หมิงเจินหนี่ คุณหมอหลงยุค
ข้อมูลเบื้องต้น
สาวสวยในชุดกราวสีขาวสะอาด เธอเดินสับสับไม่มองใครทั้งสิ้นเพราะสายแล้ว หิ้วกระเป๋าเครื่องมือแพทย์ที่มีเครื่องมือและยาทุกชนิดเผื่อเกิดเหตุฉุกเฉินอยู่ในนั้น ที่เธอต้องรีบก็เพราะวันนี้เป็นวันแรกที่เธอมาใช้ทุนที่โรงพยาบาลแห่งหนึ่งในตัวจังหวัด จู่จู่ ก็ลื่นล้มเพราะรองเท้าส้นสูงดันไปเหยียบกล้วยที่เด็กชายผู้หนึ่งทำหลุดมือ แล้วหัวกระแทกพื้นจนหมดสติไป
เธอฟื้นขึ้นมาอีกครั้งในร่างสาวน้อยนามหมิง เจินหนี่ ที่เป็นไข้ป่าเสียชีวิตในห้องนอนโทรม ๆ ของบ้านหลังหนึ่งที่มีหลังคามุงด้วยหญ้าแห้งฝาบ้านเป็นไม้ไผ่ แม้กระทั่งโครงหลังคาและเสาบ้านทั้งหมดก็เป็นไม้ไผ่ที่ไม่สามารถกันหนาวได้เลย
--------------------------------
***สวัสดีค่ะ ไรท์มาเปิดเรื่องใหม่ค่ะ นางเอกยังคงเก่งเช่นเดิมน้องโผล่ไปในยุคที่คนกินอาหารกันอย่างง่าย ๆ ไม่ค่อยรู้เรื่องเกี่ยวกับอาหารมากนัก อย่างไร ไรท์ก็ขอฝาก น้องเจินหนี่ (น้องหมอ) ไว้ในอ้อมอกอ้อมใจไรท์ทุกท่านด้วยนะคะ ขอบคุณที่ติดตามไรท์มาตลอดค่ะ***
ทำความเข้าใจเช่นเดิมค่ะ
-นิยาย ของไรท์เกิดขึ้นจากจินตนาการ และความเพ้อฝันล้วน ๆ ค่ะ ไม่ได้มีเจตนาล่วงเกินหรือเจตนาไม่ดีแต่อย่างใด
-อ่านเพื่อความบันเทิง และผ่อนคลายความเครียด ไม่ดราม่านะคะ ความสมเหตุสมผลบางทีมันก็หาไม่ได้จากในนิยายหรอกค่ะ เพราะฉะนั้น เน้น อ่าน เพื่อความบันเทิงนะคะ หากไม่ชอบใจกดข้ามได้นะคะไรท์ไม่ว่าอะไร
-ถ้าถูกใจก็ขว้างหัวใจกันมารัว ๆ เลยนะคะ เป็นการให้กำลังใจแก่นักเขียนด้วยนะคะ
-ไรท์มีงานประจำทำ บางทีอาจจะอัพล่าช้าไปบ้างต้องขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วยค่ะ
***เมื่อเราทำความเข้าใจกันเรียบร้อยแล้ว ขอเชิญ รี้ด เข้าสู่โลกนิยายอันเพ้อฝันของไรท์ได้เลยค่ะ***
ด้วยรักจาก…. ยอดสน
คุณหมอสุทธิดา
ตอนที่ 1 คุณหมอสุทธิดา
สุทธิดา หรือ อันนา คุณหมอจบใหม่ผู้ที่ต้องใช้ทุนเป็นเวลา 3 ปี และวันนี้เป็นวันแรกที่เธอจะต้องเข้าไปรายงานตัวกับทางโรงพยาบาลรัฐในจังหวัดแห่งหนึ่ง
“โอ๊ยยย ตายแล้ว สายแน่แน่ไอ้นาฬิกาเวรนี้ก็ไม่ยอมปลุก” อันนาลุกขึ้นขยี้หัวจนฟูก่อนจะบ่นอย่างหัวเสียแล้วรีบลุกขึ้นไปอาบน้ำกว่าจะแต่งองค์ทรงเครื่องเสร็จก็เป็นเวลา 07.20 น. แล้ว เธอจึงรีบหยิบกระเป๋าเครื่องมือแพทย์อันหนักอึ้งขึ้นแล้ววิ่งไปที่ประตูห้องหยิบกุญแจรถที่มีกุญแจห้องติดมือไป แล้วปิดประตูกดลิฟท์ลงไปชั้นล่างเป็นเวลา 07.35 น.
เธอวิ่งไปที่รถด้วยความเร็วสูงก่อนจะขึ้นไปสตาร์ทรถบึ่งออกไปให้ทันเวลา 08.00 น. แต่มีหรือจะทันแม้จะเป็นต่างจังหวัดบรรดาผู้ปกครองก็เอารถไปส่งบุตรหลานกัน ไหนจะรถรอเข้าโรงพยาบาลอีก
“สายแล้ว” เสียงเธอบ่นเมื่อจอดรถในที่จอดรถของบุคลากรในโรงพยาบาลเท่านั้น เธอวิ่งทันทีที่ปิดประตูรถและล็อคประตู
“สวัสดีค่ะ ฉันเป็นหมอมาใหม่ต้องไปยื่นเอกสารรายงานตัวที่ไหนคะ” อันนาถามหน้าเคาท์เตอร์ประชาสัมพันธ์เกี่ยวกับเส้นทางที่ต้องไป
“เดินตรงไปด้านซ้ายจะมีลิฟท์ กดขึ้นไปชั้น 7 เลี้ยวซ้ายแผนกบุคลากรค่ะ” เจ้าหน้าที่ประชาสัมพันธ์รีบตอบแบบไม่มีลังเล นี่คือหมอเป็นบุคคลากรที่สำคัญถึงแม้จะเป็นแค่หมอจบใหม่มาใช้ทุนก็ตาม
“ขอบคุณค่ะ” อันนาขอบคุณเจ้าหน้าที่ประชาสัมพันธ์ แล้วรีบหันหลังเดินแบบสับสับไม่สนใจใคร จนกระทั่งมีเด็กน้อยในมือถือกล้วยหอมอยู่บีบปึ๊ด มันกระเด็นมาขวางทางเท้าของเธอเข้าพอดีโดยที่เธอเองก็ไม่ทันตั้งตัวและหลบหลีกได้ทัน
“เหวอ ๆ ๆ ๆ โครม ปึง” เสียงร้องของเธอพร้อมเสียงอันดังของแผ่นหลังและศีรษะกระทบพื้น หัวเธอเลือดออกมากมายผู้คนในโรงพยาบาล พยาบาล และบรรดาหมอที่อยู่แถวนั้นต่างก็วิ่งเข้ามาช่วยชีวิตเธอกันอย่างเร่งรีบ
สุทธิดา เรียนจบแพทย์จากสถาบันรัฐที่มีชื่อเสียงติดอันดับท็อปไฟว์ของประเทศ แถมยังได้ทุนไปเรียนต่อยังต่างประเทศเฉพาะทาง ด้วยโรคระบบทางเดินหายใจและเส้นประสาท อันนามีคุณพ่อเป็นแพทย์ที่ประเทศออสเตรเลีย ส่วนคุณแม่เป็นพยาบาลในโรงพยาบาลที่เดียวกับคุณพ่อ
อันนามีพี่น้อง 3 คน เธอเป็นคนโต วันนี้เพิ่งได้ปฏิบัติงานวันแรกในอาชีพแพทย์ระบบทางเดินหายใจและเส้นประสาท คนที่สองสุกานดา (จีน่า) กำลังเรียนต่อเฉพาะทางด้านกระดูก คนสุดท้ายเป็นผู้ชายชื่อ ฮาน สงคราม กำลังเรียนแพทย์เช่นเดียวกัน ปีที่ 5 จะเรียกครอบครัวเธอว่าครอบครัวแพทย์ก็ได้
“ที่นี่ที่ไหนกัน ทำไมมันมืดอย่างนี้” อันนาที่ตื่นลืมตาขึ้นมาในความมืดก่อนจะลุกขึ้นนั่งจับศีรษะด้านหลังที่ความทรงจำครั้งสุดท้ายบอกเธอได้แค่ว่าเจ็บมากก่อนหมดสติไป
“นี่สินะบุคลากรอันทรงคุณค่า ช่างตายได้น่าอนาถนัก” เสียงหนึ่งดังก้องขึ้นมาอย่างเย้ยหยัน
“ใคร เสียงใคร ออกมาเดี๋ยวนี้นะ” อันนาพูดออกไปด้วยน้ำเสียงที่โกรธจัด เธอไม่เคยดูถูกหรือเย้ยหยันผู้ใด เหตุใดเสียงนี้จึงเย้ยหยันเธอได้น่าโมโหจริง เจอตัวแม่จะใช้มีดผ่าตัดกรีดปากมันซะเลยดีไม๊
“โว้ว โว้ว โว้ว ดุเสียด้วย” เสียงตอบกลับมาอย่างยียวนพร้อมปรากฏร่างชายผู้หนึ่งที่หล่อเหลาปรานประติมากรรมสรรสร้าง
“ก็หล่อดีนะ แต่ปากเสียไปหน่อย” อันนาเชิดหน้าพูดออกไป
“เราขึ้เกียจต่อล้อต่อเถียงกับเจ้าแล้ว เรามาบอกว่าเจ้าตายแล้วและจะได้เกิดใหม่ในร่างของสาวน้อยอายุ 16 ปี เมื่อเจ้าเข้าไปสวมร่างนางแล้วจงทำและใช้ชีวิตให้ดีที่สุดต่อจากนางซะ” เขาพูดจบก็ทำท่าจะโบกมือให้วิญญาณดวงนี้เข้าสู่ร่างที่กำลังหมดลมหายใจ
------------------------------------------
***ทุกคนนนไรท์มาแล้วค่ะ พบกับนิยายเรื่องใหม่ ช่วยกดติดตาม กดหัวใจให้ไรท์ด้วยนะคะ***
จะรอดไหมเนี่ย
ตอนที่ 2 จะรอดไหมเนี่ย
“เดี๋ยวววว จะส่งฉันไปถามฉันหรือยังว่าอยากไปหรือไม่” อันนาโวยวายขึ้นมาทันทีก่อนที่จะไม่ได้โวยวายใส่คนตรงหน้าเธอ
“จะต้องถามทำไมในเมื่อเราเป็นผู้กำหนดชะตาชีวิตของมนุษย์ทุกผู้ทุกนาม ข้ากำลังทำตามคำขอร้องครั้งสุดท้ายของร่างที่เจ้าจะเข้าไปอยู่ นางผู้นี้เป็นเด็กกตัญญูรู้คุณคน ในชีวิตนางทำความดีมาตลอด ในสภาแห่งสวรรค์ลงมติแล้วว่าจะช่วยนางโดยนำคนมีความรู้ความสามารถเช่นเจ้าไปช่วยครอบครัวนางให้สุขสบายขึ้น”
“ฮะ ที่ฉันต้องตายก็เพราะต้องไปช่วยครอบครัวนี้อะเหรอ” เธอก็ยังสงสัยต่อ
“ไม่ใช่ซะทีเดียว เจ้าหมดอายุขัยแล้วสวรรค์ให้โอกาสเจ้าไปใช้ชีวิตไม่ดีหรือ ไปได้แล้วเรื่องมากจริง รำคาญ” พูดจบก็โบกมือไม่รอให้หญิงสาวเช่นเธอได้ถามอีก
“นางผู้นี้ปากดีเสียจริงแต่ข้าก็ชอบนางนะเถียงด้วยแล้วสนุกดี ประเดี๋ยวข้าจะผูกด้ายแดงเจ้ากับเทพสงครามแดนสวรรค์ที่ลงไปใช้กรรมในโลกมนุษย์ให้ก็แล้วกัน ฮ่า ฮ่า ฮ่า น่าสนุกแล้วสิ” พูดจบก็หายลับไป
“ไม่นะ” อันนาลุกขึ้นแล้วหอบหายใจ เมื่อสักครู่เธอร้องตะโกนเสียงดังก่อนจะได้สติถึงได้มานั่งหอบหายใจเช่นนี้
“ขี้โกงนี่หว่า ทำไมส่งมาได้ไม่ถามความเห็นชอบสักคำ เทพบนสวรรค์เป็นเช่นกันทุกคนไหมวะ” เธอบ่นไปตาก็มองสอดส่ายไป
“นี่มันจนหรือว่าค่านิยมของคนที่นี่กันที่สร้างบ้านด้วยไม้ไผ่ โครงหลังคาก็ยังไม้ไผ่ยังมุงด้วยใบไม้ เห้ย ใบไม้ใช่ไหม” อันนาขยี้ตาเหมือนอยากจะร้องไห้เสียให้ได้ มองดูพื้นก็เป็นดินอัดแข็งนี่ถ้าฝนตกน้ำรั่วขึ้นมาพื้นดินก็เปียกอีก ดีที่ว่าเตียงไม้ไผ่ที่เธอนอนอยู่มันสูงขึ้นมาหน่อย
หมอนก็แข็งและเก่า นี่มันขาดด้วยนี่นา ผ้าห่มก็ขาดเป็นหย่อม ๆ อันนาได้แต่บ่นในใจ และแล้วเธอก็ล้มลงนอนอีกครั้งเพราะมีกระแสไฟแล่นปลาบเข้าในหัวเธอเกิดเป็นเรื่องราวของเด็กสาวผู้นี้
เด็กสาวผู้นี้มีนามว่า หมิงเจินหนี่ เป็นบุตรสาวคนรองและคนเดียวของบ้านหมิงสายรอง แม้ว่าพ่อของนางจะเป็นพี่ชายคนโตก็ตาม เพราะมารดาและบิดาของท่านพ่อรักน้องชายคนที่สองมากกว่าและหวังว่าจะฝากผีฝากไข้ไว้กับอารองของนาง จึงได้ให้ท่านพ่อของนางแยกบ้านออกมาแล้วแบ่งที่ดินให้สร้างบ้านอยู่ติดชายเขาเพียง 3 หมู่เท่านั้น
ท่านย่าของนางเคยพูดว่าท่านพ่อเป็นตัวซวยของตระกูลเพราะเวลาเกิดก็ตรงกับที่น้ำท่วมหมู่บ้าน แถมยังคลอดยากทำให้ท่านย่านั้นเจ็บเกือบตาย ตอนนี้ที่บ้านย่าก็มีกินอย่างสะดวกสบาย ถึงแม้จะตัดขาดไม่ยุ่งเกี่ยวกันแต่ท่านพ่อก็ยังต้องส่งเงินไปดูแลท่านปู่ท่านย่าปีละ 2 ตำลึงเงิน
“เฮ้อ จะกินกันในครอบครัวยังไม่ค่อยจะมี ยังต้องหาเงินไปกตัญญูอีก อย่างว่าคนในสมัยโบราณนั้นถือความกตัญญูมาก่อนเรื่องอื่นล้วนเป็นรอง” อันนาเอามือก่ายหน้าผากคิดสะระตะ ในเมื่อย้อนมายุคโบราณแถมยังใช้ร่างคนอื่นอีก ก็ต้องยอมรับสภาพอะนะ
“หนี่เออร์ แม่กลับมาแล้วลูกฟื้นหรือยัง” อันนากำลังก่ายหน้าผากคิดเรื่องจะอยู่กินอย่างไรในยุคสมัยนี้ ก็ต้องสะดุ้งแล้วลุกขึ้นนั่งเมื่อได้ยินเสียงถามพร้อมกับเปิดประตูเข้ามาพรวดพาด (หลังจากนี้จะใช้เรียกนางเอกว่า เจินหนี่ ค่ะ)
“ลูกฟื้นแล้วเจ้าค่ะ” เจินหนี่พูดกับคนที่กอดนางอยู่ซึ่งความทรงจำบอกกับนางว่าหญิงผู้นี้เป็นมารดาของเจ้าของร่างนี้
“ตัวหายร้อนแล้วนี่นา ยังเจ็บที่ใดอีกหรือไม่ กินข้าวต้มซะจะได้ดื่มยา” เจินหนี่คิดถึงยาในความทรงจำก็ต้องเบะปาก มันขมมากไม่ใช่หรือ ท่านแม่ยกข้าวต้มขึ้นมาเป่าให้หายร้อนแล้วจะตักป้อนนาง เจินหนี่รีบจับแขนของท่านแม่ทันที
“ลูกหายแล้วกินเองได้แล้วเจ้าค่ะ” เจินหนี่คว้าถ้วยข้าวต้มมาถือไว้ก่อนจะลงมือเป่าสายตาก็มองที่ข้าวต้ม นี่มันข้าวต้มหรือน้ำข้าวกันเนี่ยนางพยายามมองหาเม็ดข้าวในถ้วยก็มองเห็นอยู่ก้นถ้วยเท่านั้น แล้วเธอจะรอดไหมเนี่ย
-------------------------------------------
หาทางรอดให้ครอบครัว
ตอนที่ 3 หาทางรอดให้ครอบครัว
“ถึงอย่างไรก็ยังต้องดื่มยาให้หมดเทียบ ท่านหมอได้จัดยา และให้แม่กำชับเจ้าให้กินให้หมด” จ้าวหยางผู้เป็นมารดาบอกบุตรสาวและใช้มือลูบศีรษะบุตรสาวคนเดียวของบ้านไปด้วย
“เจ้าค่ะลูกจะดื่มท่านแม่เพิ่งลงจากเขามาเหนื่อย ๆ ไปพักผ่อนเถอะเจ้าค่ะ ลูกดูแลตัวเองได้” เจินหนี่พยายามไล่มารดาให้ออกไปทางอ้อมเพราะนางไม่อยากกินยา ถ้าเป็นยาเม็ดเหมือนปัจจุบันก็ดีหน่ะสิไม่ทันขมมันก็ลงคอไปแล้ว
“ไม่หล่ะ แม่จะดูเจ้าดื่มยาให้หมดก่อน” เจินหนี่สำลักน้ำข้าวที่กำลังดื่มทันทีที่มารดาของนางรู้ทัน นางจึงต้องโดนดื่มยาที่ขมจนขึ้นสมองจนหมดถ้วยก่อนจะดื่มน้ำตามไปจนหมดชามที่มารดาตักเอามาให้
“น้ำได้ต้มหรือไม่เจ้าคะท่านแม่” เจินหนี่ดื่มไปจนหมดถ้วยแล้วถึงได้เอะใจเพราะรู้สึกมันมีกลิ่นแต่ก็ไม่มากเท่าไหร่
“บ้านเราไม่มีใบชาให้ต้ม แล้วจะต้มน้ำทำไมกันเจ้าเด็กคนนี้พูดจาแปลก ๆ” จ้าวหยางมองบุตรสาวที่นั่งอยู่ตรงหน้าด้วยความสงสัย แต่อย่างไรก็บุตรสาวนางจะสงสัยไปทำไม
“อ่อ เป็นเช่นนั้นเอง ท่านแม่ลูกจะออกไปช่วยท่านทำงานเจ้าค่ะ” เจินหนี่พูดจบก็ทำท่าจะลงจากเตียง มารดาอย่างจ้าวหยางต้องรีบกดตัวให้นางนอนลงไปดีดี
“พักผ่อนเถอะ เอาไว้ให้หายดีเจ้าได้ช่วยแน่” จ้าวหยางตอบด้วยรอยยิ้ม จะไม่ใช่บุตรสาวนางได้อย่างไรกัน กตัญญูเช่นนี้
“ก็ได้เจ้าค่ะ” นางจึงได้นอนหลับตา ไม่รู้เพราะฤทธิ์ยาหรือว่าฤทธิ์ความหอมอันขมขื่นที่ตีขึ้นจมูกจนเวียนหัวพาให้นางหลับไปหรือเปล่า จ้าวหยางเมื่อเห็นบุตรสาวหลับไปแล้ว จึงได้ออกไปช่วยสามีแยกของป่าที่หาได้ พรุ่งนี้เช้าจะได้นำออกไปขายทีเดียว บุตรชายสองคนยังไม่ลงมาจากภูเขาเลยคงจะลงมาอีกทีก็เย็นเลยแน่นอน
เจินหนี่ที่หลับยาวไปจนถึงเย็นก็ตื่นขึ้นมาเพราะรู้สึกถึงสายตา 2 คู่ที่ยืนมองนางอยู่นานแล้ว เมื่อลืมตาก็ต้องตกใจที่เห็นชายหนุ่มผู้หนึ่งกับเด็กชายผู้หนึ่งยืนจ้องนางอยู่
“เห้ย ตาเถรตกถังส้วม” เจินหนี่อุทานและลุกขึ้นนั่งใช้มือทาบบนอก
“ฮ่า ฮ่า ฮ่า หนี่เออร์ น้องอุทานตลกเสียจริง” หมิง เจินอ้าย ผู้เป็นพี่ใหญ่ อายุอานามก็ 18 ปี ที่ไม่ได้แต่งงานก็เพราะบ้านเราจน หญิงบ้านไหนก็ไม่มองพี่ใหญ่ของนางถึงแม้เขาจะหล่อเหลาคมคายอย่างไรก็ตาม เขาหัวเราะด้วยความขบขันที่น้องสาวเขาอุทานอะไรก็ไม่รู้แต่มันก็น่าตลกจริง
“ใช่ขอรับ พี่รองอุทานภาษาอะไรหรือขอรับ” หมิง เจินหลาง น้องชายคนเล็กของนางเอียงคอถาม เขาอายุ 12 ปี
“ตกใจก็อุทานไม่รู้ตัวไปอย่างนั้นเอง น้องเล็ก พี่ใหญ่อย่าได้ใส่ใจเลยเจ้าค่ะ” นางพูดให้คนทั้งสองเข้าใจ ก็คนมันตกใจอะไรที่เคยอุทานมันก็ออกมาหน่ะสิ
“ไปกินข้าวเย็นกันเถอะ เห็นท่านแม่บอกว่าเจ้าดีขึ้นมากแล้ว” เจินอ้าย เอ่ยชักชวน
“ไม่ใช่แค่ดีขึ้นนะเจ้าคะ หนี่เออร์หายดีแล้วด้วยเจ้าค่ะ” นางตอบพี่ชายแล้วลุกจากเตียงยืนขึ้นสักครู่ก็ก้าวนำออกไปทิ้งให้น้องเล็กปิดประตูห้องให้นาง
“หนี่เออร์ เจ้าดีขึ้นมากแล้วใช่ไหมลูกพ่อ” บิดานาง หรือหมิง เหออวี้ ทักทายทันทีที่เห็นบุตรสาวเดินตรงมาที่โต๊ะอาหาร
“หายดีเลยหล่ะเจ้าค่ะ ลูกแข็งแรงมากเจ้าค่ะ” นางตอบด้วยรอยยิ้ม ไม่นานเมื่อคนมาครบก็เริ่มลงมือกินข้าวกัน มื้อนี้เป็นแผ่นแป้งธัญพืช กินกับผัดผักดอง และน้ำแกงผักป่าที่หาได้
นางมองไปที่ทุกคนที่ลงมือกินกันด้วยความเอร็ดอร่อย นางกลับมามองแผ่นแป้งแล้วค่อย ๆ ตักผักดองใส่ถ้วยกินกับแผ่นแป้งอย่างจำใจ ไม่กินก็อดตายดิ นางจะต้องหาทางรอดให้ครอบครัวที่ในเวลานี้เปรียบเสมือนครอบครัวของนางเช่นเดียวกัน
“ข้าล้างเองขอรับ” พี่ใหญ่ของนางอาสาเก็บจานชามไปล้างโดยมีน้องเล็กช่วยงาน
“ท่านพ่อ ท่านแม่ วันนี้เข้าป่าได้สิ่งใดไปขายหรือเจ้าคะ” เจินหนี่ถามออกไปใจก็อยากไปดูว่ายุคนี้ขายสิ่งใดได้บ้าง
-------------------------------------------