ธุรกิจครอบครัวไทย กว่า 100 ราย สนใจเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ
วันที่ 1-2 สิงหาคม 2567 ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) จัดงาน “The 2nd SET Annual Conference on Family Business: Family Business in the Globalized Asia” โดยมีผู้ให้ความสนใจเข้าร่วมฟังสัมมนากว่า 280 ราย ในจำนวนนี้กว่า 70% เป็นเจ้าของธุรกิจ
ส่วนที่เหลืออีกราว 30% เป็นระดับผู้บริหาร ลูกจ้าง นักวิชาการ และที่ปรึกษาจากสถาบันชั้นนำระดับนานาชาติ การจัดงานในครั้งนี้ประสบความสำเร็จสูงกว่าปี 2566 ที่มีผู้เข้าร่วมสัมมนาประมาณ 264 ราย
ศ.พิเศษ กิติพงศ์ อุรพีพัฒนพงศ์ ประธานกรรมการตลท. กล่าวว่า ตลาดหลักทรัพย์ฯ ให้ความสำคัญและสนับสนุนการขับเคลื่อนระบบนิเวศเพื่อการพัฒนาธุรกิจครอบครัวไทยเข้าสู่ปีที่ 2
สำหรับผู้เข้าร่วมงานครั้งนี้มีจำนวนมากกว่าที่ตลาดหลักทรัพย์ฯ คาดหวังไว้ โดยประเมินว่าอาจเป็นเพราะเจ้าของกิจการและผู้เกี่ยวข้องมองเห็นประโยชน์ของการสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน ซึ่งการเข้าระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์ฯก็เป็นหนึ่งในเครื่องมือสำคัญ
ขณะนี้มีบริษัทครอบครัวอย่างน้อย 100 บริษัท ที่อยู่ระหว่างเตรียมตัวเข้าจดทะเบียนในตลาดหุ้นไทย โดยอาจจะทยอยเข้ามาภายใน 10-20 ปีนี้อย่างไรก็ตามช่วงนี้อาจจะมีการชะลอเข้าจดทะเบียนออกไปก่อนเนื่องจากภาวะตลาดทุนไม่เอื้อ
“ โดยส่วนตัวผมอยากคัดเลือกบริษัทดีๆ มีขนาดใหญ่และมีธรรมาภิบาล ไม่อยากได้บริษัทเล็กๆ เพราะสร้างราคาง่าย เช่น พวก Money Game”
ศ.พิเศษ กิติพงศ์ กล่าวว่า ปัจจุบันในตลาดหุ้นไทยมีบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ที่เป็นธุรกิจครอบครัวสัดส่วนถึง 67% ของจำนวน บจ. ทั้งหมด โดยตั้งแต่ปี 2559 จนปัจจุบันมีบจ. ที่เข้ามาใหม่ 76% เป็นธุรกิจที่เติบโตมาจากธุรกิจครอบครัว และมีทิศทางเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง
ขณะเดียวกันการที่ตลาดหลักทรัพย์ฯ มีช่องทางการระดมทุนในรูปแบบใหม่อย่างตลาดหลักทรัพย์ไลฟ์เอ็กซ์เช้นจ์ (LiVEx) เป็นอีกหนึ่งกลไกให้ธุรกิจครอบครัวขยายโอกาสสู่การเติบโตผ่านตลาดทุนได้เช่นกัน
ธุรกิจครอบครัวมีมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (มาร์เก็ตแคป) สัดส่วน 50.2% หรือมีมูลค่ากิจการรวมกันกว่า 8 ล้านล้านบาท จากมาร์เก็ตแคปรวม 16 ล้านล้านบาท
ปัจจุบัน มีการจ้างงานทั้งหมด 1.3 ล้านอัตรา คิดเป็น 74% ของการจ้างงานทั้งหมดของ บจ. ในตลาดหุ้นไทย และเฉลี่ย 6 ปี อยู่ที่ 67% ซึ่งนับว่าสูงมาก
ด้านมูลค่าสินทรัพย์รวม รายได้รวม และกำไรสุทธิ ของบริษัทธุรกิจครอบครัวไทยในช่วง 6 ปีที่ผ่านมา (2560-2566) มีการเติบโตทั้งสินทรัพย์รวม รายได้รวม และกำไรสุทธิ
พบว่าสินทรัพย์รวมเติบโตเฉลี่ย 47.03% ณ สิ้นปี 2566 อยู่ที่ 25,285 พันล้านบาท รายได้รวมเติบโตเฉลี่ย 45.7% ณ สิ้นปี 2566 อยู่ที่ 8,309 พันล้านบาท และกำไรสุทธิเติบโตเฉลี่ย 52.4% ณ สิ้นปี 2566 มีกำไรรวม 409,029 ล้านบาท
ด้านอายุกิจการของบริษัทธุรกิจครอบครัวนับตั้งแต่ปีก่อตั้งจนถึงปัจจุบันที่ยังคงจดทะเบียนในตลาดหุ้นไทย พบว่ามีบริษัทที่มีอายุยาวนานถึง 148 ปี คือ บมจ.โอเอชทีแอล (OHTL) หรือโรงแรมโอเรียนเต็ล
ขณะที่อายุเฉลี่ยของบริษัทธุรกิจครอบครัวคือ 36 ปี และปัจจุบันมีบริษัทธุรกิจครอบครัวที่มีอายุเกิน 100 ปี จดทะเบียนอยู่ในตลาดหุ้นไทยด้วยกัน 5 บริษัท ได้แก่ บมจ.โอเอชทีแอล (OHTL) บมจ.เบอร์ลี่ ยุคเกอร์ (BJC) บมจ.โอสถสภา (OSP) บมจ.เอสซีบี เอกซ์ (SCB) และ บมจ.ปูนซิเมนต์ไทย (SCC)
นอกจากนี้พบว่าบริษัทจดทะเบียนที่เป็นธุรกิจครอบครัวมีความแข็งแกร่งอีกหลายด้าน โดยมีรายได้จากต่างประเทศจำนวน 295 บริษัท มีรายได้จากต่างประเทศคิดเป็นปริมาณ 68-69% ของบริษัทจดทะเบียนทั้งหมดที่มีรายได้จากต่างประเทศ
โดยในปี 2566 บริษัทกลุ่มนี้มีรายได้จากต่างประเทศ คิดเป็น 42% ของรายได้จากต่างประเทศรวมทุกบริษัทจดทะเบียน โดยมีมูลค่า 2,492 พันล้านบาท
ในขณะเดียวกัน พบว่าธุรกิจครอบครัวมีจำนวนกว่า 119 บริษัท หรือคิดเป็น 62% ที่มีรายชื่อติดอยู่ในดัชนี SET ESG Ratings มีคะแนนของ CG Score (บรรษัทภิบาล) สัดส่วน 83% ในอันดับดีขึ้นไป และอยู่ในอัตรา 4-5 สูงกว่าบริษัทนอกกลุ่มธุรกิจครอบครัว รวมทั้งมีสัดส่วน 99% ของบริษัทธุรกิจครอบครัวที่มีกรรมการอิสระเป็นไปตามเกณฑ์
จากข้อมูลข้างต้น ศ.พิเศษ กิติพงศ์ กล่าวว่า บริษัทธุรกิจครอบครัวได้รับประโยชน์จากการเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ และมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อตลาดทุนไทย
“ผมมีแนวคิดส่วนตัวว่าอยากจัดตั้งดัชนี Family Business โดยได้มอบหมายงานให้ทีมบริหารของตลาดหลักทรัพย์ฯ ไปช่วยศึกษาเรื่องนี้บ้างแล้ว อย่างไรก็ตาม อาจต้องหารือร่วมกับเอ็มดีตลท.คนใหม่อีกครั้ง เนื่องจากปัจจุบันยังไม่มีตลาดหุ้นใดในโลกที่มีดัชนีในลักษณะนี้”
ท้ายที่สุดแล้ว ศ.พิเศษ กิติพงศ์ มีมุมมองว่าประเด็นสำคัญที่ธุรกิจครอบครัวต้องทำคือ การปรับโครงสร้าง หรือแต่งตัวให้พร้อม เพราะอาจมีกิจการร่วมลงทุน หรือ Venture Capital (VC) สนใจลงทุน โดยอาจไม่ต้องเข้าระดมทุนในตลาดหุ้นก็ได้ หรืออาจขยายกิจการให้เติบโตก่อนแล้วค่อยตัดสินใจเข้าจดทะเบียนในตลาดหุ้นก็ได้ พร้อมยกตัวอย่างในประเทศญี่ปุ่นและสหรัฐฯ ที่มี VC เข้าไปร่วมลงทุนถือเป็นอีกหนึ่งทางเลือกสำหรับธุรกิจครอบครัวในการสร้างการเติบโตที่ยั่งยืน