดมาตรฐานเพื่อการจัดส่งระหว่างประเทศ
นอกจากนี้ ปณท ยังเปิดเส้นทางข้ามพรมแดนกับ ปณ.เพื่อนบ้าน ทั้ง Vietnam Post และ Indonesia Post เพื่อนำ “ของดี” ของแต่ละประเทศข้ามพรมแดนไปขาย เพื่อสนับสนุนให้ผู้ประกอบการไทยนำสินค้าท้องถิ่นไปขายต่างประเทศ เป็นการสร้างปริมาณจัดส่ง ของ Cross Border Trading และในไตรมาส 4 ปีนี้จะมี Joint Venture เพื่อดำเนินธุรกิจสินค้าระหว่างประเทศในไทย
ทั้งเจรจากับแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซระดับโลกอย่าง eBay และ Amazon.com โดย ปณท จะเป็นผู้จัดส่งสินค้าจากไทยไปเติมคลังสินค้าของ Amazon ถ้าหากมีร้านค้าบน Amazon.com และ eBay ขายสินค้าไทยก็จะนำสินค้าออกจากคลังนี้ทีละชิ้น เมื่อจำนวนลดลง ปณท จะ Wholesale ส่งสินค้าลอตใหญ่จากไทยไปเติม ทำให้ทำธุรกิจสะดวกขึ้น
“การพยายามเจรจา และกำหนดคุณภาพมาตรฐานทั้งหมดนี้ทำให้สินค้าอะไรที่เคยส่งไม่ได้ เช่น ของเหลว อาหารสด ก็ส่งได้เพื่อดึงปริมาณสินค้าที่เคยอยู่ใน Grey Route กลับมา”
เป้ารายได้ 2.2 หมื่นล้านบาท
“ดนันท์” กล่าวว่า ปัจจุบันอยู่ระหว่างการศึกษาและใช้เส้นทางรางจากไทย-ลาว-จีน ให้เกิดประโยชน์สูงสุด และการขนส่งทางเรือ มีเส้นทางการขนส่ง อาทิ ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ไต้หวัน สหรัฐอเมริกา เนเธอร์แลนด์ ซึ่งเส้นทางนี้จะส่งต่อทางรถยนต์ไปยังเมืองปลายทางในทวีปยุโรป 10 ปลายทาง รวมถึงมีบริการเสริม เช่น Fuel Surcharge ภาษีสนามบิน ระบบเตรียมจ่าหน้า บริการ Fulfillment บริการฝากส่งแบบรวมภาษีมูลค่าเพิ่มระบบ IOSS (ยุโรป) ฯลฯ
“วันนี้โครงข่าย ปณท ใกล้ 5 หมื่นจุดรับสินค้า เน็ตเวิร์กแข็งแกร่งขึ้น เข้าถึงทุกบ้านไม่ต่างจากโทรคมนาคม เราเป็นโครงข่ายที่มีชีวิตจิตใจ และความสัมพันธ์กับผู้คน”
สำหรับปลายทางที่ได้รับความนิยมในการส่งระหว่างประเทศ 5 อันดับ ได้แก่ สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น สหราชอาณาจักร เกาหลีใต้ ออสเตรเลีย และตั้งเป้าว่าในสิ้นปีจะมีรายได้รวมที่ 2.2 หมื่นล้านบาท
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : “ไปรษณีย์ไทย” เปิดเกมใหม่ ขยับชิงส่วนแบ่งขนส่งระหว่างประเทศ
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net