โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

ธุรกิจครอบครัวไทย กว่า 100 ราย สนใจเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ

การเงินธนาคาร

อัพเดต 02 ส.ค. 2567 เวลา 11.50 น. • เผยแพร่ 02 ส.ค. 2567 เวลา 02.22 น.

วันที่ 1-2 สิงหาคม 2567 ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) จัดงาน “The 2nd SET Annual Conference on Family Business: Family Business in the Globalized Asia” โดยมีผู้ให้ความสนใจเข้าร่วมฟังสัมมนากว่า 280 ราย ในจำนวนนี้กว่า 70% เป็นเจ้าของธุรกิจ

ส่วนที่เหลืออีกราว 30% เป็นระดับผู้บริหาร ลูกจ้าง นักวิชาการ และที่ปรึกษาจากสถาบันชั้นนำระดับนานาชาติ การจัดงานในครั้งนี้ประสบความสำเร็จสูงกว่าปี 2566 ที่มีผู้เข้าร่วมสัมมนาประมาณ 264 ราย

ศ.พิเศษ กิติพงศ์ อุรพีพัฒนพงศ์ ประธานกรรมการตลท. กล่าวว่า ตลาดหลักทรัพย์ฯ ให้ความสำคัญและสนับสนุนการขับเคลื่อนระบบนิเวศเพื่อการพัฒนาธุรกิจครอบครัวไทยเข้าสู่ปีที่ 2

สำหรับผู้เข้าร่วมงานครั้งนี้มีจำนวนมากกว่าที่ตลาดหลักทรัพย์ฯ คาดหวังไว้ โดยประเมินว่าอาจเป็นเพราะเจ้าของกิจการและผู้เกี่ยวข้องมองเห็นประโยชน์ของการสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน ซึ่งการเข้าระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์ฯก็เป็นหนึ่งในเครื่องมือสำคัญ

ขณะนี้มีบริษัทครอบครัวอย่างน้อย 100 บริษัท ที่อยู่ระหว่างเตรียมตัวเข้าจดทะเบียนในตลาดหุ้นไทย โดยอาจจะทยอยเข้ามาภายใน 10-20 ปีนี้อย่างไรก็ตามช่วงนี้อาจจะมีการชะลอเข้าจดทะเบียนออกไปก่อนเนื่องจากภาวะตลาดทุนไม่เอื้อ

“ โดยส่วนตัวผมอยากคัดเลือกบริษัทดีๆ มีขนาดใหญ่และมีธรรมาภิบาล ไม่อยากได้บริษัทเล็กๆ เพราะสร้างราคาง่าย เช่น พวก Money Game”

ศ.พิเศษ กิติพงศ์ กล่าวว่า ปัจจุบันในตลาดหุ้นไทยมีบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ที่เป็นธุรกิจครอบครัวสัดส่วนถึง 67% ของจำนวน บจ. ทั้งหมด โดยตั้งแต่ปี 2559 จนปัจจุบันมีบจ. ที่เข้ามาใหม่ 76% เป็นธุรกิจที่เติบโตมาจากธุรกิจครอบครัว และมีทิศทางเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง

ขณะเดียวกันการที่ตลาดหลักทรัพย์ฯ มีช่องทางการระดมทุนในรูปแบบใหม่อย่างตลาดหลักทรัพย์ไลฟ์เอ็กซ์เช้นจ์ (LiVEx) เป็นอีกหนึ่งกลไกให้ธุรกิจครอบครัวขยายโอกาสสู่การเติบโตผ่านตลาดทุนได้เช่นกัน

ธุรกิจครอบครัวมีมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (มาร์เก็ตแคป) สัดส่วน 50.2% หรือมีมูลค่ากิจการรวมกันกว่า 8 ล้านล้านบาท จากมาร์เก็ตแคปรวม 16 ล้านล้านบาท

ปัจจุบัน มีการจ้างงานทั้งหมด 1.3 ล้านอัตรา คิดเป็น 74% ของการจ้างงานทั้งหมดของ บจ. ในตลาดหุ้นไทย และเฉลี่ย 6 ปี อยู่ที่ 67% ซึ่งนับว่าสูงมาก

ธุรกิจครอบครัวไทย

ด้านมูลค่าสินทรัพย์รวม รายได้รวม และกำไรสุทธิ ของบริษัทธุรกิจครอบครัวไทยในช่วง 6 ปีที่ผ่านมา (2560-2566) มีการเติบโตทั้งสินทรัพย์รวม รายได้รวม และกำไรสุทธิ

พบว่าสินทรัพย์รวมเติบโตเฉลี่ย 47.03% ณ สิ้นปี 2566 อยู่ที่ 25,285 พันล้านบาท รายได้รวมเติบโตเฉลี่ย 45.7% ณ สิ้นปี 2566 อยู่ที่ 8,309 พันล้านบาท และกำไรสุทธิเติบโตเฉลี่ย 52.4% ณ สิ้นปี 2566 มีกำไรรวม 409,029 ล้านบาท

ด้านอายุกิจการของบริษัทธุรกิจครอบครัวนับตั้งแต่ปีก่อตั้งจนถึงปัจจุบันที่ยังคงจดทะเบียนในตลาดหุ้นไทย พบว่ามีบริษัทที่มีอายุยาวนานถึง 148 ปี คือ บมจ.โอเอชทีแอล (OHTL) หรือโรงแรมโอเรียนเต็ล

ขณะที่อายุเฉลี่ยของบริษัทธุรกิจครอบครัวคือ 36 ปี และปัจจุบันมีบริษัทธุรกิจครอบครัวที่มีอายุเกิน 100 ปี จดทะเบียนอยู่ในตลาดหุ้นไทยด้วยกัน 5 บริษัท ได้แก่ บมจ.โอเอชทีแอล (OHTL) บมจ.เบอร์ลี่ ยุคเกอร์ (BJC) บมจ.โอสถสภา (OSP) บมจ.เอสซีบี เอกซ์ (SCB) และ บมจ.ปูนซิเมนต์ไทย (SCC)

ธุรกิจครอบครัวไทย

นอกจากนี้พบว่าบริษัทจดทะเบียนที่เป็นธุรกิจครอบครัวมีความแข็งแกร่งอีกหลายด้าน โดยมีรายได้จากต่างประเทศจำนวน 295 บริษัท มีรายได้จากต่างประเทศคิดเป็นปริมาณ 68-69% ของบริษัทจดทะเบียนทั้งหมดที่มีรายได้จากต่างประเทศ

โดยในปี 2566 บริษัทกลุ่มนี้มีรายได้จากต่างประเทศ คิดเป็น 42% ของรายได้จากต่างประเทศรวมทุกบริษัทจดทะเบียน โดยมีมูลค่า 2,492 พันล้านบาท

ในขณะเดียวกัน พบว่าธุรกิจครอบครัวมีจำนวนกว่า 119 บริษัท หรือคิดเป็น 62% ที่มีรายชื่อติดอยู่ในดัชนี SET ESG Ratings มีคะแนนของ CG Score (บรรษัทภิบาล) สัดส่วน 83% ในอันดับดีขึ้นไป และอยู่ในอัตรา 4-5 สูงกว่าบริษัทนอกกลุ่มธุรกิจครอบครัว รวมทั้งมีสัดส่วน 99% ของบริษัทธุรกิจครอบครัวที่มีกรรมการอิสระเป็นไปตามเกณฑ์

ธุรกิจครอบครัวไทย

จากข้อมูลข้างต้น ศ.พิเศษ กิติพงศ์ กล่าวว่า บริษัทธุรกิจครอบครัวได้รับประโยชน์จากการเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ และมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อตลาดทุนไทย

“ผมมีแนวคิดส่วนตัวว่าอยากจัดตั้งดัชนี Family Business โดยได้มอบหมายงานให้ทีมบริหารของตลาดหลักทรัพย์ฯ ไปช่วยศึกษาเรื่องนี้บ้างแล้ว อย่างไรก็ตาม อาจต้องหารือร่วมกับเอ็มดีตลท.คนใหม่อีกครั้ง เนื่องจากปัจจุบันยังไม่มีตลาดหุ้นใดในโลกที่มีดัชนีในลักษณะนี้”

ท้ายที่สุดแล้ว ศ.พิเศษ กิติพงศ์ มีมุมมองว่าประเด็นสำคัญที่ธุรกิจครอบครัวต้องทำคือ การปรับโครงสร้าง หรือแต่งตัวให้พร้อม เพราะอาจมีกิจการร่วมลงทุน หรือ Venture Capital (VC) สนใจลงทุน โดยอาจไม่ต้องเข้าระดมทุนในตลาดหุ้นก็ได้ หรืออาจขยายกิจการให้เติบโตก่อนแล้วค่อยตัดสินใจเข้าจดทะเบียนในตลาดหุ้นก็ได้ พร้อมยกตัวอย่างในประเทศญี่ปุ่นและสหรัฐฯ ที่มี VC เข้าไปร่วมลงทุนถือเป็นอีกหนึ่งทางเลือกสำหรับธุรกิจครอบครัวในการสร้างการเติบโตที่ยั่งยืน

📌 อ่านข่าวที่เกี่ยวข้องกับ ตลาดหุ้นไทย ได้ที่นี่ 📌

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...